ทว่าสภาวะอึดอัดตึงเครียด กลับจางหายโดยพลัน เมื่อเสียงหนึ่งดังขึ้น
“ไม่ทราบว่าท่านลุงมาด้วย ผู้หลานต้องขออภัยที่ไม่ได้ไปคารวะ”
เป็เสียงของติงฝูหรง น้ำเสียงนางใสกังวาน เจือแววหยอกเย้าทั้งยังทำท่าคารวะ ดุจตรงหน้านางเป็ท่านผู้เฒ่าแซ่หลิน ล้อเลียนหลินอิงฮวา
หยางป๋อหูเห็นกิริยา ซึ่งติงฝูหรงหยอกล้อดรุณีน้อย ถึงกับหัวร่อเสียงดัง
หลินจวี๋ฮวาก็เผลอยิ้มมุมปาก แวบหนึ่ง
สามารถคลี่คลาย สถานการณ์ตึงเครียดเขม็งเกลียว คลี่คลายอาวุธเป็แพรพรรณนับเป็พร์ประการหนึ่ง ของทายาทตระกูลติงผู้นี้จริง ๆด้วยความสามารถเช่นนี้เอง ไม่ว่าไปถึงที่ใด ติงฝูหรงเข้าช่วยไกล่เกลี่ยความขัดแย้ง ข้อพิพาท ระหว่างสำนัก พรรค ค่าย ตระกูลต่าง ๆ กระทั่งยุติด้วยดี
เฉพาะกรณีพิพาทใหญ่ ๆ อันอาจถึงขั้นยกสำนัก พรรค เข้าประหัตปะากันนางสามารถไกล่เกลี่ย จนคลี่คลายได้ยี่สิบกว่ากรณี นับว่าสามารถช่วยรักษาชีวิตผู้คนในสำนักเ่าั้ไว้ มากมายสุดคณานับ
ดังนั้นแม้อายุเพียงยี่สิบเจ็ดปี ซินแสลิขิตฟ้าติงฝูหรง กลับได้รับความเชื่อถือยำเกรงจากเหล่าบรรดาชาวยุทธ์ทั่วสารทิศ เฉกเช่นเดียวกับประมุขตระกูลติงผู้เป็บิดาของนาง
หลินอิงฮวาทำท่าลูบเคราใต้คาง ล้อเลียนบ้าง พลางกล่าว
“ไม่ต้องเกรงใจ ๆ”
แล้วยังไม่วาย หันกลับไปแดกดันหยางป๋อหู อีกประโยคหนึ่ง
“ความจริงท่านพ่อ ยังพูดมากกว่านี้อีก แต่ข้าพเ้าไม่อยาก จะบอกท่านหรอก”
หยางป๋อหูเพียงแค่นเสียงเฮอะ คร้านจะต่อความยาวกับดรุณีน้อยนางนี้อีก
เถ้าแก่ซึ่งออกไปต้มยา เดินกลับเข้ามาเช็ดโต๊ะต่อ
บัดนั้น ด้านนอกโรงเตี๊ยม บังเกิดเสียงฝีเท้าดังขึ้นอีกครั้ง...
คราวนี้เป็เสียงฝีเท้าคนสองคน ไม่เพียงเสียงฝีเท้า ยังมีเสียงผิวใบไม้ดังล่องลอยแ่เบา...
กระแสเสียงช่างคล้าย เสียงขลุ่ยโหยะเื แทบเป็ทำนองเดียวกัน!
สามสตรีหนึ่งบุรุษในโรงเตี๊ยม ทราบทันทีว่าผู้มาถึงเป็ใคร
ผู้มาถึงซึ่งเป็เ้าของเสียงผิวใบไม้เป็สตรี...
คนทั้งสี่ต่างมีปฏิกิริยา ต่อเสียงผิวใบไม้นี้แตกต่างกัน...
หยางป๋อหูแม้แสดงท่าทางกระตือรือร้น ไม่ต่างจากเมื่อทราบว่าติงฝูหรงเดินอยู่นอกโรงเตี๊ยม ทว่าแววตาทั้งคู่ของมัน กลับแฝงแววหม่นหมองภายในจิตใจยิ่งบังเกิดความหดหู่รันทด
เนื่องเพราะการมาถึงของสตรี เ้าของเสียงผิวใบไม้ ทำให้มันหวนคิดถึง ‘สตรีอีกผู้หนึ่ง’สตรีผู้ซึ่งประทับเป็เงา ฝังแน่นภายในใจของมันร่วมสิบปี โดยมิอาจลบเลือน...
