ตอนที่22 ดาวคนแคระ
หลิวเย่กวาดสายตามองผู้คนเผ่ามาร์คัสที่้าลี้ภัยไปยังดาวเคราะห์ดวงอื่น
ที่แม้แต่เขาเองก็ไม่สามารถบอกได้ว่าพิกัดจากเทเลพอร์ตตนเองจะนำพาไปยังดาวเคราะห์ดวงไหน?
“พวกเราไปกันเถอะ”หลิวเย่บอกกับทุกคนก่อนที่จะโบกมือนำผู้คนทั้งหมดเข้าไว้ในมิติพื้นที่ของตนเองโดยตรง
จากนั้นเขากำหนดจิติญญาไปยังพิกัดที่กระพริบวาบอยู่ในเวลานี้
“แว็บ!”
หลังจากที่หลิวเย่นำผู้คนเผ่ามาร์คัสจากไปแค่ครู่เดียว
เวลานี้มีกองทัพซอมบี้จำนวนมหาศาลมุ่งหน้าตรงมายังเกาะผู้รอดชีวิตพร้อมด้วยนายกองซอมบี้ที่แข็งแกร่ง
“บู้ม!”นายกองส่งพลังปราณอันแข็งแกร่งพุ่งเข้าทำลายค่ายกลที่มีพลังป้องกันอ่อนแอลงจนสลายหายไปทันที
หลังจากค่ายกลถูกทำลายลงมีกลุ่มซอมบี้ฝูงหนึ่งตรงเข้าไปสำรวจภายในเกาะเล็กอย่างละเอียด
แต่ทว่าเมื่อพวกเขามาถึงกลับเห็นแต่บ้านร้างที่ปราศจากผู้คนและสิ่งของรวมทั้งอาหาร
ซอมบี้ตัวหนึ่งวิ่งมาบอกกับนายกองอย่างรวดเร็ว
“ท่านนายกองพวกมันหายไปหมดทุกคน ไม่มีอาหารเหลือแม้แต่สักนิด เ้าหนุ่มนั่นก็ไม่เห็นด้วยเหมือนกัน”
“บัดซบ! แล้วข้าจะกลับไปรายงานนายท่านได้ยังไง?” นายกองสบถด้วยความโมโห
……….
“แว็บ”
หลิวเย่ลืมตาขึ้นมองรอบตัวด้วยความแปลกใจที่พบว่าเขาอยู่ในดาวเคราะห์ดวงหนึ่ง
แต่ดาวเคราะห์นี้มีพลังฉีบางเบาพอๆกับโลกเดิมของเขาซึ่งช่วยให้เขาหายใจได้สะดวก
เมื่อก้มลงมองดูท้องแขนเพื่อตรวจสอบพิกัด
ปรากฏว่าในเวลานี้มีพิกัดถาวรเกิดขึ้นหนึ่งตำแหน่งซึ่งหมายถึงดาวเคราะห์ดวงนี้
พร้อมกับพิกัดใหม่ที่กำลังกระพริบวาบเชิญชวนเขาอยู่เป็ระยะ
ระยะเวลาบัฟเฟอร์คือเจ็ดวันซึ่งทำให้หลิวเย่ครุ่นคิดในใจอย่างกังวลว่า
“แสดงว่าพิกัดต่อไปจะต้องห่างจากที่นี่มากอย่างแน่นอนหรือบางทีอาจจะเป็คนละจักรวาล”
นั่นเป็เพราะว่าประสบการณ์ที่ผ่านมาได้สอนเขาในเื่ของระยะเวลาบัฟเฟอร์พอสมควร
จนทำให้เขาคาดคะเนระยะห่างระหว่างดวงดาวได้พอสมควรถึงจะไม่แม่นยำทั้งหมดก็ตาม
เขาหยิบเอาฮัทพิเศษขึ้นมาตรวจสอบว่าดาวเคราะห์นี้คือที่ใด?
