เสียงนาฬิกาปลุกจากโทรศัพท์ดังขึ้นแ่เบา ฉันยกมือปัดมันอย่างี้เีก่อนจะพลิกตัวนอนคว่ำหน้าซุกหมอนและตื่นขึ้นมาด้วยความงัวเงียเนื่องจากเมื่อคืนฉันแทบจะนอนไม่หลับ แต่ความรู้สึกเจ็บจี๊ดเล็ก ๆ บนริมฝีปากก็ทำให้ฉันสะดุ้งตื่นเต็มตา ทันใดนั้นภาพเมื่อคืนก็แวบเข้ามาในหัวทันที ฉันสูดหายใจลึกลุกขึ้นจากเตียงคว้าผ้าเช็ดตัวไปล้างหน้าแปรงฟันแต่งตัวตามปกติ อย่าให้เื่เมื่อคืนมาทำให้เสียสมาธิเด็ดขาด
กลิ่นอาหารเช้าลอยมาตามโถงบ้านเมื่อฉันเดินลงบันได เสียงหัวเราะคุยกันของแม่กับป้าเมย์ดังแว่วออกมาจากห้องอาหาร บรรยากาศอบอุ่นจนฉันเกือบลืมความกังวลไปชั่วครู่
แต่ทันทีที่ก้าวเข้าห้องอาหาร ฉันก็ตัวแข็งทื่อขึ้นมาทันที
ร่างสูงในเสื้อเชิ้ตสีขาวสะอาดนั่งอยู่หัวโต๊ะขายาวไขว่ห้าง เอนพิงพนักเก้าอี้ท่าทีสบาย ๆ มือหนากุมแก้วกาแฟเอาไว้ สายตาคมกริบตวัดขึ้นมามองฉันเพียงเสี้ยววินาที ก่อนจะก้มลงเหมือนไม่ใส่ใจ
ภาพเมื่อคืนฉายซ้ำขึ้นมาอีกครั้ง ทำให้หัวใจฉันเต้นแรงขึ้นมาทันที ฉันนั่งลงตรงเก้าอี้ที่ว่างที่อยู่ซึ่งก็คือด้านข้างพี่เจ
เขาเงยตามามองฉันเพียงแวบเดียว แล้วกดสายตากลับลงแก้วกาแฟเหมือนไม่ใส่ใจ แต่ริมฝีปากกลับเอ่ยช้า ๆ
“เมื่อคืน…”
ฉันชะงักค้าง รีบก้มหน้าแทบจะจุ่มข้าว “ขอโทษค่ะ”
“ขอโทษฉันทำไมล่ะ” เขาหันสายตาคม ๆ มามอง “กลัวคนอื่นรู้เหรอ?”
ฉันแทบสำลักข้าว!
แม่กับป้าเมย์หันมามองด้วยความเป็ห่วง “เป็อะไรหรือเปล่าหนูส้ม?”
“มะ…ไม่ค่ะป้าเมย์” ฉันรีบโบกมือปฏิเสธ เสียงสั่นเล็กน้อย
ป้าเมย์กับแม่หันมายิ้มอย่างไม่รู้เื่รู้ราว “ตายแล้วป้าก็ลืมแนะนำไปเลย นี่ลูกชายป้าเองชื่อเจ น่าจะแก่กว่าหนู 5-6 ปี เรียกพี่เจก็ได้จ้ะ แล้วก็ช่วยดูแลน้องด้วยนะตาเจขาดเหลืออะไรก็บอกพี่เขาได้” ประโยคท้ายป้าเมย์หันไปบอกกับลูกชายตัวเอง
“ได้ค่ะ” ฉันตอบรับพร้อมกับยิ้มให้ป้าเมย์เบา ๆ
“ครับ” เขารับคำสั้น ๆ แต่สายตากลับเหลือบมามองฉันที่พยายามก้มกินข้าวไม่ให้สบตา
เขาหัวเราะในลำคอเบา ๆ ก่อนจะยกกาแฟขึ้นจิบ สีหน้าเรียบเฉย แต่คำพูดกลับเหมือนมีหนามแหลมเล็ก ๆ
“คราวหน้า…ถ้าจะออกมาดึก ๆ ก็บอกก่อน จะได้ไม่ต้องช่วยปิดปากอีก”
ฉันเงยหน้าขึ้นทันที ดวงตาเบิกกว้าง “พี่…!”
