“คุณปู่ครับ ผมจะพาอันอันเข้าเมืองไปซื้อของหน่อยนะครับ เย็นนี้ผมจะทำอาหารเลี้ยงทุกคน แต่คงต้องขอใช้สถานที่ที่บ้านลุงใหญ่ เพราะบ้านผมคับแคบเกินไป เชิญลุงหลี่และป้าหลี่มาร่วมงานเลี้ยงเย็นนี้ด้วยนะครับ” หลินเจิ้งฉีบอกทุกคนเมื่อกลับมาถึงหมู่บ้านซานแล้ว
“จะต้องเลี้ยงให้สิ้นเปลืองทำไม หลานเก็บเงินไว้เถอะ วันนี้ก็เสียเงินไปตั้งเยอะแล้ว” ลุงหลี่พูดขึ้นอย่างเห็นใจ
“วันนี้ผมตั้งใจว่าจะพาอันอันไปจดทะเบียนและเอาชื่ออันอันเข้าทะเบียนบ้านด้วยน่ะครับ อีกอย่างเื่ที่เกิดขึ้นก็ทำให้อันอันเสียหายอยู่ไม่น้อย ตัวผมอยากจะจัดงานแต่งงานให้อันอันดีกว่านี้ แต่อันอันไม่ยอม บอกว่ามันสิ้นเปลือง ผมเห็นว่าถึงจะไม่จัดงานแต่งใหญ่โต แต่พิธียกน้ำชาและกินเลี้ยงในหมู่เครือญาติก็ยังต้องมีอยู่นะครับ ผมก็เลยถือโอกาสจัดงานเลี้ยงวันนี้เสียเลย” หลินเจิ้งฉีอธิบาย
“อย่างนั้นก็แล้วแต่หลานเถอะ อาหารก็ไม่ต้องซื้อมามากมายล่ะ อย่าสิ้นเปลืองไปกับงานนี้มาก หลานกับหลานสะใภ้ควรเก็บเงินไว้เป็ทุนในอนาคตด้วย” คุณย่าหลินเตือน
“ครับคุณย่า” หลินเจิ้งฉีตอบรับ “ป้าสะใภ้ครับ ผมอยากรบกวนให้ป้าสะใภ้กับอาสะใภ้ทำหมั่นโถว ซาลาเปา แล้วก็เกี๊ยวไว้รอพวกผมได้ไหมครับ”
“ได้สิ แต่ว่าที่บ้านเหลือแป้งอยู่ไม่มากเท่าไหร่ คงจะทำออกมาได้ไม่เยอะนะจ๊ะ” ป้าสะใภ้ตอบ
“ที่บ้านอายังพอมีแป้งอยู่นะ เดี๋ยวอาไปเอามาเพิ่มให้ด้วย” อาสะใภ้พูดขึ้น
“เมื่อเช้าผมเข้าไปซื้อที่ตำบลมาบ้างแล้วครับ ไข่ไก่กับเนื้อหมูก็มี คุณป้ากับคุณอาทำไส้แน่นๆ เลยนะครับ มื้อนี้ผมอยากจัดอาหารดีๆ ต้อนรับภรรยา” หลินเจิ้งฉีพูดยิ้ม
“ได้จ้า ป้าจะจัดให้สุดฝีมือเลย แหม...เห็นเงียบๆ อย่างนี้ก็รู้จักเอาใจภรรยาเหมือนกันนะเนี่ย”
“อากลับไปเอากุยช่ายที่อาปลูกไว้มาด้วยดีกว่า เอามาทำไส้เกี๊ยวคงอร่อยน่าดู” อาสะใภ้พูดเสร็จก็รีบเดินออกไป
หลินเจิ้งฉียิ้มกับบรรยากาศที่ได้เห็น ถึงแม้ครอบครัวหลินในยุคนี้จะมีฐานะยากจน แต่ทุกคนก็รักและห่วงใยกันดี ‘ขอบคุณนะครับคุณปู่ที่ส่งผมมาอยู่กับครอบครัวดีๆ อย่างนี้’
คุณปู่หลินกับคุณย่าหลินในยุคนี้มีลูกชายด้วยกันสามคน คนโตคือคุณลุงใหญ่ ‘หลินจง’ แต่งงานกับป้าสะใภ้ ‘หม่าจาง’ ทั้งสองมีลูกชายชื่อ ‘หลินอี้’ เกิดก่อนหลินเจิ้งฉีหนึ่งปี ลูกชายคนที่สองของคุณปู่ก็คือพ่อของหลินเจิ้งฉี และลูกชายคนสุดท้องคือคุณอาเล็ก ‘หลินฉือ’ แต่งงานกับอาสะใภ้ ‘ถิงจิ้งซือ’ มีลูกสาวคนหนึ่งชื่อ ‘หลินหง’ ปีนี้อายุสิบเจ็ดปีแล้ว
ในรุ่นหลานหลินเจิ้งฉีเป็คนแรกที่ได้แต่งงาน ส่วนหลินอี้และหลินหงยังไม่ได้แต่ง แม้แต่คู่หมั้นก็ยังไม่มี ถึงแม้ครอบครัวของคุณปู่หลินจะมีชื่อเสียงที่ดีในหมู่บ้าน แต่เพราะพวกเขามีฐานะยากจน แม้แต่ที่ดินทำกินยังมีน้อยกว่าบ้านอื่น ทำให้ไม่มีครอบครัวไหนในหมู่บ้านที่สนใจที่จะมาเกี่ยวดองกับคนบ้านหลินเลย แต่หลินอี้กับหลินหงก็ไม่สนใจ เพราะพวกเขาต่างก็อยากเลือกคู่ครองด้วยตัวเอง เพียงแต่ตอนนี้พวกเขายังไม่เจอเนื้อคู่ของตัวเองก็เท่านั้น