ปรากฏว่าฮัทไม่มีข้อมูลของดาวเคราะห์ดวงนี้แต่อย่างใด?
ทำให้หลิวเย่ถอนหายใจด้วยความโล่งอก
“โชคดีจริงๆที่ดาวเคราะห์นี้พวกสมาพันธ์แห่งดวงดาวยังสำรวจไม่พบไม่งั้นอาจกลายเป็ต้านเสือที่ประตูหน้าแต่หมาป่า
กลับเข้าทางประตูหลัง”
หลิวเย่ใช้ัั์สำรวจไปรอบๆ
ทันใดนั้นเขามองเห็นคนแคระที่สูงแค่ครึ่งเดียวของตนเองอยู่เต็มไปหมด
คนแคระเ่าั้อยู่ในหมู่บ้านหนึ่งซึ่งอยู่ห่างจากตำแหน่งของเขาอีกแค่10 กิโลเมตรเท่านั้น
ทำให้หลิวเย่ตัดสินใจบินไปดู
เพื่อตรวจสอบสถานการณ์ของดาวเคราะห์ดวงนี้ว่าเหมาะสมที่จะให้เผ่ามาร์คัสอาศัยอยู่หรือไม่?
เนื่องจากอาหารที่พวกเขาเตรียมมาด้วยสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้แค่หนึ่งเดือนเท่านั้น
ครู่หนึ่งเขาเหินตัวลงจอดหน้าหมู่บ้านคนแคระ
เวลานี้คนแคระกำลังประชุมกันอยู่ที่ลานกว้างแห่งหนึ่งหน้าหมู่บ้าน
ทันทีที่หลิวเย่เหินตัวลงจอด
เหล่าคนแคระทั้งหลายพลันวิ่งหนีกลับเข้าบ้านพร้อมกับหยิบอาวุธพวกหอกดาบ มีด
โดยออกมายืนประจัญหน้ากับเขาด้วยท่าทางองอาจอย่างไม่เกรงกลัวเขาแต่อย่างใด
ทำให้หลิวเย่ต้องรีบพูดบอกกับพวกเขาโดยตรงว่า
“ช้าก่อนข้ามาดี ไม่ได้คิดทำร้ายพวกท่าน แค่อยากรู้ว่าที่นี่คือดาวเคราะห์อะไร? แล้วมีแต่พวกท่านแค่นี้หรือ?”
ท่าทางที่จริงใจของหลิวเย่ซึ่งใช้ภาษาสื่อสารกับพวกเขาซึ่งเป็ภาษาที่มีบางคำเหมือนและแตกต่างกัน
ทำให้พวกคนแคระทั้งหลายงุนงงแต่เมื่อสบตากับหลิวเย่ที่เขาพยายามสื่อสารถึงเจตนาดีและจริงใจ
เหล่าคนแคระจึงไม่พุ่งอาวุธเข้าโจมตีเขาแต่อย่างใด
ความจริงแล้วหลิวเย่สามารถใช้พลังของตนเองที่เหนือกว่าคนแคระทำลายพวกเขาให้สิ้นซากได้อย่างง่ายดาย
แต่เขาไม่้าทำร้ายหรือสังหารผู้บริสุทธิ์ที่ไม่ได้ทำร้ายเขาก่อน
เขาจึงพยายามสื่อสารให้เข้าใจระหว่างกันแทน
“พวกเราคือชนเผ่าดั้งเดิมแห่งดาวคนแคระเราอยู่ที่นี่มานานแล้วก่อนเจอกับภัยจากสัตว์ประหลาดแต่ได้ผู้แข็งแกร่งที่เดิน
ทางผ่านมาช่วยเหลือไว้พอดี จึงทำให้เราปลอดภัยจนถึงทุกวันนี้”
คนแคระชราคนหนึ่งที่มีท่าทางเหมือนเป็หัวหน้าได้พูดกับหลิวเย่อย่างตรงไปตรงมา
ซึ่งเมื่อหลิวเย่รับฟังไปเรื่อยๆทำให้เขาเรียนรู้ภาษาของคนแคระไปด้วยโดยอัตโนมัติ
เนื่องจากเขามีเศษเสี้ยวจิติญญาของอาจารย์ตนเองหลงเหลืออยู่
แม้จะเป็เพียงน้อยนิดแต่ทว่าช่วยให้เขาสามารถเรียนรู้สิ่งต่างๆได้อย่างรวดเร็ว
หลิวเย่จึงทวนคำพูดของหัวหน้าคนแคระเท่าที่เขาจับใจความได้ว่า
“ท่านบอกว่ามีคนช่วยเหลือสู้กับสัตว์ประหลาดเลยทำให้พวกท่านปลอดภัยใช่ไหม?”