เขาวางแก้วกาแฟลงอย่างใจเย็น แล้วเอียงหน้ามองฉันเล็กน้อย มุมปากยกขึ้นแทบจะไม่สังเกตเห็น
“ฝากตัวด้วยนะ…น้องส้มส้ม”
Jay’ s part:
สวัสดีครับ ผมขอแนะนำตัวอย่างเป็ทางการ ผมชื่อเจเจหรืออย่างที่ทุกคนเรียกว่า เจ ปีนี้อายุ 27 ปีเรียนจบวิศวะคอมพิวเตอร์ ปัจจุปันแม่ให้มาช่วยดูแลกิจการของที่บ้าน จึงกลายมาเป็เ้าของบริษัทอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ
ในขณะที่ผมกำลังคิดอะไรเพลิน ๆ อยู่นั้นหน้าจอโทรศัพท์ก็สั่นขึ้นมา
'ผู้หญิงที่สวยที่สุดในโลก' ชื่อที่แม่พิมพ์ขึ้นเองปรากฏพร้อมกับเสียงโทรศัพท์
“ว่าไงครับแม่?”
“เจ วันนี้แม่ได้ยินว่าน้องส้มส้มมีกิจกรรมที่มหาวิทยาลัย น่าจะเลิกดึกแม่เป็ห่วง อยากให้ลูกช่วยไปรับน้องให้แม่หน่อย น้องจะได้ไม่กลับบ้านคนเดียวค่ำ ๆ มืด ๆ”
หลังจบประโยคผมจึงเช็กตารางงานของตัวเอง ใช้เวลาเพียงชั่วครู่เมื่อเห็นว่าเวลาหลังหกโมงเย็นไม่มีตารางงานเหลืออยู่ มือเรียวเคาะโต๊ะอย่างใช้ความคิด คิดอยู่สักพักก่อนจะตอบกลับไป
“ครับแม่ เดี๋ยวผมไปรับน้องให้แม่ครับ ไม่ต้องเป็ห่วง”
End Jay’ s part
ฉันรู้สึกเหนื่อยสุด ๆ ราวกับร่างกายจะแหลกสลายได้ ทำไมวันนี้มันยาวนานแบบนี้นะ ได้แต่บ่นกับตัวเองในใจ ถึงจะอยากกลับบ้านไปล้มตัวลงนอนบนเตียงมากแค่ไหนก็ทำไม่ได้อยู่ดี
ตอนเช้าวันนี้ฉันจึงโทรบอกแม่ว่าวันนี้อาจจะกลับดึกนิดหน่อยแม่ไม่ต้องรอฉัน จนกระทั่งกิจกรรมของคณะใกล้จะเลิก ก็มีผู้ชายคนหนึ่งมาหยุดอยู่ตรงหน้าฉัน
เขาเป็ผู้ชายรูปร่างสูงผิวสองสี หน้าตาคมเข้ม คิวเข้มเข้ากับใบหน้า จมูกโด่ง จัดได้ว่าเป็ผู้ชายที่หน้าตาดีเลยทีเดียว
“สวัสดีครับน้องส้มส้ม พี่ชื่อแอม อยู่ทันตปีหก”
“ค่ะ” ฉันตอบกลับไปด้วยความงุนงง
“พี่ขอไลน์หรือไอจีของน้องได้ไหมครับ ถ้าน้องมีอะไรสงสัยเื่เรียน พี่ยินดีให้คำปรึกษาตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง” เขาพูดพร้อมกับส่งยิ้มมาให้
ในขณะที่ฉันกำลังลังเลอยู่นั้นว่าควรให้หรือไม่ควรให้ ก็มีเสียงหนึ่งแทรกขึ้นมา
“ส้ม แม่ให้พี่มารับเรากลับบ้าน” ฉันกับพี่แอมหันไปตามเสียงพร้อมกัน และพบว่าเป็พี่เจนั่นเอง
“แม่บอกว่าวันนี้เราจะกลับดึกเลยให้พี่มารับ” เขาพูดซ้ำเมื่อเห็นท่าทีงุนงงของฉันและพี่แอม
“ค่ะ..” ฉันตอบกลับไป
“รถของพี่จอดอยู่ในลานมหาลัย เราไปกันเถอะ” พี่เจพูดต่อ
“ขอโทษนะคะพี่แอม” ฉันหันไปบอกพี่แอมพร้อมกับรอยยิ้มแห้ง ๆ แล้วรีบเดินตามพี่เจออกไปทันที