“อันอัน คุณทำอาหารอะไรเป็บ้าง” หลินเจิ้งฉีถามภรรยาขณะกำลังปั่นสามล้อถีบเข้าตัวตำบล
“ฉันทำอาหารพื้นๆ ได้ค่ะ แต่ถ้ายากเกินไปฉันก็ทำไม่เป็ แต่ฉันเรียนรู้ได้เร็วนะคะ เพราะฉันเป็คนชอบทำอาหาร ฉันเคยไปช่วยงานที่ส่วนกลางของหมู่บ้านอยู่บ่อยๆ” หย่งลี่อันตอบสามี ตอนนี้เธอกล้าพูดกับหลินเจิ้งฉีมากขึ้นแล้ว
“ถ้ามีตำราทำอาหารล่ะ คุณจะทำตามได้ไหม”
“เอ่อ...คือ...ฉันอ่านหนังสือได้ไม่กี่ตัวเองค่ะ”
หลินเจิ้งฉีหันกลับมามองภรรยาอย่างแปลกใจ “คุณไม่ได้เข้าโรงเรียนหรือ แล้วทำไมน้องสาวกับน้องชายของคุณได้เรียนล่ะ”
“พ่อกับแม่บอกว่าถ้าฉันเข้าโรงเรียนก็จะไม่มีคนช่วยทำงานหาเงินน่ะค่ะ”
“เอาอย่างนี้ ผมจะซื้อตำราทำอาหารกับตำราทำขนมให้คุณนะ เดี๋ยวผมจะช่วยคุณอ่านและอธิบายข้อความในหนังสือให้คุณฟังเอง ส่วนเื่เรียนหนังสือ ผมก็จะช่วยสอนให้คุณด้วย” หลินเจิ้งฉีหันกลับไปมองภรรยาอีกครั้ง “คุณเป็อะไร ทำไมทำหน้าอย่างนั้นล่ะ”
“เจิ้งฉี คุณเสียใจไหมคะที่ต้องมาแต่งงานกับฉัน ฉันอ่านหนังสือไม่ออก เขียนก็ไม่ได้ แล้วไหนจะครอบครัวยังไม่้าอีก” หย่งลี่อันพูดเสียงสั่น
“ใครว่าครอบครัวไม่้าคุณล่ะ ตอนนี้ครอบครัวของคุณคือบ้านหลินของผม ส่วนเื่อ่านหนังสือไม่ออกน่ะมันไม่ใช่เื่หรอกนะ คุณก็ค่อยๆ เรียนไปก็ได้ มันไม่มีใครอ่านหนังสือออกมาั้แ่เกิดนี่ วันนี้นอกจากจะซื้อตำราอาหารกับตำราขนมแล้ว ผมจะซื้อเครื่องเขียนกับสมุดให้คุณด้วย เราก็มาเริ่มเรียนกันั้แ่วันนี้เลยดีไหม”
“ถ้าอย่างนั้นก็ซื้อให้อาเจ๋อกับอาเหมยด้วยนะคะ”
หลินเจิ้งฉีซื้อวัตถุดิบกลับมาทำอาหารมากมาย แต่เพราะเขาไม่คุ้นเคยกับของใช้ในบ้านลุงใหญ่ หลินเจิ้งฉีจึงกลับมาทำอาหารที่บ้านตัวเอง โดยมีหย่งลี่อันคอยเป็ลูกมือ
“คุณจะให้ฉันช่วยทำอะไรบ้างคะ” หย่งลี่อันถาม
“วันนี้ผมจะทำสามชั้นตุ๋นน้ำแดง ซุปซี่โครงหมูตุ๋นเยื่อไผ่ ปลากะพงนึ่งซีอิ๊ว ไก่ผัดพริกแห้ง แล้วก็ข้าวผัดไข่ ถ้าอย่างนั้นคุณช่วยผมหุงข้าวหน่อยนะ หุงให้เป็เม็ดสักหน่อย ไม่ต้องให้นิ่มเกินไป เดี๋ยวตอนเอามาผัดมันจะไม่เป็เม็ดสวย หลังจากนั้นคุณก็ปลอกผลไม้เตรียมไว้ก็แล้วกันครับ”
“อาหารตั้งหลายอย่าง คุณทำไหวเหรอคะ”
“ไหวสิครับ แต่ถ้าคุณอยากจะดูตอนที่ผมทำ คุณก็มาดูได้นะ ถ้าต่อไปคุณทำเก่งแล้ว ผมจะยกหน้าที่ในครัวให้คุณทำคนเดียวเลย”
“ดีเลยค่ะ ถ้าคุณต้องทำงานนอกบ้านแล้วยังต้องมาเหนื่อยกับงานในครัวอีก ฉันคงรู้สึกผิดแย่”
“ไม่ถึงขนาดนั้นหรอกครับ มีอะไรเราก็ช่วยกัน งานในครัวมันไม่จำเป็ต้องแยกหญิงชายนี่ครับ คุณอย่าคิดมากเลย ผมทำอาหารเก่งมากนะ เอาไว้ผมจะสอนให้คุณทำอาหารอีกหลายๆ อย่างเลย คุณอย่าเพิ่งเบื่อไปเสียก่อนล่ะ” หลินเจิ้งฉีไม่ได้พูดเกินจริง เพราะในอดีตเขาต้องไปใช้ชีวิตที่ต่างประเทศคนเดียว ดังนั้นเื่งานบ้านงานครัวจึงเป็เื่เล็กสำหรับเขา