ระยะเวลาสี่ปีหลังจากองค์ชายห้าเสด็จไปแคว้นเว่ย องค์ชายแปด องค์ชายเก้าและองค์ชายสิบต่างเชื่อฟังและสนใจการเรียนจนเป็ที่น่าพอใจ ศาสตร์ทั้งหกแห่งมหาบุรุษ องค์ชายแปดเรียนรู้อย่างครบถ้วน วิชาทางการทหาร วิชาการปกครองล้วนแตกฉาน ทำให้องค์ฮ่องเต้และฉีกุ้ยเฟยพอพระทัย ทว่านั่นยังไม่พอ...
“ซิงเอ๋อร์ เยว่เอ๋อร์ เฟิ่งเอ๋อร์ พวกเ้าต้องเตรียมตัวเดินทาง”
“ไปที่ใดหรือเสด็จแม่” เฉินเหวินซิงเอ่ยถาม ส่วนน้องทั้งสองต่างนิ่งรอฟังคำตอบด้วยความอยากรู้เช่นกัน
ในใจทั้งสามต่างหวั่นวิตก เหตุการณ์ขององค์ชายห้ายังคงฝังใจ แคว้นจินไม่สันทัดการรบมาแต่ไหนแต่ไร แต่อยู่รอดมาได้เพราะการแต่งงานเชื่อมสัมพันธ์ องค์หญิงและองค์ชายหลายองค์ต่างถูกเสด็จพ่อจับอภิเษกไปต่างแคว้นไม่น้อย เพราะแคว้นจินมีพื้นที่ติดทะเล ผู้คนสัญจรไปมา การค้ามั่งคั่ง ทั้งเกษตรและประมง กระทั่งสินค้าจากต่างแดนล้วนไม่เคยขาดในแคว้นจิน หลายแคว้นต่างหมายปองราวกับเป็แคว้นแห่งขุมทรัพย์
ฮ่องเต้เฉินหลงซานทรงทราบดี จึงผูกไมตรีกับหลายแคว้น แม้จะดูเสียศักดิ์ศรีไปหน่อยแต่แลกกับความสงบสุขของบ้านเมือง เขาผู้เป็ประมุขย่อมเลือกประชาชนมาก่อน เหล่าราชนิกูลส่วนใหญ่จำต้องเสียสละตน
ใบหน้างดงามระบายยิ้มให้บุตรทั้งสาม
“ไปหลิงซาน ไปหานักพรตซือหยางและต้องกราบเขาเป็อาจารย์ให้ได้”
เฉินเหวินซิงเบิกตากว้าง เผลออ้าปากเสียกิริยาไม่น้อย ส่วนเฉิน เหวินเยว่กับเฉินเหวินเฟิ่งซึ่งไม่รู้จักนักพรตซือหยาง จึงยังยืนนิ่งแม้ในใจจะเต็มไปด้วยคำถาม
“นักพรตเซียนนิสัยประหลาดบนยอดเขาหลิงซานหรือเสด็จแม่” ฉีกุ้ยเฟยพยักหน้า
“แต่เท่าที่ลูกเคยได้ยิน แม้จะมีวรยุทธ์สูงส่งแต่เขานิสัยประหลาด รับศิษย์เพียงไม่กี่คน ไม่มีกฎ ไร้แบบแผน เอาแน่เอานอนไม่ได้ นึกอยากจะสอนใคร ต่อให้ต้องบังคับก็จะทำ แต่ถ้าไม่อยากสอน จะอ้อนวอนอย่างไรเขาก็ไม่สนใจ” ฉีกุ้ยเฟยพยักหน้าฟังโอรสบรรยายสรรพคุณนักพรตซือ หยางจนเหนื่อย
“พอก่อนเ้าแปด” เขายกมือห้ามบุตรชาย
“ที่เ้าบอกมาทั้งหมดนั้น แม่รู้ดียิ่งกว่าใคร” คราวนี้ดวงตากลมโตทั้งสามคู่ต่างจ้องมองเขาด้วยความสงสัย
“นักพรตซือหยางเป็น้าของแม่และเป็ท่านตาเล็กของพวกเ้า”
“หา!” เด็กน้อยต่างประสานเสียง