หลินจวี๋ฮวานิ่งงันไป นางคล้ายกำลังสดับฟัง เสียงผิวใบไม้นั้นทว่าการมาถึงของสตรี ผู้อยู่นอกโรงเตี๊ยม ทำให้จิตใจของนางยิ่งประหวัดไปถึงคนอีกผู้หนึ่ง...
เป็บุรุษเ้าของเสียงขลุ่ยโหยะเืคนนั้น...
โสตประสาทของนางที่รับรู้ กลับมิใช่เสียงผิวใบไม้ จิตใจของนางที่รับรู้กลับเป็เสียงขลุ่ยโหยะเื...
เจ็ดปีนี้...แทบไม่มีวันใด ซึ่งนางไม่ครุ่นคิดถึงบุรุษผู้นั้น...
หลินอิงฮวาหุบปากสนิท นั่งก้มหน้านิ่ง เนื่องเพราะนางทราบเวลานี้จิตใจผู้เป็พี่สาว กำลังคิดเยี่ยงไร...
นางย่อมทราบ เื่นี้ไม่อาจกระทำอันใดได้ ดังนั้นนางได้แต่นิ่งเงียบ...
ติงฝูหรงกลับทอดถอนใจ หวนนึกถึงทั้งหมดไม่ได้พบกันเจ็ดปีทว่า...ฟังเสียงผิวใบไม้ย่อมทราบชัด สตรีเ้าของกระแสเสียงนี้ยังแค้นเคืองพวกนางไม่คลาย
นางเสียใจยิ่ง ความสัมพันธ์ของทั้งหมด ต้องกลับกลายเป็เช่นนี้...
การเดินทางไปหมู่ตึกพันอักษรครานี้ ติงฝูหรงตั้งใจอย่างแน่วแน่จักแก้ไขความผิดพลาดในอดีต ต้องคลี่คลายเื่ราวจนกระจ่างชัดจะทำให้สตรีเ้าของเสียงผิวใบไม้ กลับมาเป็น้องสาว ผู้ร่าเริงอีกครั้งให้ได้...
เสียงผิวใบไม้และเสียงฝีเท้า หยุดยั้งลงเบื้องหน้าโรงเตี๊ยมผู้มาเยือนทั้งสองจับจ้อง รอยไม้เท้าของติงฝูหรงซึ่งทิ้งระยะห่างสม่ำเสมอบนพื้นหิมะ ปรากฏชัดรอยนั้น หายเข้าไปในโรงเตี๊ยมซอมซ่อทว่าทั้งคู่กลับยืนนิ่งอยู่ด้านนอก ไม่มีทีท่าว่าจะเดินเข้าไป ภายในแต่อย่างใด
หยางป๋อหูสูดลมหายใจ ลึกยาวครั้งหนึ่ง แววหม่นหมอง พลันสูญสลายจากั์ตามันดึงจิตใจกลับจากอดีตอันปวดร้าว มุ่งความสนใจอยู่ ณ เื่ราวในปัจจุบันฝืนใจกล่าวคล้ายกระตือรือร้น
“เถ้าแก่...ดูเหมือนวันนี้ การค้าของท่านจะดีอย่างยิ่ง...”
ติงฝูหรงยิ้มแย้มออกมา กล่าวเสริมว่า
“นอกจากข้าพเ้าจะชมชอบทำนายโชคชะตาให้ผู้อื่น บางครั้งยังชมชอบ เลี้ยงผู้อื่นอย่างยิ่งเช่นกันไม่ทราบคุณหนูรองกับคุณหนูสาม พอจะให้เกียรติได้หรือไม่”
เสียงซึ่งหากได้ยินครั้งหนึ่ง ต้องไม่มีบุรุษใดกล้าลืมเลือนตอบกลับจากด้านนอก
“พี่ฝูหรงให้เกียรติเกินไปแล้ว เราพี่น้องต้องรีบเดินทางน่าเสียดายไม่อาจให้ท่านเลี้ยงได้”
หยางป๋อหูรีบแทรกขึ้น
“อากาศเยี่ยงนี้ คุณหนูรองจะรีบร้อนไปไยหมู่ตึกพันอักษรไม่เดินหนีไปไหนหรอก...”