พี่เจเปิดประตูรถให้ฉันก่อนจะอ้อมไปยังฝั่งคนขับ เมื่อขึ้นมานั่งบนรถบรรยากาศก็ตกอยู่ในความเงียบทันที
“ขอบคุณ…ที่มารับค่ะ” ฉันพูดขึ้นเบา ๆ
“ไม่เป็ไร พี่ว่างพอดีหลังเลิกงาน” เขาตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบก่อนจะพูดต่ออีกว่า
“คราวหน้า... ถ้าไม่อยากให้ก็บอกไปว่าไม่สะดวก”
“เอ่อ…ค่ะ” ฉันตอบกลับเขาเพราะไม่รู้จะพูดอะไรต่อดี
เมื่อรถยนต์สุดหรูเคลื่อนที่ไปได้สักพัก อุณหภูมิภายในรถที่ค่อนข้างต่ำทำให้หนาวขึ้นมานิดหน่อยจึงเผลอลูบแขนตัวเองขึ้นมาโดยอัตโนมัติ พี่เจเหลือบมองฉันครู่หนึ่งก่อนจะเอื้อมไปหยิบเสื้อคลุมและยื่นมาตรงหน้า ฉันหันไปมองพี่เจด้วยความงุนงง
“เราหนาว ไม่ใช่รึไง” เขาพูดขึ้นและไม่รอให้ฉันตอบ
“พี่ขี้ร้อนคงจะปรับแอร์ลงไม่ได้ คลุมไว้สิ” ฉันรับมาคลุมอย่างงง ๆ และกลิ่นน้ำหอมจากเสื้อคลุมของเขาลอยมาแตะจมูกอย่างแ่เบาเป็กลิ่นเดียวกับครั้งแรกที่เจอเขา ความทรงจำครั้งแรกที่เจอกันก็ได้ถูกฉายซ้ำขึ้นมาอีกครั้ง เพื่อกลบเกลื่อนความรู้สึกแปลก ๆ ที่ไม่สามารถอธิบายได้นี้ ฉันจึงเบือนหน้าออกไปมองนอกกระจก
ความเงียบกลับเข้ามาปกคลุมอีกครั้ง ด้วยความเหนื่อยล้าเปลือกตาเริ่มหนักขึ้นเรื่อย ๆ ก่อนที่ฉันจะรู้ตัวอีกที…
“ส้ม ส้ม” เสียงเรียกอย่างแ่เบาดังขึ้นเป็ระยะ ๆ
ฉันสะดุ้งทันทีเมื่อได้ยินเสียงเรียก ฉันเผลอหลับไปเหรอตายแล้วน้ำลายไหลไหมเนี่ย น่าอายที่สุดดันเผลอหลับต่อหน้าคนที่ไม่ค่อยสนิทด้วยอีกต่างหาก
“ไปกินข้าวกันเถอะ” เสียงพี่เจดังขึ้นอีกครั้ง ก่อนที่เขาจะลงจากรถแล้วอ้อมมาเปิดประตูให้ฉัน
ฉันเดินตามเขาเข้าไปในร้านอาหารแห่งหนึ่ง ร้านตกแต่งด้วยโทนสีขาวครีมสลับน้ำตาล บรรยากาศอบอุ่นเป็กันเองด้วยไม้ดอกไม้ประดับมากมาย แถมผนังยังเต็มไปด้วยกระดาษโพสต์อิทและข้อความต่าง ๆ ที่ติดไว้ทั่ว ดูแล้วเป็ร้านที่ธรรมดาเกินกว่าที่ฉันจะคิดว่าคนระดับพี่เจจะมาได้
หลังจากสั่งอาหารเสร็จฉันก็พยายามหาบทสนทนาเพื่อคลายความอึดอัด แต่กลับเป็พี่เจที่ถามขึ้นก่อน
“อยู่ปีอะไรแล้วนะเรา”
“ปีสี่ค่ะ” ฉันตอบและเสียงหวาน ๆ ก็แทรกขึ้นมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย
“เจ มากินข้าวทำไมไม่ชวนพิมพ์เลย” เมื่อผู้หญิงคนนั้นเดินเข้ามาใกล้จึงพบว่า…
เป็ผู้หญิงที่สวยมาก รูปร่างสูงเพรียว ผิวขาวเนียน ผมยาวสีน้ำตาลดัดลอนเล็กน้อย แถมหน้าอกของเธอนั้นก็ใหญ่เกินขนาดตัวไปมาก ผู้ชายคนไหนเห็นก็คงต้องมอง คนอะไรจะสวยขนาดนี้กันนะ…
“ครับ พิมพ์” พี่เจตอบกลับเธอด้วยน้ำเสียงราบเรียบและบอกสั้น ๆ ว่ามากินข้าวกับน้องสาว
