“หะ...หา? ไอ้กระรอกผี! เมื่อกี้แกเรียกใครว่าโง่นะ? แกอยากตายจริงๆ ใช่ไหม!”
น้าขามะโก้องจนฝุ่นดวงจันทร์ปลิวว่อนแกพยายามจะแสดงความน่าเกรงขามด้วยการชูขวานั์ขึ้นเหนือหัวแต่จังหวะที่แกขยับตัวแรงไปหน่อย ขอบกางเกงที่ไร้สายรัดก็ร่วงกราวลงมาจนถึงโคนขาทำให้น้าขามต้องรีบละมือข้างหนึ่งมาคว้ากางเกงไว้พัลวันจนเสียทรงไปหมด
ผม (ไอ้จ้อย)ไม่ได้กลัวเลยสักนิด กลับกอดอกทำหน้าเอือมระอามองดูน้าขามด้วยสายตาที่เหมือนมองเด็กอนุบาลที่ทำเลขบวกลบผิด “น้า...ผมไม่ได้จะหาเื่นะ แต่น้าลองนับดูดิน้าจามขวานใส่ไอ้ต้นกัลปพฤกษ์นี่มาไม่รู้กี่ล้านปีแล้ว ผลลัพธ์มันก็ออกมาเหมือนเดิมเป๊ะคือมันงอกกลับมาใหม่ทันที แล้วน้ายังจะดันทุรังทำแบบเดิมไปอีกกี่ล้านปีล่ะ? ถ้าไม่เรียกว่าโง่...จะให้ผมเรียกว่า ‘ขยันแบบไม่มีสมอง’ แทนไหมครับ?”
น้าขามชะงักไปครู่หนึ่งคำด่าของผมมันเหมือนมีดแหลมๆ ที่แทงทะลุมัดกล้ามเนื้อเพาะกายเข้าไปถึงขั้วหัวใจแกค่อยๆ ลดขวานลง แววตาที่เคยดุดันเริ่มฉายความสับสนออกมา
จริงๆแล้วบนดวงจันทร์ที่รกร้างแห่งนี้ นายหญิง (แม่นางจันทร์)อาจจะเหงาที่สุดในด้านความรู้สึก แต่ถ้านับความโดดเดี่ยวทางกายภาพน้าขามนี่แหละคือที่หนึ่ง เพราะนายหญิงยังมีผมคอยกวนใจ แต่น้าขามไม่มีใครเลยมีแต่ต้นไม้ทองคำที่ไม่มีวันล้มกับฝุ่นสีเทาๆ เป็เพื่อนมาล้านปี
“แกไม่เข้าใจ...”น้าขามถอนหายใจยาว เสียงทุ้มต่ำของแกดูอ่อนลง“บางครั้งการลงทัณฑ์มันไม่ได้วัดกันที่ผลลัพธ์หรอกเ้ากระรอก แต่มันวัดกันที่‘ทัศนคติ’ เบื้องบนเขาอยากเห็นว่าข้ายังสำนึกผิดและยังมุ่งมั่นที่จะตัดมันอยู่ไหม”
ผมเกือบจะขำจนพ่นน้ำลายใส่หน้าน้าแก“ทัศนคติ? น้าครับ... น้าไปเอาทฤษฎีการบริหารงานบุคคลยุคพระเ้าเหามาจากไหนเนี่ย?น้าคิดว่าไอ้คนที่สั่งให้น้ามาอยู่ที่นี่น่ะ เขายังจำน้าได้อยู่เหรอ?ป่านนี้เขาอาจจะไปนอนกกนางฟ้าชุดใหม่ หรือลืมไปแล้วด้วยซ้ำว่าเคยส่งกระต่ายกล้ามโตมาตัดไม้บนนี้”
น้าขามหน้าเสียแววตาสั่นระริกเหมือนโดนขยี้จุดอ่อน
“เอาอย่างนี้ดีกว่าน้าชีวิตน้าที่ผ่านมามันแห้งแล้งยิ่งกว่าทะเลทรายบนโลกมนุษย์เสียอีกน้าควรจะทำอะไรที่มีสาระ มีความหมาย และมีอนาคตมากกว่านี้!”ผมเริ่มใช้ทักษะนักการตลาดเก่าที่เคยมีชื่อเสียง (ในการบินทะลุดาวอังคาร)มาปั่นหัวน้าขาม
“ทำอะไรที่มีความหมาย?”น้าขามถามอย่างซื่อๆ “ในที่เฮงซวยแบบนี้เนี่ยนะ?”
