เวลาเดียวกันกับที่ โซโลเดินขึ้นเรือสนามกอลฟ์แห่งหนึ่งไม่ไกลจากรุงโตเกียว ในเวลาเช้าที่สนามควรจะมีคนมาออกรอบมากมายแต่กลับมีเพียงก๊วนเดียว นับว่าเป็เื่น่าแปลกใจไม่ต้องสงสัยคนในก๊วนนี้ไม่ใช่มหาเศรษฐีก็ต้องเป็ผู้มีอิทธิพลล้นฟ้า เพราะเวลานี้เป็เวลาทองของสนามกอลฟ์
“ควับ ... ...จ๊อม”
เสียงตีลูกดังฟังชัด ลูกสีขาววิ่งเลียดพื้นออกไปด้วยความเร็วสูงก่อนที่จะเริ่มเหินทะยานขึ้น เห็นได้ชัดว่าลูกนี้คงตีได้ระยะไม่ธรรมดาสำหรับสนามพาร์สามแห่งนี้เป็ไปได้สูงว่า ลูกจะตกบนกรีนที่ปักธงหรือที่เรียกว่าลูกออนนั่นเอง เพียงแต่...
ทิศทางของลูกกลับพุ่งตรงลงบ่อข้างกรีน ตกน้ำเสียงดังสนั่นขนาดอยู่ที่แท่นทีออฟ ยังได้ยินเสียงลูกตกน้ำ คนที่ยืนรายล้อมอยู่จำนวนหกคน ยืนตัวแข็งทื่อเงียบสนิท...
ชายร่างใหญ่ที่เป็คนตีลูก เขาอยู่ในชุดเสื้อโปโลสีดำสนิทยืนนิ่งมองดูลูกตกอยู่ครู่ ก่อนที่จะส่งเสียงแค่นหัวร่อ พร้อมเปิดปากถามออกมาลอยๆ
“เคนตะ... เมื่อพลาดเป้าไปแล้ว จะทำอย่างไร พวกแกพลาดเป้าเพราะมีอุปสรรคมารบกวน เหมือนกับไอ้บ่อน้ำเปรตนั่น ทำให้ลูกของฉันต้องเสียไป”
ชายวัยกลางคนศีรษะล้านไปครึ่งหนึ่ง เขาแต่งกายด้วยชุดสูทสีเทาน้อมกายพูดด้วยเสียงสั่นๆ
“นายท่าน จะให้ผมถมบ่อน้ำนั่นไหม”
ชายฉกรรจ์ร่างใหญ่ชะงักกึก ส่ายหัวช้าๆด้วยความเบื่อหน่ายเขาหยิบลูกใหม่ออกมาจากกระเป๋า แล้ววางบนแป้นตัวที เพื่อจะตีลูกแรกใหม่แต่ก่อนที่จะลงไม้ พูดออกมาด้วยเสียงเ็า
“ถมบ่อ... แกก็เป็พวกบัดซบไม่ได้เื่อย่าง โยชิทากะ”
ชายฉกรรจ์ที่สวมชุดสูทสีดำสนิทบนปกเสื้อมีดอกกุหลาบสีขาวปักอยู่เขายืนอยู่ในกลุ่มคน รีบโค้งคำนับแล้วค้างเอาไว้อย่างนั้น โดยไม่พูดออกมาชายฉกรรจ์ร่างใหญ่ปรายตามองมาที่เคนตะ แวบหนึ่ง
เคนตะ รีบโค้งคารวะแล้วค้างเอาไว้ไม่กล้าเงยหน้าขึ้นเช่นกัน
“ควับ...”
