บทที่ 7 หรือจะสืบบัลลังก์ให้อู่อ๋อง
ได้ยินคำตอบที่หนักแน่นของฮองเฮาหม่า ฮ่องเต้จูก็โล่งใจ
‘ตราบใดที่น้องหญิงยังอยู่เคียงข้างพี่เช่นนี้ แล้วพี่จะต้องหวั่นเกรงสิ่งใดเล่า เ้าห้าบุตรทรพีผู้นี้ หากบังอาจคิดก่อฏ ก็คงต้องดูกันว่าน้องหญิงจะยอมลงมือกับเขาหรือไม่’
เมื่อคิดถึงตรงนี้ ฮ่องเต้จูก็รู้สึกตื่นเต้นขึ้นมาเล็กน้อย
หรือว่า...!
ในชั่วขณะหนึ่งนั้น เขาก็คาดหวังอยากจะเห็นฉากที่อู่อ๋องก่อฏขึ้นมา
ฮ่องเต้จูหยวนจางเองก็รู้ดีว่า อู่อ๋องนั้นไม่ได้เกรงกลัวตนเท่าใดนัก ที่ยอมให้ก็เพราะฐานะบิดาเท่านั้น
หากปราศจากฐานะนี้ เขาก็ไม่อาจคาดเดาได้ว่าจะเกิดสิ่งใดขึ้น
แต่โชคยังดี
ยังมีฮองเฮาที่สามารถปราบจูซู่ได้ นับว่าเพียงพอแล้ว
“อ๊ะ จริงสิ!”
ครานี้ ฮ่องเต้จูเอ่ยถามขึ้นอย่างอดมิได้ “น้องหญิง เ้าห้าผู้นั้น ในสมุดบันทึกของเขา เคยกล่าวถึงนโยบายมากมายที่ข้ากำหนดไว้ว่าผิดพลาด ล้วนแต่มองเห็นแต่ประโยชน์เฉพาะหน้า หากมองในระยะยาวแล้ว นับว่าเป็โทษแก่แคว้นยิ่ง นโยบายที่ถูกกล่าวถึงมากที่สุดเห็นจะเป็นโยบายอุปถัมภ์เชื้อพระวงศ์ เ้าห้าถึงกับกล่าวไว้ตรง ๆ ว่านี่เป็นโยบายแห่งหายนะ ข้าเพียงแต่สงสัยว่า... นโยบายเช่นนี้ จะนำพาแคว้นสู่หายนะได้อย่างไร… น้องหญิง เ้าช่วยข้าดูหน่อยเถิด”
“นี่หรือ?”
ฮองเฮาหม่าชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยถามด้วยสีหน้าตื่นตะลึงว่า “ท่านพี่จ้งปา เ้าห้ากล่าวเช่นนี้จริงหรือ”
“อืม!” ฮ่องเต้จูเผยสีหน้าเคร่งขรึมพลางกล่าวว่า “มิใช่เพียงครั้งเดียวหรอกที่เขาเอ่ยเช่นนี้ นโยบายทุกข้อที่ข้ากำหนด ล้วนผ่านการตรึกตรองแล้วตรึกตรองอีก จนแน่ใจว่าไม่มีปัญหา จึงค่อยประกาศใช้”
“ยิ่งไปกว่านั้น ทุกครั้งที่ข้าจัดทำนโยบายเหล่านี้ ล้วนมีทั้งท่านหลี่ซ่านฉางและท่านหลิวปั๋วเหวินร่วมรับฟังอยู่ด้วย บุรุษทั้งสองล้วนเปรียบได้กับยอดคนฉลาดเฉลียวที่สุดในต้าิของพวกเราแล้ว หากมีปัญหา พวกเขาจะต้องค้นพบมันเป็แน่… ข้ารู้สึกครุ่นคิดไม่ตก เหตุใดนโยบายอุปถัมภ์เชื้อพระวงศ์จึงมีปัญหา ข้าเคยลำบากมามาก เพียงแค่้าให้ลูกหลานสุขสบาย มีสิ่งใดผิดหรือ?”
นี่คือข้อจำกัดทางประวัติศาสตร์ หากมองจากมุมมองของเขาและเหล่าขุนนาง นโยบายนี้หาได้มีปัญหาไม่
เขาเพียงปรารถนาให้ลูกหลานของเขาได้อยู่อย่างสุขสบาย ได้รับไออุ่นแห่งบุญญาธิการของโอรส์เช่นเขา
นั่นมิใช่เื่ปกติดอกหรือ?