ชายชราคนแคระตาเป็ประกายเมื่อเห็นว่าหลิวเย่พยายามสื่อสารและทำความเข้าใจกับตนเอง
“ใช่แล้วเ้าล่ะเป็ใคร?” เขาตอบกลับอย่างยินดีพลางถามหลิวเย่ด้วยความสงสัย
“ข้ามาจากดาวเคราะห์หนึ่งที่มีแต่ผีดิบน่ะและมีผู้คนที่รอดชีวิตมาด้วยจำนวนหนึ่ง”
หลิวเย่บอกชายชราตามตรงเมื่อเห็นว่าเขาแสดงความจริงใจกับตนเองเช่นกัน
อย่างไรก็ตามชายชรารู้ว่าหลิวเย่แข็งแกร่งกว่าเหล่าคนแคระทั้งหมด
ดังนั้นเขาจึงไม่้าให้เผ่าตนเองเสี่ยงอันตรายจึงพยายามพูดคุยกับหลิวเย่ดีๆ
แต่เขาไม่คิดว่าหลิวเย่จะเป็คนตรงไปตรงมาและพูดจาดีกับพวกเขาเหมือนกัน
“ผีดิบ! นั่นเป็ดาวเคราะห์ที่ผู้มีพระคุณจากมานี่นา”เสียงชายหนุ่มคนหนึ่งที่ถือหอกพูดขึ้นมาเหมือนนึกขึ้นได้
“ผีดิบงั้นหรือ?” ชายชราอุทานเหมือนจำได้ทันที
“ใช่หากว่าผู้มีพระคุณของพวกท่านหมายถึงจักรพรรดิะหลิวเย่ละก็นั่นน่ะคืออาจารย์ของข้าเอง”
หลิวเย่คาดเดาอะไรได้หลายอย่างจึงพูดชื่ออาจารย์ของตนออกมาโดยตรง
เมื่อชายชราและเหล่าคนแคระได้ยินชื่อของจักรพรรดิะหลิวเย่
ต่างพากันวางอาวุธลงและก้มลงคุกเข่ากับพื้นพร้อมกับชูมือสองข้างขึ้นเหนือหัวแล้วโค้งคำนับวางมือกับพื้น
เหมือนกับการคำนับเทพเ้าอย่างไรอย่างนั้น
“หือ! พวกท่านรู้จักอาจารย์ของข้าใช่ไหม?” หลิวเย่ถามอีกครั้งด้วยท่าทางตื่นเต้นยินดี
นั่นเป็เพราะว่าเขาจะได้ไม่ต้องสู้รบกับผู้คนเหล่านี้โดยไม่จำเป็
เอห้าสิบหกชายชราหัวหน้าเผ่าตอบหลิวเย่หลังจากคำนับและลุกขึ้นยืนแล้วว่า
“ใช่นั่นคือผู้มีพระคุณและพวกเรานับถือท่านเป็เทพผู้แข็งแกร่งของเรา”
“ท่านบอกว่าเป็ลูกศิษย์ของท่านเทพแล้วมีอะไรยืนยันไหมว่าท่านไม่ได้โกหกพวกเรา”
ซีห้าสิบหกชายหนุ่มคนเดิมถามหลิวเย่ด้วยความสงสัยและระแวงกลัวว่าเขาจะเป็พวกเดียวกับโน้ช