คราวนี้ไม่ว่าระยะหรือทิศทาง เมาะเจาะพอดีลูกนี้มีพลังพุ่งไปและวิ่งต่อไปอีกยี่สิบกว่าหลา ลูกออนอยู่บนแฟร์เวย์ห่างจากธงไม่กี่ฟุต
“เคนตะ สมควรแล้วที่แก ซุกหัวอยู่ในหัวเมืองเล็กๆ ...ถมบ่อรึ...งี่เง่าบัดซบ แค่เอาลูกออกมาตีใหม่ ออกแรงเพียงนิดเดียว เื่ราวก็สำเร็จหากถมบ่อ เมื่อไหร่จะเสร็จและต้องใช้เวลาและเงินเท่าใด”
ผู้มีอำนาจ แค่นเสียง “ถมบ่อ... เหอะๆๆเื่ราวความผิดพลาดในครั้งนี้ ไม่สามารถแก้ไขได้แล้วไม่เพียงเสียของที่หาได้ยากไป แม้แต่คนที่จะใช้งาน ยังถูกกองกำลังป้องกันประเทศยิงทิ้งหากทำอย่างที่แกพูด แก๊งของแกจะสู้กับพวกมันได้หรือแค่ตำรวจท้องที่พวกแกยังไม่มีปัญญาจัดการด้วยซ้ำ”
เขาหยุดส่งไม้ให้กับบัดดี้
“ถ้าหาก… แกเก็บไอ้นักท่องเที่ยวเวรตะไลนั่น ก่อนที่จะเกิดเื่ได้เื่ราวก็ไม่เสียหายถึงขนาดนี้”
ได้ยินคำกล่าวของเขา เคนตะยิ่งหน้าซีดก้มศีรษะลงต่ำ แม้ว่าเป็เวลาเช้าอากาศหนาวเย็นแต่ยังเห็นเหงื่อของเขาไหลออกมาจนเปียกชุ่มเสื้อสูท
“ตอนนี้คนของแก ถูกตำรวจจับไปไม่น้อย กลับไปกลบเกลื่อนร่องรอยให้ดีหากแกทำไม่ได้ แกก็ไม่สมควรมีชีวิตอยู่กินข้าวอีกต่อไป ส่วนแก โยชิทากะ”
“เื่นี้... ต้นเหตุเกิดจาก แก๊งของแกทำงานพลาด จะฆ่าพวกแกก็ไม่ต่างอะไรกับฆ่าม้าลา ช่างไร้ประโยชน์ เสียแรงเปล่า”
เขานิ่งไปครู่หนึ่ง
“ส่วน... ไอ้นักท่องเที่ยวหน้าจืดนั่น... อย่างไรเสีย มันก็ต้องกลับชินจูกุและดูเหมือนพวกเด็กๆของแกจะใจจรดใจจ่อรอมันอยู่ เหอะ!.... จงสำนึกและจำใส่ใจเอาไว้ว่าตำรวจ...และกองกำลังป้องกันประเทศยังคงวนเวียนอยู่รอบๆ ตัวมัน ถ้าลูกน้องของแกสะเออะไปหาเื่มัน จะเป็การเปิดเผยร่องรอย หาตำรวจสืบสาวมาถึงแกได้ มันอาจทำให้งานใหญ่เสียหาย
นับต่อจากนี้จงเก็บตัวเงียบ จงทำตัวให้เหมือนกับสุนัขเฝ้าบ้านที่ดีสองตัว... หากมีเื่อีก คราวนี้พวกแก จะไม่ได้อยู่หายใจให้รกโลกอีกต่อไป”
รถกอล์ฟคันสองคันวิ่งเข้ามา ชายร่างใหญ่ขึ้นนั่ง อีกคันหนึ่งรับชายใส่สูทไปจากนั้นรถออกวิ่งไปบนสนามหญ้า เป้าหมายคือเนินธงของหลุมนี้ ส่วนคนที่เหลือเป็องครักษ์วิ่งขนาบรถอย่างไม่ห่างทิ้งคนทั้งสองที่ยังคงโค้งคำนับค้างเอาไว้อย่างไม่ใยดี
เมื่อรถกอล์ฟ วิ่งออกไปจนจอดบนกรีน ทั้งสองคนถึงยืดตัวขึ้นสบตากันอย่างจนใจครั้งหนึ่งก่อนที่จะเดินกลับออกไปจากสนาม
...