“ภายใต้ข้อจำกัดเช่นนี้ แม้แต่ผู้ยิ่งใหญ่เช่นท่านหลิวปั๋วเหวิน ก็ยากที่จะมองเห็นสิ่งใด”
“นี่?” ฮองเฮาหยุดครู่หนึ่ง ก่อนจะส่ายหน้าด้วยความใจ “ท่าพี่จ้าปา ข้ามิได้เห็นสิ่งใดที่ผิดปกติ นโยบายที่ท่านประกาศล้วนไม่เห็นปัญหาอันใด เ้าห้าก็กล่าวเช่นเดียวกัน นโยบายอุปถัมภ์เชื้อพระวงศ์นี้ ในระยะสั้นไม่อาจเห็นปัญหาใด แต่เมื่อเวลาผ่านไป ปัญหาที่ซ่อนอยู่จะปรากฏขึ้น พวกเรามองไม่เห็นก็ไม่แปลกอันใด พวกเรามีชีวิตอยู่ได้เพียงชั่วระยะเวลาหนึ่งเท่านั้น ส่วนเ้าห้านั้นแตกต่าง เขาตื่นรู้ได้โดยพลันราวกับพานพบมาแล้วหลายภพหลายชาติ ย่อมรู้ดีว่าภายภาคหน้าจะเกิดเื่อันใด อีกทั้งยังมองเห็นปัญหาต่าง ๆ ดังเช่นบุรุษผู้มาจากกาลเวลาข้างหน้า…
ดั่งเช่น เมื่อครั้งพระเ้าโจวทรงแบ่งแว่นแคว้นให้แก่เหล่าขุนนาง ใครเล่าจะคาดคิดว่าผลลัพธ์จะเป็เช่นนี้ แล้วใครเล่าจะรู้ว่า การที่จักรพรรดิซ่งไท่จู่ทรงให้ความสำคัญกับบุ๋นมากกว่าบู๊ จะทำให้ราชวงศ์ซ่งต้องมาพบจุดจบเช่นนี้ ข้าล้วนมองเห็นเพียงปัจจุบัน ไม่อาจล่วงรู้เหตุการณ์อันไกลโพ้น”
“น้องหญิง เ้ากล่าวได้ถูกต้องแล้ว” ฮ่องเต้จูพยักหน้า แล้วเอ่ยถาม “เช่นนั้น... แล้วเช่นนี้จะทำเช่นไรดี หากนโยบายของข้ากลับกลายเป็นโยบายทำลายต้าิ ข้าก็จะกลายเป็อาชญากรของชาติ”
ฮองเฮาหม่าหัวเราะพลางกล่าว “เื่นี้ง่ายยิ่งนัก! ในเมื่อเ้าห้าเห็นปัญหาดังกล่าว เขาย่อมมีวิธีแก้ไขปัญหาเหล่านี้เป็แน่ พรุ่งนี้ข้าจะเรียกเ้าห้ามาถามก็รู้เื่เอง”
“เช่นนั้นรึ?” ฮ่องเต้จูลองคิดครู่หนึ่ง แล้วกล่าวว่า “หากเป็เช่นนี้ เ้าห้ามิรู้หรอกหรือว่าพวกเราแอบดูบันทึกส่วนตัวของเขา หากเขาโกรธพวกเราขึ้นมาจะทำเช่นไร”
“เช่นไรกัน? ท่านยังกลัวเ้าห้าอีกหรือ” ฮองเฮาหม่าเอ่ยถามพลางหัวเราะ
“น้องหญิง! แขนข้างเดียวของเขาก็ยกของหนักได้หมื่นชั่ง แถมยังดาบหรือหอกก็ทำอันตรายมิได้ เช่นนี้มิเหมือนเทพแล้วจะเหมือนสิ่งใด ข้าจะไม่กลัวได้อย่างไร” ฮ่องเต้จูเอ่ย
“กลัวสิ่งใด ท่านคือบิดาของเขา! อีกอย่าง มิใช่ว่ายังมีข้าอยู่หรือ” ฮองเฮาหม่าเอ่ยพลางเผยรอยยิ้ม นางเพิ่งเคยเห็นฮ่องเต้จูกลัวบุตรชายเช่นนี้เป็ครั้งแรก
ในสายตาของฮองเฮาหม่า ฮ่องเต้จูนั้นมิเคยเกรงกลัวสิ่งใดบนโลกนี้!
“จูจ้งปา!” ในขณะนั้นเอง ฮองเฮาหม่าก็เอ่ยถามด้วยสีหน้าครุ่นคิด “เช่นนั้น ท่านเคยคิดที่จะสืบทอดราชบัลลังก์ให้กับเ้าห้าบ้างหรือไม่”
“นั่นมิอาจทำได้!” ฮ่องเต้จูกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “หากยกบัลลังก์ให้เ้าห้า แล้วเปียวเอ๋อร์เล่า หรือเ้าสอง เ้าสาม และเ้าสี่เล่า พวกเขาจะยินยอมหรือ ไหนเลยแต่ขุนนางทั้งหลาย พวกเขาจะยอมรับได้หรือ”
“ท่านพี่จ้งปา ท่านไม่เคยวาดฝันถึงวันที่จะได้เห็นแผ่นดินต้าิที่กว้างใหญ่กว่าปัจจุบันถึงสิบเท่า ท้องพระคลังมีเงินนับหมื่นล้านตำลึง ชาวบ้านมีกินมีใช้ และเด็ก ๆ ทุกคนได้เล่าเรียนหรือ” ฮองเฮาหม่ากล่าว ดวงตาทอประกายเปี่ยมล้นไปด้วยความหวัง “ต้าิในสมุดบันทึกของเ้าห้านั่นแหละ จึงจะเรียกได้ว่าเป็ยุครุ่งเรืองอย่างแท้จริง! เมื่อเปรียบเทียบกับสิ่งนี้ ยุคแห่งการปกครองของจักรพรรดิเหวินจิ่ง*[1] และยุคทองแห่งความเจริญของยุคราชวงศ์ถัง*[2] ก็อาจจะไม่นับเป็อะไรเลย!”