หลังจากนั้นพี่พิมพ์ก็นั่งลงข้างพี่เจและพูดคุยกับพี่เจอย่างเป็กันเอง
เมื่อฉันเริ่มรู้สึกได้ว่าตัวเองกลายเป็ ‘กขค’ ไปโดยปริยายจึงพยายามจะทำเป็ไม่สนใจทั้งสองคนตรงหน้าจนสุดท้ายก็ทนไม่ไหว จึงขอตัวออกมาจากบรรยากาศโลกสีชมพูตรงนั้น โดยให้เหตุผลว่าขอไปคุยธุระด่วนสักครู่
ใครอยากจะนั่งเป็ กขค คนอื่นกันล่ะ…
หลังจากที่ฉันคุยธุระด่วนปลอม ๆ กับตัวเองจนคิดว่าน่าจะถึงเวลาที่เหมาะสมแล้วจึงตัดสินใจจะกลับที่โต๊ะแต่ฉันก็ต้องชะงัก เมื่อพี่เจยืนรออยู่ตรงทางเดินพอดีคนอะไรแค่ยืนเฉย ๆ ยังดูดี
“เห็นหายไปนานนึกว่าหลงทาง” พี่เจพูดขึ้น
ฉันเบะปากในใจ นี่ฉันอุตส่าห์หลีกทางให้แท้ ๆ ยังจะมาพูดเหมือนฉันผิดอีก
ฉันจึงทำทีเป็ถามคำถามกลบเกลื่อน “พี่เจกินข้าวเสร็จแล้วเหรอคะ”
“เสร็จได้สักพักแล้ว เห็นเราไม่กลับมาสักที พี่เลยมาตาม”
ก็เล่นจีบกันออกหน้าขนาดนั้น ใครจะกล้าเดินกลับไปขัดจังหวะ
หลังจากนั้นพี่เจก็เอ่ยชวนฉันกลับบ้าน โดยให้เหตุผลที่ฟังดูน่าขัน เดี๋ยวแม่จะหาว่าพี่พาเราออกนอกลู่นอกทาง คนอย่างเขากลัวอะไรเป็ด้วยเหรอ
เมื่อขึ้นมาบนรถ ฉันเหลือบมองใบหน้าด้านข้างของพี่เจอย่างเงียบ ๆ อดไม่ได้ที่จะสำรวจใบหน้าของเขา ผิวขาวที่ดูสุขภาพดี เสื้อเชิ้ตสีดำยิ่งขับให้ผิวเขาสว่างขึ้นไปอีก นี่เขาหน้าใสกว่าฉันอีกมั้งเนี่ย! ไม่มีแม้แต่รอยสิว ไหนจะจมูกโด่ง ๆ นั้นอีก
“พี่หล่อขนาดนั้น?” เสียงของพี่เจดังขึ้นทำเอาฉันแทบสำลักน้ำลายตัวเอง
ไม่อยากเชื่อเลยว่าผู้ชายที่ดูสุขุมจริงจังจะพูดแบบนี้ได้ ฉันรีบหาคำแก้ตัวทันที
“เอ่อ…เหมือนจะมีรอยอะไรสีดำ ๆ ติดอยู่ที่หน้าพี่เจค่ะ…” โอ๊ยยย นี่ฉันพูดอะไรออกไปเนี่ย
พี่เจหันไปมองกระจก แล้วหันกลับมายิ้มบาง ๆ
“อืม…มีรอยติดอยู่ที่หน้าพี่จริง ๆ ด้วยแฮะ”
หลังจบประโยคฉันรู้สึกเหมือนเด็กที่กำลังทำความผิดแล้วโดนจับได้จึงแกล้งหลับไปตลอดทั้งทาง
“ถึงแล้ว” เสียงของพี่เจปลุกฉันขึ้นเบา ๆ แต่ฉันยังทำเป็แกล้งหลับ
“ถ้าไม่ตื่น...พี่คงต้องอุ้มเราลงจากรถ” จบประโยคนั้นฉันจึงลืมตาขึ้นมาอย่างช้า ๆ พร้อมแกล้งกับบิดี้เีเพื่อความแเี
“ถึงแล้วเหรอคะ”
พี่เจยิ้มมุมปาก… แต่เพียงเสี้ยววินาทีสีหน้าก็กลับมาเรียบเฉยเหมือนเดิม ฉันรีบลงจากรถทันทีด้วยความลนลานราวกับกลัวว่าเขาจะจับได้ที่ฉันแกล้งหลับ และเมื่อเข้าไปในบ้าน ฉันไม่ลืมจะกล่าวทักทายป้าเมย์กับแม่ที่นั่งดูหนังรักสุดโรแมนติกกันอยู่ แล้วรีบตรงไปยังห้องนอนทันทีด้วยความเหนื่อยล้า