ภายในรถเบนซ์คันใหญ่สีดำสนิท ที่เลี้ยวออกจากสนามกอล์ฟ โยชิทากะ หน้านิ่งคิ้วขมวดไม่พูดจาแต่อัดบุหรี่เข้าปอดอย่างหนักหน่วง จนควันท่วมอยู่ในรถ ทุกคนในรถล้วนรู้ดีว่ามีเื่อย่างแน่นอน หลังจากรถวิ่งขึ้นทางด่วน เขาก็เปิดปากออกมา
“ห้ามใครลงมือกับไอ้นักท่องเที่ยวคนนั้นเป็อันขาด นี่...เป็คำสั่งเด็ดขาด”
เขาหันมามองคนในรถด้านหลัง เห็นแววตาคับแค้นใจไม่ยินยอมจึงขมวดคิ้วตวาดไปว่า
“พวกเอ็งอยากตายนักหรือไร คราวนี้ไม่เพียงมีตำรวจคอยสอดส่องดูแลมันกองกำลังป้องกันประเทศ ก็จะใช้มันสาวไปถึงนายท่าน...หากพวกเอ็งตุกติกโผล่ไปเล่นมันจริงๆ ก่อนตำรวจจะมาหิ้วไปนายใหญ่คงสั่งเก็บพวกเราทั้งแก๊งก่อนที่ร่องรอยจะสาวไปถึงตัว ...ดังนั้น... ห้าม...โดยเด็ดขาด”
เขานิ่งไปหลายอึดใจก่อนที่จะพูดออกมา
“ที่จริงเรืองบาดหมางกับมัน ก็ไม่ใช่เื่ใหญ่อะไร แค่การต่อสู้ธรรมดามันไม่ได้ฆ่าใครในแก๊งของเราสักหน่อย การปล่อยมันไปไม่วุ่นกับมันไม่ได้เสียเกียรติแต่อย่างใด”
หลังคำพูกนี้ แววตาของคนหลังรถทั้งสามคน ถึงเริ่มสงบลง
...
ส่วนในรถ เมอรซิเดอร์เบนซ์สีดำสนิทอีกคันหนึ่งที่ขับออกมาจากลานจอดรถเดียวกันแต่แยกไปอีกทาง เคนตะ นั่งนิ่งหน้าทะมึนอย่างตึงเครียดอยู่ด้านหลัง เขารู้จักนายใหญ่ดีอำนาจของอีกฝ่ายล้นฟ้า จิตใจโเี้อำมหิต ความผิดพลาดในครั้งนี้ หากตีเป็ตัวเลขมีความเสียหายหลักหมื่นล้านเยน ตามหลักแล้วเขากับโยชิทากะ ไม่น่ารอด ความใจดีปล่อยพวกเขาทั้งสองคนในครั้งนี้ไม่สมเหตุผลเกินไป ต้องจมอยู่กับความคิดว่า นายใหญ่้าจะทำอะไรกับพวกเขากันแน่?
หลังจากรถวิ่งออกมาได้ราวสิบห้านาที เขาพลันสะท้านใ คล้ายพึ่งคิดได้หันมาตวาดลูกน้องที่นั่งด้านข้าง
“เร็ว... โทรไปหาทาโมรุ สั่งยกเลิกทุกอย่าง เกี่ยวกับไอ้นักท่องเที่ยวนั่นปล่อยมันไป... เดี๋ยวนี้”
ชายฉกรรจ์คางแหลม ไว้หนวดเครา รีบยกโทรศัพท์โทรออกอย่างเร่งร้อนพร้อมยกข้อมือดูนาฬิกา เมื่อปลายทางรับสาย เขาพ่นคำสั่งอย่างรวดเร็วสื่อสารกันอยู่นาทีเศษ ก่อนที่จะวางโทรศัพท์แล้วถอนหายใจ
“พี่ใหญ่ เรือออกจากท่าไปแล้ว พวกมันก็ขึ้นเรือไปแล้ว ติดต่อไม่ได้คนที่ลงมือทั้งหมดไม่พกโทรศัพท์หรือเอกสารติดตัวกันสักคนเพื่อความผิดพลาดแผนฝังคนในทะเลสาบอาชิ เริ่มไปแล้ว พวกเรายกเลิกไม่ได้... ว่าแต่ทำไม...”