“แน่นอน!”ผมยืดอก “น้าสะสมพลังอาคมมาล้านปี มัดกล้ามเนื้อน้าแข็งแรงจนน่าขนลุกแทนที่จะเอามาจามต้นไม้เล่นๆ น้าไม่ลองเปิดใจรับศิษย์ดูหน่อยเหรอ? ถ่ายทอดวิชาทั้งหมดที่มี มอบไอเทมเจ๋งๆ ให้ศิษย์ไปแล้วให้ศิษย์คนนั้นน่ะ... บินไปล่ม์ชั้นบน ปล้นความยุติธรรมกลับมาให้น้าแล้วพาน้าออกไปจากสลัมลอยฟ้าแห่งนี้เสียที!”
น้าขามเริ่มเคลิ้มตามแกวางขวานลงกับพื้นดินเสียงดังสนั่น ลืมเื่กางเกงที่ิ่เหม่ไปชั่วขณะ“รับศิษย์งั้นรึ? เออ... ฟังดูเข้าท่า แล้วข้าจะไปหาศิษย์ที่ไหนล่ะ? บนดาวดวงนี้มีแต่ข้ากับแม่นางจันทร์”
ผมชี้นิ้วเข้าหาตัวเองทันที“น้าไม่ต้องไปมองหาที่ไหนไกลหรอก... ดูตรงหน้าสี น้าว่าผมเป็ไง? กระรอกอัจฉริยะนามสกุลบินทะลุดาวอังคาร แถมยังมีเขี้ยวเล็บที่พระเ้ายังต้องเกรงใจ!”
น้าขามมองผมั้แ่หูจรดหางแววตาที่เคยซื่อๆ เริ่มเปลี่ยนเป็เ้าเล่ห์แกยิ้มออกมาที่มุมปากซึ่งเป็ลางไม่ดีสำหรับผมเลย “แกอยากเป็ศิษย์ข้าจริงๆ เหรอ?”
“แน่นอนน้า!สอนผมมาให้หมด พลังอาคมเอย วิชากดขี่์เอย ผมจัดให้!”
“ได้...”น้าขามพยักหน้าพลางชี้ไปที่ข้างหลังผม “นั่นไง... นายหญิงเดินมาตามแกแล้ว!”
ผมใสิครับ!นึกว่านายหญิงตื่นมาเห็นผมแอบหนีมาเที่ยว ผมรีบหันขวับไปมองทันทีแต่ความว่างเปล่ามีเพียงฝุ่นดวงจันทร์ที่ลอยเคว้ง จังหวะที่ผมเผลอนั่นเองน้าขามที่ดึงกางเกงจนแน่นเปรี๊ยะก็ขยับขาที่ใหญ่พอๆ กับต้นตาลเหวี่ยงเท้าเตะเข้าที่ก้นนุ่มๆ ของผมอย่างจัง!
“บินไปเลยไอ้กระรอกจอมกะล่อน!”
ร่างผมลอยละลิ่วข้ามหลุมอุกกาบาตไปเหมือนลูกฟุตบอลที่โดนนักเตะระดับโลกหวดเต็มแข้ง!ผมม้วนตัวกลางอากาศหลายตลบก่อนจะร่อนลงจอดด้วยท่าใบหน้าจูบฝุ่นดินสีเทาจนสำลัก
“หน็อย...ไอ้กระต่ายเถื่อน!
เตะผมเหรอ?
เตะผมมันต้องมีค่าใช้จ่ายนะโว้ย!”
ผมลุกขึ้นปัดฝุ่นพลางคำรามในคอ
แต่แล้วผมก็สังเกตเห็นอะไรบางอย่างที่ติดมากับปากของผม...มันคือวัตถุสีเหลืองนวลๆ ที่สานด้วยหญ้าอาคมที่ดูขลังอย่างบอกไม่ถูก ใช่แล้ว!จังหวะที่ผมโดนเตะ ผมแอบใช้สกิล ‘ปากไวใจเร็ว’ งับเอา “รองเท้าฟางอาคม”ข้างขวาของน้าขามติดมาด้วย!
ผมนั่งลงกับพื้นดวงจันทร์เขี่ยรองเท้าข้างนั้นมาวางตรงหน้า พลางยิ้มกริ่มอย่างผู้ชนะ
ไม่นานนักน้าขามก็วิ่งหน้าตั้งออกมาจากป่าหิน ขาข้างหนึ่งใส่รองเท้า อีกข้างหนึ่งเปลือยเปล่าดูตลกชะมัด“ไอ้กระรอกผี! รองเท้าข้าอยู่ไหน?คืนมาเดี๋ยวนี้!”