“แต่ถึงเขาจะเป็ท่านตาของพวกเ้า ก็ใช่ว่าเขาจะยอมสอน นิสัยเขาประหลาดอย่างที่เ้าบอกนั้นไม่ผิดเลยสักนิด”
“แต่เสด็จแม่ก็ยังให้พวกเราไปหาท่านตา เพราะเหตุใด”
ฉีกุ้ยเฟยเอื้อมมือไปลูบศีรษะโอรสทั้งสาม แววตาเต็มไปด้วยความรักเปี่ยมล้น
“พวกเ้าก็รู้ พวกเ้าเป็เกอและเป็องค์ชาย ยิ่งอยู่ในวังหลวง อันตรายรอบด้าน แม่พลาดเพียงครั้งเดียว ถึงกับต้องเสียพี่เ้าให้คนแคว้นเว่ย ฉะนั้นนอกจากเล่ห์กลในวังหลวง พวกเ้าต้องเรียนรู้วรยุทธ์ด้วย”
“อาจารย์ในวังไม่ดีหรือพะยะค่ะ” องค์ชายสิบถามตาใส
“ยังดีไม่พอ วรยุทธ์ท่านตาของพวกเ้าเป็หนึ่งในแผ่นดิน”
“ท่านตาชนะประมุขพรรคมารมู่เหยี่ยนจิ้งด้วยหรือไม่พะยะค่ะ”
องค์ชายเก้าถามด้วยความตื่นเต้นเพราะเคยได้ยินพวกองครักษ์คุยกันว่ามู่เหยี่ยนจิ้งวรยุทธ์ล้ำเลิศ พรรคฝ่ายธรรมะรวมตัวไปทลายพรรคมาร ทว่ากลับถูกมู่เหยี่ยนจิ้งนำคนพรรคมารออกมาต่อสู้จนพรรคฝ่ายธรรมะพ่ายแพ้หนีตาย สร้างความอับอายให้กับพรรคฝ่ายธรรมะไม่น้อย หากไม่ใช่วัดเส้าหลินออกหน้า ป่านนี้พรรคฝ่ายธรรมะเ่าั้คงสิ้นชื่อ
“ต้องชนะสิ แม่บอกแล้วว่าท่านตาเ้าเป็หนึ่งในแผ่นดิน ทีนี้อยากจะเรียนวรยุทธ์กับท่านตาเ้าหรือยัง เ้าตัวแสบ” ฉีกุ้ยเฟยคว้าตัวบุตรชายจอมดื้อมาหอมแก้ม
“เสด็จแม่หอมแก้มข้าด้วย”
องค์ชายสิบวิ่งเข้าไปในวงแขนพระมารดาด้วยความออดอ้อน ฉีกุ้ยเฟยโอบเ้าตัวเล็กมาไว้อีกคน พลางมองบุตรอีกคนที่ยังยืนนิ่ง ทว่าแววตาระริกนั้นกลับซ่อนความปรารถนาไว้ไม่อยู่
“เข้ามากอดแม่สิเ้าแปด” เท่านั้นร่างบางวัยสิบสองหนาวขององค์ชายแปดก็โผเข้าสู่อ้อมกอดมารดา
หลังจากนั้นเพียงสองเดือน องค์ชายทั้งสามเดินทางออกจากวังพร้อมด้วยองครักษ์ฝีมือดีนับร้อย ถึงจะดูมากเกินความจำเป็ หากเป็รับสั่งจากองค์ฮ่องเต้ทำให้เหล่าขุนนางและสนมนางในต่างไม่กล้าออกปากทักท้วง องค์ชายทั้งสามเดินทางขึ้นเหนือระยะเวลากว่าสองเดือนถึงจะถึงตีนเขาหลิงซาน
ระหว่างทางมีคนร้ายซุ่มโจมตีและลอบสังหารไม่ต่างจากที่ฉีกุ้ยเฟยคิดไว้ โอกาสงามเช่นนี้มีหรือที่เหล่าสนมและขุนนางฝ่ายตรงข้ามจะไม่ฉวยโอกาสนี้สังหารบุตรของเขา แต่สิ่งที่พวกนั้นไม่รู้คือฉีกุ้ยเฟยที่เดินทางไปถือศีลที่วัดไท่ซาน กลับนั่งโดยสารอยู่ในรถม้าคันเดียวกับโอรสทั้งสาม เขาไม่มีทางปล่อยลูกให้คลาดสายตา จนกว่าจะแน่ใจว่าพวกเด็กๆอยู่ในความดูแลของนักพรตซือหยางแล้ว