หลิวเย่ได้ยินคำถามจากชายหนุ่มร่างเตี้ย
เขาพลันนึกถึงแหวนของอาจารย์หญิงซึ่งเป็สิ่งที่ใช้แทนใจของอาจารย์ตนเองจึงนำออกมาให้เหล่าคนแคระได้ดู
“ข้ามีแค่แหวนของอาจารย์หญิงซึ่งเป็ภรรยาของอาจารย์ข้าเท่านั้นล่ะ”
ทันทีที่ชายชราและผู้คนอีกห้าหกคนเห็นแหวนในมือของหลิวเย่
พวกเขาจดจำได้ทันทีเพราะมีแหวนลักษณะเดียวกันในนิ้วมือของจักรพรรดิะหลิวเย่
“ใช่แหวนเหมือนกับท่านเทพจริงๆด้วย”
เวลานี้พวกเขายอมรับแล้วว่าหลิวเย่เป็ลูกศิษย์ของท่านเทพของพวกเขาจริงๆ
“เช่นนั้นเ้ามาที่ดาวคนแคระนี้ได้อย่างไร?”ชายชราเอห้าสิบหกถามหลิวเย่ด้วยความสงสัย
เพราะท่านเทพของพวกเขาก็มาแบบแปลกๆเช่นกันและอยู่พักรักษาตัวไม่กี่เดือนก็หายไปอีก
โดยที่พวกเขาไม่รู้ว่าจะไปติดตามหาท่านเทพได้อย่างไร?
ดังนั้นชายชราจึงอยากรู้ช่องทางในการติดต่อเพื่อติดตามท่านเทพออกไปผจญภัยยังต่างโลก
“ข้ามาแบบอาจารย์นั่นแหละ”หลิวเย่ตอบแบบกำกวมเพราะไม่แน่ใจว่าควรพูดเื่เทเลพอร์ตหรือไม่
แต่เขาคิดว่าเก็บรักษาความลับของตนเองไว้ดีกว่าเสียใจภายหลัง
“อ้อเช่นนั้นเอง” ชายชราพยักหน้าเข้าใจก่อนไม่ถามอะไรกับหลิวเย่อีก
แต่ชายวัยกลางคนที่ยืนข้างชายชราตลอดเวลาเหมือนกับเป็องครักษ์
เขาถามหลิวเย่ด้วยความแปลกใจว่า“เช่นนั้นเ้ามาที่นี่เพื่อจุดประสงค์ใดกัน?”
“ข้าแค่รอเวลาก่อนจากไปเท่านั้นไม่ได้รบกวนพวกท่านหรอก แต่ข้ามีเื่อยากถามพวกท่านบางอย่าง”
หลิวเย่ตอบตามตรงและถามชายชราที่มีอำนาจสูงสุดในการตัดสินใจ
“ว่ามา”ชายชราพยักหน้าเข้าใจและให้หลิวเย่บอกเื่ที่้าถามมาได้
“ข้ามีชนเผ่าหนึ่งที่อยู่บนดาวเคราะห์ผีดิบและ้ามาตั้งรกรากที่อยู่ใหม่ที่นี่พวกท่านจะว่าอย่างไร?”