หลินอิงฮวารับฟังวาจา ตอบโต้ไปมาเช่นนี้ กลับนึกหมั่นไส้ท่าทีผู้อยู่ด้านนอกเป็อย่างยิ่ง
“พี่ฝูหรงอุตส่าห์เชื้อเชิญ พวกเ้ากลับไม่ให้เกียรติ คนของตระกูลซ่างกวนคงคิดว่าตัวเองเก่งกาจสามารถ มากกว่าผู้อื่นสินะ”
สิ้นประโยค คนผู้หนึ่งเดินเข้ามาในโรงเตี๊ยม มิใช่คุณหนูรองหากเป็คุณหนูสาม ‘ซ่างกวนจึงเหม่ย’
ซ่างกวนจึงเหม่ยเดินเข้ามา ภายในร้านเพียงผู้เดียวนางสวมชุดกันหนาวหนาอย่างยิ่ง ปกปิดร่างกายจนมิดชิด มีผ้าคลุมสีดำผืนใหญ่ปิดหน้าตาเผยให้เห็นเพียงแววตา ขมึงทึงดุดันทั้งคู่เท่านั้น
“แล้วอย่างเ้า มีความสามารถใดกัน?”
นางยิ้มเยาะเย้ยหยัน มองหลินอิงฮวา ั้แ่หัวจรดเท้า กล่าวแดกดันอีกประโยค
“ข้าพเ้านึกไม่ออกจริง ๆ นอกจากวิชาหมาแมว แอบลอบทำร้ายผู้อื่นเ้ายังสามารถกระทำสิ่งใดได้”
หลินอิงฮวาพลันชักกระบี่ จากฝักข้างเอวอย่างรวดเร็ว แค่นหัวร่อกล่าวว่า
“เฮอะ...ข้าพเ้าไม่มีความสามารถอื่นจริง ๆ แต่แค่ทำให้เ้าหยุดพูดต้องทำได้แน่นอน!”
สิ้นประโยค คมกระบี่พลิ้วไหว บังเกิดประกายจุดแต้มระยับพุ่งจู่โจมตรงไปยังลำคอ ซ่างกวนจึงเหม่ยอย่างฉับไว!
ซ่างกวนจึงเหม่ยแค่นเสียงดังเฮอะเคลื่อนไหวร่างเบี่ยงกายเล็กน้อย กลับหลบพ้นคมกระบี่
จังหวะนั้นนางพุ่งสองนิ้ว ตรงเข้าคีบจับปลายลำกระบี่ไว้ดึงลำกระบี่กลับอย่างแรง จนกระบี่หลุดจากมือหลินอิงฮวา มืออีกข้างคว้าตะปบด้ามกระบี่ไว้อย่างรวดเร็ว พลันเปลี่ยนลีลา ตวัดข้อมือกลับวูบลำกระบี่วาดโค้งฟันลง กลางศีรษะของหลินอิงฮวา!
หลินอิงฮวากลับยิ้มแย้ม ไม่สะทกสะท้าน มองลำกระบี่ดั่งเป็ท่อนไม้มือข้างซึ่งเคยถือกระบี่ เคลื่อนไหววูบ พริบตานั้นนิ้วมือสี่นิ้วดีดจี้ออกอย่างฉับไว!
เสียงเพียะ! ลำกระบี่ถูกพลังดรรชนีจากนิ้วชี้ดีดใส่กระเด็นหลุดจากมือซ่างกวนจึงเหม่ย นิ้วนาง นิ้วกลางนิ้วก้อยจี้ตามออกในจังหวะเดียวกัน สกัดสามจุดบนร่าง ซ่างกวนจึงเหม่ยในคราวเดียว!
หยางป๋อหูเห็นหลินอิงฮวา สามารถจี้ดรรชนีได้ฉับไวเพียงนี้อดไม่ได้ต้องกล่าวชมเชยเสียงดัง
“ดรรชนีพิรุณคลุมฟ้าเยี่ยมยิ่ง! สมกับได้รับการยกย่องเป็ดรรชนีรวดเร็วอันดับหนึ่งจริง ๆ !”
ตลอดร่างซ่างกวนจึงเหม่ยแข็งชา ไม่อาจขยับเขยื้อนกระบี่ซึ่งกระเด็นหลุดจากมือ หล่นลงบนพื้นเสียงดังปร่าง รอยยิ้มเยาะเย้ยหายไปสิ้นใบหน้าซีดเผือด รีบโคจรลมปราณ หมายคลายจุดซึ่งถูกสกัด ทว่าพยายามอย่างไรกลับไร้ผลโดยสิ้นเชิง
“เ้า!...พี่ิจู!...ข้าพเ้า!...”