“เอ่อ?” คำถามของฮองเฮาหม่าทำให้ฮ่องเต้จูต้องฉุกคิด
ขณะที่เขายังอยู่ในความสงสัย ฮองเฮาหม่าได้ถามต่อว่า “ท่านพี่ ท่านลองถามตัวเอง หากด้วยความสามารถของท่าน รวมกับลูกหลานของพวกเรา ท่านว่าสามารถสร้างยุคแห่งความเจริญรุ่งเรืองเช่นนี้ได้หรือไม่?”
“มิได้!” ฮ่องเต้จูส่ายหน้าพลางกล่าวว่า “ข้ารู้ดีแก่ใจ ว่าสามารถนำพาต้าิมาถึงเพียงนี้ได้ก็ถือว่าถึงขีดสุดแล้ว หากให้เปียวเอ๋อร์ขึ้นครองราชย์ แม้จะดีกว่าข้าอยู่บ้าง แต่ก็คงไม่มากนัก ไม่อาจเทียบเคียงเ้าห้าได้ ส่วนเ้ารอง เ้าสาม เ้าสี่ ยิ่งมิต้องเอ่ยถึง ต่างกันราวฟ้ากับดิน แม้แต่พระเ้าถังไท่จง หลี่ซื่อหมิน ก็มิอาจเทียบเทียม”
“เช่นนั้นก็ไม่ต้องพูดพร่ำทำเพลงอะไรแล้ว!” ฮองเฮาหม่าตบไหล่ฮ่องเต้จูเบา ๆ แล้วกล่าวว่า “ท่านคิดว่าให้บุตรชายคนโตขึ้นครองราชย์ เป็ฮ่องเต้ธรรมดา ๆ สามัญทั่วไปดี หรือให้บุตรชายคนที่ห้าขึ้นครองราชย์ เป็ฮ่องเต้ที่เหนือกว่าจักรพรรดิถังไท่จง ซ่งไท่จู่ สร้างคุณงามความดีที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนดีหรือ หากเป็เช่นนั้นจริง หากเ้าห้าก่อฏขึ้นเป็ฮ่องเต้ กลับกลายเป็เื่ดีเสียอีก”
“นี่…” ฮ่องเต้จูตกตะลึง “น้องหญิง ฟังเ้าพูดเช่นนี้ ดูเหมือนจะเป็เช่นนั้นจริง ๆ”
ฮองเฮาหม่ากล่าวต่อว่า “การสืบทอดบัลลังก์ให้เ้าห้า ก็เป็การตัดสินใจที่ดีไม่น้อย สำคัญที่สุด หากเ้าห้าได้สืบบัลลังก์ พี่น้องของเขาย่อมสามารถมีจุดจบที่ดีได้อย่างแน่นอน เื่พี่น้องฆ่าฟันกัน คงจะไม่เกิดขึ้นเป็แน่”
“เช่นนั้นรึ”
ต้องยอมรับว่า คำพูดของฮองเฮาหม่า ทำเอาฮ่องเต้จูเริ่มหวั่นไหว ตอนแรกเขาคิดเพียงว่า อู่อ๋องจะต้องก่อฏเป็แน่ จึงยังกริ้วโกรธอยู่บ้าง
บัดนี้ได้ฟังฮองเฮาหม่ากล่าวเช่นนี้ จึงทรงตระหนักได้ว่า นี่อาจเป็เื่ดีก็ได้!
หากตัดเื่ส่วนตัวออกไป เชื่อเหลือเกินว่าตนเองจะต้องเลือกโอรสองค์ที่ห้าสืบราชบัลลังก์เป็แน่
[1] จักรพรรดิเหวินจิ่ง (文景) ในประวัติศาสตร์จีน หมายถึง ่เวลาที่จักรพรรดิเหวิน (文帝) และจักรพรรดิจิ่ง (景帝) แห่งราชวงศ์ฮั่น (汉朝) ครองราชย์ เป็่เวลาแห่งความสงบสุขและความเจริญรุ่งเรืองของราชวงศ์ฮั่น
[2] หมายถึง ยุคทองของราชวงศ์ถัง (唐朝) ในสมัยของ จักรพรรดิถังไท่จง (唐太宗) ่เวลานี้ ครอบคลุม่เวลาประมาณปี ค.ศ. 626-649 เป็่ที่ จักรพรรดิถังไท่จงได้นำประเทศผ่าน่เวลาแห่งความวุ่นวายและการต่อสู้ เข้าสู่ยุคแห่งความสงบสุขความ เจริญรุ่งเรือง และการพัฒนา เป็ยุคทองยุคหนึ่งในประวัติศาสตร์จีน