เคนตะ ยกมือห้าม ในฐานะคนสนิทรู้ใจ เขารีบหยุดพูดในทันที เพราะหากไม่หยุดได้ถูกต่อยกำเดาไหล และเืกบปากอย่างแน่นอน ส่วนเคนตะ ก็ไม่ได้พูดอธิบายอะไรออกไปในฐานะของผู้นำ เื่บางเื่เขาต้องรับความกดดันแต่เพียงลำพัง
ถอนหายใจยาว คิดอย่างรวดเร็วแล้วสั่งการ
“ตามแผนเดิมจะลงมือที่กลางทาง ตอนนี้เรือพึ่งจะเทียบท่า ฮาโกเน่โมโตสั่งให้คนของเราเอาเรือเร็วไปขนาบ บอกเลิกแผนการและห้ามลงมือกับมันอย่างเด็ดขาด...”
ครึ่งนาทีต่อจากนั้น เรือเร็วลำหนึ่งออกจากท่า ฮาโกเน่โมโตวิ่งไล่เรือโจรสลัดเที่ยวเช้าที่ เล่นออกไปไกลราวหนึ่งกิโลเมตรแล้ว
....
ย้อนกลับไปตอนเช้าตรู่เมื่อเรือโจรสลัดเที่ยวแรกเปิดให้บริการ โซโลเดินขึ้นเรืออย่างช้าๆเขาหามุมถ่ายรูปเรือในขณะที่ไร้ผู้คนบนเรือ และเลือกมุมหลายมุมถ่ายรูปท่าเรือแห่งนี้ อย่างรวดเร็ว เนื่องจากดวงอาทิตย์ขึ้นเร็วมากดังนั้นสภาพของท่าเรือจึงสว่างไสว ราวกับสายจัด แต่อุณหภูมืในตอนนี้จากป้ายดิจิตอลที่ติดอยู่บริเวณท่าเรือคือสามองศาเซลเซียสเท่านั้น
อุณหภูมิขนาดนี้ ชาวบ้านทั่วไปสมควรยังซุกตัวอยู่ในบ้านอันอบอุ่นแต่ที่บริเวณท่าเรือ มีเรือขนาดเล็กลอยลำอยู่หลายสิบลำ พวกเขากำลังทำประมง!แม้อากาศจะหนาวเย็น เส้นทางเดินเรือของเรือโจรสลัด เริ่มออกจากท่าที่พวกเขาขึ้นที่เรียกว่า‘ฮาโกเน่มาชิ-โก’จากนั้นจะวิ่งอ้อมแหลมที่เป็ที่ตั้งของ “ออนชิ ฮาโกเน่พารค์” ไปทางตะวันออก เพื่อแวะรับส่งผู้โดยสารที่หมู่บ้าน หรือที่เรียกว่า “โมโตฮาโกเน่-โก”
มันคือบริเวณชุมชนที่มีร้านสะดวกซื้อ ที่เขากินอาหารและเดินอ่อยสายของฝ่ายตรงข้ามเมื่อค่ำวาน จากนั้นจะเล่นต่อไปที่ท่าสุดท้าย ที่อยู่เกือบสุดทะเลสาบ คือ “ท่าโทเก็นได-โก”
ระยะเวลารวมที่เรือวิ่งบนทะเลสาบประมาณ สามสิบนาที ทั้งนี้ตารางเวลาของเรือจะเปลี่ยนแปลงไปตาม่ฤดูกาลและเปลี่ยนไปทุกปี หากนักท่องเที่ยวการใช้บริการ ต้องเข้าไปตรวจสอบตารางเวลาที่หน้าเวบถึงจะได้ข้อมูลล่าสุด
เมื่อเรือออกจากท่า สี่สหายนักท่องเที่ยวรีบเดินไปทั่วเรือเพื่อถ่ายรุปในมุมต่างๆ จุดเด่นของการถ่ายรูปใน่แรกคือตัวเรือโจรสลัด ที่ถูกตกแต่งได้อย่างสวยงามมีพื้นที่คล้ายกับอยู่ในเรือโจรสลัดย้อนยุคอย่างแท้จริง ไม่ว่าจะเป็ที่ตรวจการณ์ที่อยู่บนเสากระโดงหรือพังงาจำลองที่มีขนาดสมจริง มีแม้กระทั่งปืนใหญ่ประจำเรือการตบแต่งด้วยเชือกในเรือ มองผ่านๆเหมือนกับว่า เรือลำนี้เป็เรือโจรสลัดทะลุกาลเวลามาจริงๆ