หลิวเย่ไม่้าให้สองเผ่ามีเื่บาดหมางหรือต้องทำากันในภายหลัง
จึงเลือกที่จะถามชนเผ่าดั้งเดิมเพื่อให้เกียรติพวกเขาก่อน
ชายชราหันหลังกลับไปพูดคุยกับคนสำคัญของเผ่าอีก9 คนที่มีทั้งชายหญิงวัยกลางคนและชายหญิงวัยหนุ่มสาว
ครู่หนึ่งชายชราหันกลับมาบอกหลิวเย่ตามตรงว่า
“พวกเราต้องพูดคุยกับเขาก่อนพวกข้าไม่้าให้เผ่าที่โเี้หรือชอบรุกรานผู้อื่นมาอยู่ร่วมด้วยเด็ดขาด”
“เช่นนั้นข้าจะให้พวกเขามาพูดคุยกับท่านโดยตรงดีกว่า”
หลิวเย่พยักหน้าเข้าใจและบอกให้ทั้งสองฝ่ายได้ตกลงพูดคุยกันเองเพราะเขาไม่สามารถคิดแทนในหลายๆเื่ได้
เมื่อหลิวเย่เห็นว่าชายชราและอีกเก้าคนพยักหน้าเข้าใจแล้ว
เขาโบกมือนำคนทั้งหมดออกมาจากมิติพื้นที่โดยตรง
..........
ทันทีที่ผู้คนเผ่ามาร์คัสออกมายืนเรียงรายตรงหน้าคนแคระ
เหล่าคนแคระทั้งหลายจับอาวุธขึ้นเตรียมต่อสู้ด้วยท่าทางจริงจัง
ชายชราไพรแอมเหลียวมองรอบตัวเมื่อพบกับหลิวเย่และคนแคระทั้งหลาย
ทำให้เขารู้ตัวว่าพวกตนและชาวเผ่ามาร์คัสออกมาจากดาวเคราะห์เดิมแล้ว
เขาส่งเสียงอุทานอย่างตื่นเต้นยินดีว่า“โอ้! นี่ข้าออกจากดาวเคราะห์ผีดิบนั่นแล้วหรือ?”
ผู้คนเผ่ามาร์คัสต่างพากันเหลียวมองรอบกายตนเองและส่งเสียงอุทานด้วยความตื่นเต้นดีใจ
เด็กชายหญิงอายุราว4-5 ขวบสองคนเดินออกจากกลุ่มของพ่อแม่ตนเองในเผ่ามาร์คัส
ทั้งคู่ตรงไปหาเด็กแคระชายหญิงที่อยู่ทางด้านหนึ่งพร้อมด้วยขนมในมือพลางพูดด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นยินดีว่า
“นี่คือขนม ข้าให้แต่เ้าตัวเล็กต้องเล่นกับข้าด้วยนะ”
“มากินขนมกับข้าสิแม่ข้าทำเอง อร่อยนะ”
เด็กหญิงพูดพร้อมกับบิก้อนขนมเล็กน้อยเข้าปากตนเองพร้อมกับเคี้ยวตุ้ยๆอย่างเอร็ดอร่อย
เด็กแคระชายหญิงราวห้าหกคนที่ยืนอยู่รวมกันต่างพากันกลืนน้ำลายด้วยความอยาก
มีเด็กแคระชายคนหนึ่งใจกล้าหาญกว่าคนอื่น
เขาเดินเข้าไปหาอย่างไม่เกรงกลัว
พร้อมกับยื่นมือไปรับเอาขนมที่เด็กหญิงมอบให้ตนเองมาบิชิมพลางทำตาโตอย่างตื่นเต้นยินดี“อร่อยจริงๆ”
เมื่อมีคนพาทำเด็กแคระคนอื่นพลันวิ่งเข้าไปหาเด็กชายที่ยื่นขนมให้พวกเขาเช่นกัน
ปรากฏว่าเด็กจากเผ่ามาร์คัสอีกสามสี่คนเดินถือขนมไปกินร่วมกับเด็กแคระทั้งหมดอย่างอบอุ่น
อีกด้านหนึ่งชายชราเอห้าสิบหกกำลังคิดหนักว่าควรจัดการเื่นี้อย่างไรดี?