ผมแสร้งทำเป็นั่งกอดเข่าผิวปากสบายใจเฉิบ มองท้องฟ้าสีดำมืดเหมือนคนไม่รู้เื่รู้ราว “รองเท้าอะไรน้า? น้าตาฝาดเปล่าผมนั่งอยู่ตรงนี้คนเดียว ไม่เห็นมีรองเท้าอะไรเลย”
น้าขามชี้นิ้วมาที่ก้นผม“แกอย่ามาไขสือ! ก้นแกทับรองเท้าข้าอยู่ ข้าเห็นนะโว้ย!”
ผมแกล้งสะดุ้ง“หะ... อะไรนะ? น้าหมายถึงสิ่งนี้เหรอ?” ผมชูรองเท้าฟางเก่าๆที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายโบราณขึ้นมา “โถ่ น้า... นี่มันไม่ใช่รองเท้า แต่นี่มันคือ‘ขนมปังปิ้ง’ ต่างหาก! น้าไม่รู้จักเหรอ?”
น้าขามหน้าแดงก่ำด้วยความโมโห“ขนมปังพ่อแกดิ! นั่นมันรองเท้าที่ข้าใส่มาเป็ล้านปีแล้ว คืนมา!”
“น้าอย่ามาตลกผมเป็คนขวางโลกนะ ผมบอกว่ามันคือขนมปัง มันก็ต้องเป็ขนมปัง!” ผมหัวเราะร่า“ถ้าน้าไม่เชื่อ... ผมจะพิสูจน์ให้ดูว่าขนมปังมันรสชาติเป็ยังไง!”
ผมอ้าปากกว้างแล้วงับลงบนขอบรองเท้าฟางอาคมนั่นทันที!เสียง ‘กร๊วบ!’ ดังสนั่นเพราะฟันของผมมันแข็งแกร่งระดับทำลายล้างอยู่แล้วรสชาติของหญ้าแห้งอาคมบวกกับฝิ่นดวงจันทร์และกลิ่นที่หมักหมมมาล้านปีแล่นเข้าสู่ประสาทััจนผมแทบอยากจะสำลักออกมาเป็สีรุ้ง
“เฮ้ย!อย่ากิน!” น้าขามร้องลั่น ใจแทบสลาย “นั่นรองเท้าคู่ใจข้านะโว้ยข้าใส่มาั้แ่ตอนที่ดวงจันทร์ยังมีต้นหญ้าขึ้นเขียวขจี!”
ผมหยุดเคี้ยวแต่อดทนกลืนลงไปพลางตีหน้าตาย “อืม... รสชาติใช้ได้นะน้า กรอบๆ เค็มๆเหมือนมีกลิ่นชีสบ่มมานานเป็ล้านปีจริงๆ ด้วย”
น้าขามถึงกับทรุดเข่าลงกับพื้นแววตาฉายความปวดร้าวอย่างที่สุด “แก...แกกินรองเท้าที่ข้าไม่เคยซักมาล้านปีลงไปได้ยังไงวะ? ขนาดข้าเองยังไม่กล้าเอามาดมเลย!”
ผมชะงักทันที...“หะ... อะไรนะน้า? น้าบอกว่าไม่เคยซักเหรอ?”
“เออสิ!บนนี้มีน้ำที่ไหนให้ซักล่ะ น้ำพุทิพย์ก็แห้งไปหมดแล้ว ข้าใส่เตะฝุ่น ตัดไม้ เหยียบอึต่ายมาตลอดล้านปี...แกนี่มันสุดยอดจริงๆ ไอ้กระรอกกินรองเท้า!”
วินาทีนั้น...โลกทั้งใบของไอ้จ้อยแทบหยุดหมุนผมรู้สึกถึงความร้อนแรงที่วิ่งจากกระเพาะขึ้นมาที่คอหอย “อ่อก... แหวะ!!!”
ผมอ้วกออกมาเป็สีรุ้งท่ามกลางเสียงหัวเราะเยาะเย้ยของน้าขามที่ดังสะท้อนไปทั่วดวงจันทร์และนี่คือบทเรียนแรกของการปล้นวิชา... บางอย่างที่ขโมยมาได้มันก็ไม่ควรจะเอาเข้าปากจริงๆ ให้ตายเหอะ!