ผู้คนที่มาเที่ยว ไม่มีใครหยุดอยู่นิ่ง ทุกคนถ้าไม่โพสท่าถ่ายรูปกับองค์ประกอบของเรือก็กดชัตเตอร์กล้องไม่ว่าจะใช้มือถือ หรือกล้องใดๆก็ตาม แม้แต่เขาเองภายในหนึ่งนาทีถ่ายรูปไปแล้วถึงห้าสิบรูป
เมื่อเรือแล่นออกจากท่า สิ่งที่เห็นนอกจากวิวทะเลสาบยังเห็นเรือประมงขนาดเล็กจำนวนเกือบยี่สิบลำ พวกเขาทำประมงมีทั้งใช้อวนหรือตกปลาอากาศที่หนาวขนาดนี้ไม่ส่งผลทำให้อาชีพประมงซบเซาลงได้แม้แต่น้อยชาวประมงหลายคนโบกไม้โบกมือให้กับนักท่องเที่ยว
เมื่อออกจากท่าที่สอง “โมโตฮาโกเน่-โก” มีผู้โดยสารขึ้นมาเพิ่มเติมราวแปดสิบคนเศษแต่ก็ไม่ได้ทำให้รู้สึกอึดอัดแต่อย่างใด เรือยังคงโล่งกว้างมีมุมให้ถ่ายรูปทั้งภายในเรือที่มีสามชั้นไม่นับดาดฟ้าเรือ และวิวของทะเลสาบเมื่อออกจากท่าที่สองได้เพียงนาทีเศษ ทุกคนก็ได้เห็นซุ้มประตูสีแดงแต่ไกล นี่เป็สัญลักษณ์ต้อนรับอรุณรุ่งวันใหม่ของญี่ปุ่นซุ้มประตูของศาลเ้าชินโด...
มันตั้งอยู่บนฝั่งด้านขวาบนเส้นทาง และที่ตระการตาสุดๆ คือยอดูเาไฟฟูจิที่ทำมุมสะท้อนแสงยามเช้า หิมะบนยอดเขาสาดสีขาวสะอาดตัดกับท้องฟ้าสีสดใสเป็ฉากหลังทิวเขา ที่มีซุ้มประตูสีแดงสด ของศาลเ้าที่อยู่ในทะเลสาบ

ระหว่างที่เขากำลังกดชัทเตอร์ และพยายามปรับเปลี่ยน ระดับซูมของกล้องเพื่อให้ได้รูปในมุมต่างๆ แข่งกับความเร็วของเรือที่กำลังวิ่งผ่านก็ัักับสิ่งผิดปรกติบางอย่าง
นักท่องเที่ยวที่ขึ้นเรือมาทุกคน ล้วนแล้วแต่พากันถ่ายภาพที่น่าประทับใจและน่าจดจำไม่ว่าจะเป็วิวูเาที่ใบไม้เปลี่ยนสีด้านฝั่งตะวันออก สัญลักษณ์ของศาลเ้าชินโดหรือมุมต่างๆในเรือที่ตบแต่งในรูปแบบเรือโบราณ สี่นักศึกษาก็ยึดมุมด้านหน้าพังงาเรือถ่ายรูปไม่หยุด
แต่ที่ประหลาดคือ มีคนสามถึงสี่คน กลับทำเพียงมองไปรอบๆอย่างจืดจางราวกับเป็สิ่งที่น่าเบื่อได้เห็นอยู่ทุกวัน และที่สำคัญเขาััได้ถึงสายตาของพวกมันที่ลอบมองมาทางเขาหลายครั้ง
โซโลทำทีเป็ถ่ายวิดิโอ เพื่อสำรวจกลุ่มคนที่แปลกแยกนี้ถึงแม้ว่าพวกมันจะยืนกระจัดกระจาย อยู่รอบๆตัวเขา แต่เห็นได้ชัดว่าพวกมันเป็คนกลุ่มเดียวกัน ด้วยอัตลักษณ์ที่ยากอธิบายแต่โซโลบอกได้ว่าพวกมันมีกลิ่นอายของนักเลงหัวไม้ การแต่งกายของพวกมันดูปราดเดียวก็รู้ว่าเป็คนถิ่น