องครักษ์ที่ถูกคัดมาในครั้งนี้ทั้งหมดเป็คนที่เขาคัดเลือกมากับมือ ประวัติและพื้นเพของแต่ละคนเขาล้วนจำได้ทั้งสิ้น ที่สำคัญองครักษ์เหล่านี้เป็กองกำลังที่เขาเป็ผู้ก่อตั้งขึ้นอย่างลับๆให้ขึ้นตรงต่อฮ่องเต้แต่แฝงไปกับองครักษ์วังหลวงทั่วไป การที่เห็นกุ้ยเฟยผู้งดงามอ่อนแอในวังมาถือกระบี่ในมือจึงไม่ใช่เื่น่าใสำหรับองครักษ์ที่ติดตามมาในครั้งนี้
ฉีกุ้ยเฟยสำรวจใบหน้าและการแต่งกายของบุตรด้วยความพอใจ ก่อนจะพาทั้งสามลงจากรถม้า ร่างโปร่งบางหยุดยืนที่ป้ายหินตีนเขาสลักไว้ว่า ‘หลิงซาน’ ถัดไปอีกหน่อยมีป้ายไม้มีอักษรเขียนไว้ว่า
‘ห้ามขึ้น ข้าไม่รับแขก’
ร่างบางหยิบก้อนหินขนาดไม่เล็กไม่ใหญ่ปาไปด้านหน้า
ตูม...ตูม...ตูม
“เสด็จแม่!” องค์ชายเก้ากับองค์ชายสิบร้องเรียกอย่างใ ส่วนองค์ชายแปดยืนอึ้งไม่ต่างจากองครักษ์ที่ถูกฉีกุ้ยเฟยสั่งให้ยืนรอที่รถม้า
ผ่านไปหลายปี นิสัยนักพรตซือหยางก็ไม่เคยเปลี่ยน
บนยอดเขาหลิงซาน
ชายวัยเกือบห้าสิบ หากใบหน้าไม่ต่างจากเด็กหนุ่มวัยยี่สิบกว่ากำลังนั่งโคจรลมปราณอยู่ในถ้ำขนาดเล็กขมวดคิ้วทันทีที่ได้ยินเสียงะเิด้านล่าง นั่นยังไม่เท่ากับเสียงทุ้มหวานแต่กังวาลดังเข้าโสตประสาท
“ท่านน้า ข้าเหลียนเอ๋อร์ ข้าพาลูกชายมาคารวะท่าน”
เ้าของใบหน้ากระจ่างใสจำต้องหยุดโคจรพลังและลืมตาขึ้นช้าๆ
“หึๆ ไม่เลว กังวานพันลี้...ไม่นึกว่าเ้าเด็กนั่นยังไม่ลืม มาหาถึงนี่ คงเอาเื่ปวดหัวมาให้ข้าอีกแล้วล่ะสิ”
ณ เรือนไม้เก่าที่ตั้งอยู่ต่ำกว่าถ้ำฝึกตนของเ้าของหุบเขาไม่มาก มีชายหนุ่มรูปร่างกำยำกำลังนอนกลางวันลืมตาขึ้นทันทีที่เสียงะเิสนั่นนั่นดังขึ้น
ช่างน่าโมโหนัก บังอาจกวนเวลานอนกลางวันของเขาได้
ดวงตาสีดำเปล่งประกายสีแดงขึ้นมาวูบหนึ่ง ใบหน้าคมคายหล่อเหลาช่างเหมาะกับคิ้วเข้มพาดเฉียงและดวงตาคมดุ จมูกตั้งเป็สันตรง ริมฝีปากไม่หนาไม่บางหากได้รูปสวยชัดเจน ใบหน้านี้หากจะเปรียบว่าเป็เทพบุตรก็ไม่เกินจริง
ร่างสูงหยัดกายลุกขึ้น เผยให้เห็นไหล่กว้าง อกหนา กล้ามเนื้อหน้าท้องเป็ลอน บ่งบอกว่าเ้าตัวฝึกฝนร่างกายเป็ประจำ เขาคว้าเสื้อมาสวมพร้อมออกไปพบหน้าบุคคลที่ทำลายฝันกลางวันของเขาให้พังทลายลงอย่างน่าแค้นใจ