เขาพลันเหลือบมองเห็นเด็กๆกำลังกินขนมและหยอกล้อกันอย่างมีความสุขอีกด้าน
เขาจึงชี้นิ้วให้เหล่าคนแคระที่ทำหน้าที่เป็หัวหน้าแต่ละงานให้หันหน้าไปดู
เมื่อหัวหน้างานแต่ละคนเห็นลูกหลานตนเองกินขนมและเล่นหยอกล้อกับเด็กๆของเผ่ามาร์คัสอย่างมีชีวิตชีวา
ทำให้พวกเขาทำหน้ากระอักกระอ่วนใจและไม่กล้าแสดงท่าทางขึงขังอีกต่อไป
ชายชราไพรแอมยิ้มกว้างเมื่อเห็นว่าสันติภาพเกิดขึ้นได้จากความบริสุทธิ์ของเด็กๆที่ไม่มีสิ่งใดมาแปดเปื้อนได้
เขาจึงพูดบอกกับชายชราหัวหน้าคนแคระโดยตรงว่า
“พวกข้าอพยพหนีผีดิบมาจากดาวเคราะห์บ้านเกิดเพื่อหวังมีชีวิตที่สันติสุขในดาวเคราะห์ดวงใหม่ไม่คิดที่จะแทนที่พวก
ท่านแต่อย่างใด หากความรู้ใดที่พวกข้ามีและเป็ประโยชน์สำหรับพวกท่านข้ายินดีถ่ายทอดให้ พวกเราทั้งสองฝ่ายจะได้
มีความสามารถทัดเทียมและอยู่ร่วมกันอย่างพึ่งพาได้”
คำพูดที่จริงใจของไพรแอม
ทำให้ชายชราหัวหน้าคนแคระและเหล่าหัวหน้างานต่างพากันสบตากันและรวมกลุ่มปรึกษากันอยู่สักพัก
จากนั้นชายชราเอห้าสิบหกได้กล่าวแนะนำตนเองและหัวหน้างานพร้อมกับบอกสรุปผลการประชุมกลุ่มว่า
“นี่คือบีห้าสิบหกทำหน้าที่เป็หัวหน้านักรบ”
“นี่คือซีห้าสิบหกทำหน้าที่เป็หัวหน้าเลี้ยงสัตว์ทั้งหลาย”
“นี่คือดีห้าสิบหกทำหน้าที่เป็หัวหน้าเพาะปลูกการเกษตรทั้งหลาย”
“นี่คืออีห้าสิบหกทำหน้าที่เป็หัวหน้าทอผ้า”
“นี่คือเอฟห้าสิบหกทำหน้าที่เป็หัวหน้าสร้างอาวุธ”
“นี่คือจีห้าสิบหกทำหน้าที่เป็หัวหน้าช่างไม้”
“นี่คือไอห้าสิบหกทำหน้าที่เป็หัวหน้าฝ่ายทะเบียนประชากร”
“นี่คือเจห้าสิบหกทำหน้าที่เป็หัวหน้าฝ่ายคลัง”
“นี่คือเคห้าสิบหกทำหน้าที่เป็หัวหน้าฝ่ายพิธีกรรม”
หลังจากแนะนำฝ่ายตนเองแล้วเขาพูดถึงข้อสรุปว่า
“พวกเรามีความเห็นว่าหากพวกเ้าจะมาตั้งรกรากที่นี่ต้องเลือกทำเลที่ไม่ทับซ้อนกับพื้นที่เพาะปลูกหรือเลี้ยงสัตว์ของ
พวกเราเด็ดขาดและต่างฝ่ายต้องบอกจำนวนประชากรที่แน่ชัดเพื่อจะได้ตรวจสอบซึ่งกันและกัน”
“ขอบคุณแน่นอนว่าพวกข้ายินดีทำตามเงื่อนไขนั้นโดยไม่มีบิดพริ้วแน่นอน”ชายชราไพรแอมยืนยันหนักแน่น
จากนั้นเขาแนะนำหัวหน้างานของเผ่ามาร์คัสฝ่ายตนเองเช่นกัน
หลิวเย่รู้สึกแปลกใจเล็กน้อยจึงถามชายชราเอห้าสิบหกโดยตรงว่า“แล้วเอชห้าสิบหกล่ะ เขาไปไหน?”