มีเหตุผลน้อยมากที่คนถิ่นจะขึ้นเรือโจรสลัดไปลงที่ท่า “โทเก็นได” เพราะค่าโดยสารแพงกว่านั่งรถบัสเกือบสิบเท่าและที่สำคัญเส้นทางนี้เป็เส้นทางท่องเที่ยว เรียกได้ว่าอ้อมโลกจนสุดกู่ครั้นจะว่าพวกมันเป็พนักงานที่เดินทางไปทำงานที่ท่าเรือหรือสถานที่ใกล้เคียงเวลานี้ก็สายเกินไปที่จะเข้างานแล้ว
จากสายตาที่ลอบมองมา มั่นใจได้ว่าพวกมันล้วนมีเป้าหมายมาที่เขา และยิ่งมั่นใจอีกเมื่อเขาเปลี่ยนจุดที่ยืนถ่ายรูปไปถึงสามแห่งจากกราบซ้าย ไปด้านหน้า และขึ้นไปชั้นสองที่ท้ายเรือ แต่พวกมันทั้งสี่คนล้วนตามมาห่างๆ ช่างเป็การสะกดรอยที่ห่วยแตกสิ้นดี จากท่าทีและสภาพแวดล้อมเขามั่นใจว่าพวกมันประสงค์ร้ายอย่างแรง
แม้ว่าดูเหมือนจะมามือเปล่า แต่ไม่แน่ว่าบนร่างของพวกมันจะพกอาวุธมาด้วยหรือไม่แต่จากสภาพอากาศ โซโลไม่คิดว่าพวกมันจะทักทายเขาด้วยอาวุธ ซึ่งจะทำให้เกิดหลักฐานคราบเืซึ่งไม่มีทางที่พวกมันจะกลบเกลื่อนร่องรอยหลบเลี่ยงการพิสูจน์หลักฐานของตำรวจไปได้
เพียงแต่... เขาไม่เข้าใจว่าพวกมันปัญญาอ่อนหรือไรที่ลงมือในยานพาหนะท่องเที่ยวยอดนิยมอย่างเรือโจรสลัดที่เป็สัญลักษณ์ของทะเลสาบฮาโกเน่ไปแล้วทันทีที่โซโลขึ้นมาบนเรือ ด้วยความที่เป็คนไอทีและช่างสังเกตุเขาเห็นกล้องวงจรปิด ติดตั้งไปทุกที่ ตัวกล้องติดตั้งแบบซ่อนเร้นเอาไว้อย่างดีในอุปกรณ์ตกแต่งเรือ โดยเฉพาะทุกมุมอับ มีกล้องอย่างน้อยจุดละสองตัวแน่นอนว่าเนื่องจากมีนักท่องเที่ยวใช้บริการเป็จำนวนมาก เพื่อความปลอดภัยบริษัทจึงติดตั้งกล้องวงจรปิดเอาไว้ ไม่ว่าเพราะเื่ชาวมิจฉาชีพเพื่อค้นหาเด็กหลง หรือด้วยเหตุผลอื่นๆก็ตาม
การลงมือในเรือท่องเที่ยวนี้ เป็เื่โง่เขลาอย่างเห็นได้ชัด
ทันทีที่เขาขยับตัวเดินไปที่ท้ายเรือ เขาััแรงกดดันชนิดหนึ่งแผ่ออกมาจากพวกมัน ด้วยประสบการณ์บู้ล้างผลาญ เมื่อวัยกระทงของเขานี่คือจิตสังหารของพวกมัน และจากจิตสังหารที่ทวีความเข้มข้นขึ้น เขาบอกได้เลยว่าพวกมัน้าชีวิตอย่างน้อยหนึ่งในกลุ่มของพวกมันต้องเคยสังหารคนมาก่อน
และด้วยสภาพแวดล้อมในตอนนี้ การสังหารไม่จำเป็เลยที่ต้องใช้อาวุธใดๆเพราะอุณหภูมิ ที่ดิ่งลงเมื่อเรือออกจากท่า ทั้งคลื่นลมบนผิวทะเลสาบอุณหภูมิของน้ำในทะเลสาบ น่าจะอยู่ในระดับที่ใกล้ศูนย์องศา หากพวกมันจะสังหารเขาง่ายที่สุดคือ กรูกันเข้ามาแล้วทำให้เขาตกลงไปในทะเลสาบ ด้วยความเร็วของเรือต่อให้มีคนพบเห็นว่ามีคนตกน้ำ กว่าจะหยุดเรือและกลับมาช่วยเหลือเกรงว่าเขาคงจะหัวใจวายเพราะความเย็นของน้ำ และจมน้ำตายไปเรียบร้อยแล้ว
แน่นอนจังหวะในการลงมือต้องเป็่ที่เรือโจรสลัดเล่นไปถึงกลางทางเพราะผิวน้ำ่นั้นไม่มีเรือประมงขนาดเล็ก ลอยลำอยู่แม้แต่ลำเดียวโซโลสังเกตสภาพของท้ายเรือ ที่ประดับประดาด้วยเชือก ห้อยไปมาแบบเรือโจรสลัดโบราณเขาวางกลยุทธ์ตอบโต้ขึ้น
ถ้าเขาเดาผิดย่อมไม่เกิดเื่ราวใดๆ แต่หากเขาเดาถูกผู้ล่าจะกลายเป็ผู้ถูกล่าในทันที ในเมื่อรู้ทันพวกมันการรับมือก็ไม่ยุ่งยากสักเท่าไหร่ เพียงแค่กุ้ยสี่คน โซโลยิ้มแค่นหากพวกมันลงมือจะต้องพบกับความแปลกใจ เขาเดินผ่านห้องเคบิน่ท้ายของชั้นสอง ไปโผล่ที่ลานท้ายเรือ
ที่กลางท้ายเรือติดตั้งปืนใหญ่จำลองเอาไว้ ให้นักท่องเที่ยวถ่ายรูปแต่เนื่องจากเป็จุดอับบริเวณนี้ถูกแดดส่องโดยตรง และมีเก๋งเรือสามชั้นบังวิวด้านหน้ากับด้านข้างไปหมดยามนี้แดดส่องมาจากด้านหลัง ทำมุมเป็แนวตรงหน้าแน่นอนว่าหากยืนถ่ายรูปที่ท้ายเรือจะเป็การถ่ายรูปย้อนแสงสวนตะวันจนมองไม่เห็นหน้าคนต่อให้ใช้แฟลชก็ตาม พื้นที่บริเวณนี้จึงไร้ผู้คน
เขามาหยุดที่ปืนใหญ่ แล้วแกล้งทำเป็หาของระหว่างนั้นเขาเก็บโทรศัพท์และกล้องลงไปในกระเป๋าเป้หลัง ตรวจดูความเรียบร้อยสะพายเป้แล้วเดินไปที่กราบท้ายเรือ คล้ายกับจะไปชมวิวที่กราบเรือด้านหลัง
เสียงฝีเท้าของคนสามคนเร่งขึ้นมาในทันที พวกมันลดระยะสองคนปราดเข้ามาทางซ้ายขวา คนที่สามพุ่งเข้ามาด้านหลังส่วนคนที่สี่ไม่ได้เข้ามาคาดว่าคงดูลาดเลาอยู่ที่ประตูห้องเคบินท้ายเรือเมื่อเขาห่างจากกราบท้ายเรือเพียงครึ่งเมตร
“วูบ”
สะบักหลังทั้งสองข้างตึงวูบ ถูกผลักจากคนด้านหลังทั้งซ้ายและขวา คนตรงกลางพุ่งเข้าพยายามรวบขาท่อนล่างแล้วยกขึ้น ร่างของเขาถูกแรงคนสามคนผลักและยกให้พุ่งข้ามกราบท้ายเรือลงไปในทะเลสาบอาชิในทันที!...
* ต้องขออภัย ที่ขาดการลงมายาวนาน เนื่องจาก ผู้เขียนเข้าพักประจำในโรงพยาบาลนานเกือบครึ่งปี