หลินอิงฮวายิ้มเย้ยหยัน กล่าวอย่างเป็ต่อ
“คิดหรือว่าสามารถแย่งกระบี่ จากมือข้าพเ้าได้ง่ายปานนี้...”
คุณหนูรอง ‘ซ่างกวนิจู’ ยังยืนสงบนิ่งอยู่ด้านนอกน้ำเสียงแจ่มใสเป็ปกติ
“เื่ล้อเล่นของเด็ก ๆ แม่นางหลิน คงไม่ถือเป็เื่จริงจัง...”
หลินจวี๋ฮวาส่งเสียงอืมม์รับคำ นางไม่แม้แต่จะชำเลืองมองซ่างกวนจึงเหม่ยเพียงขยับนิ้วมือแ่เบา พลันบังเกิดเสียงฉี่ฉี่ ติดต่อกันหลายครั้งพลังดรรชนีกล้าแข็ง พุ่งฝ่าอากาศอย่างรวดเร็ว ไปยังร่างซ่างกวนจึงเหม่ย
จุดซึ่งถูกสกัดไว้ทั้งหมด พลันคลายออกจนสิ้น!
ร่างบอบบางในชุดกันหนาว ทรุดฮวบลง คล้ายหลุดจากเครื่องพันธนาการ
ซ่างกวนจึงเหม่ยพยายามทรงกาย ลุกขึ้นยืน แววตาขมึงทึงจ้องสองพี่น้องตระกูลหลิน สลับไปมา
การแสดงฝีมือของหลินจวี๋ฮวาครานี้ หยางป๋อหูถึงกับโห่ร้องเสียงดังปรบมือชมเปาะไม่หยุด
“ร้ายกาจนัก! พลังดรรชนีพิรุณคลุมฟ้าของเ้า ทั้งรวดเร็ว แม่นยำหนำซ้ำพลังลมปราณ กล้าแข็งถึงเพียงนี้ เห็นทีคำร่ำลือของเหล่าชาวยุทธ์จะยังน้อยเกินไปด้วยซ้ำ!”
หลินจวี๋ฮวายังมีสีหน้าเฉยชา กล่าวเนือย ๆ
“น้องอิงฮวาแค่หยอกล้อ คุณหนูสามเล่นเท่านั้น อย่างนางนอกจากความสามารถในการกลั่นแกล้งผู้อื่นเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็ไม่มีสิ่งใดให้พูดถึงได้...”
หลังผ้าคลุมหน้าสีดำ บังเกิดแววเจ็บช้ำ ปรากฏชัดในแววตาซ่างกวนจึงเหม่ยดวงตาดุดันบัดนี้ กลับเอ่อล้นด้วยน้ำตา
“ผ่านไปเจ็ดปี...เ้าได้รับฉายาเซียนแพทย์ ไม่มีผู้ใดที่เ้ารักษาไม่ได้ไม่มีพิษใดที่เ้าไม่รู้จัก...ทำไม...ทำไมเ้าถึงไม่มีความสามารถเยี่ยงนี้ั้แ่เมื่อเจ็ดปีก่อน!”
นางน้ำตาคลอเดินออกไป ทิ้งให้สองพี่น้องตระกูลหลินนิ่งอึ้งกับคำตัดพ้อประโยคนั้น
ติงฝูหรงกล่าวด้วยน้ำเสียงห่วงใย ดุจพี่สาวไถ่ถามน้องของตน
“เมื่อไม่อาจเลี้ยงสุรา แต่การทำนายของข้าพเ้า ใช้เวลาไม่มากนักคุณหนูทั้งสองน่าจะพอให้เกียรติได้”
น้ำเสียงตอบกลับของซ่างกวนิจู แฝงแววเจ็บช้ำรันทดไม่ยิ่งหย่อนกว่าน้องของนาง
“คำทำนายของซินแสลิขิตฟ้า แม้ไม่ถูกต้องทั้งสิบส่วนอย่างน้อยยังแม่นยำถึงแปดส่วน ข้าพเ้าหรือจะไม่เชื่อถือ...”
น้ำเสียงยิ่งกล่าว ยิ่งคล้ายคมกระบี่ จงใจทิ่มแทงจิตใจผู้ฟัง
“แต่คราวนี้พวกเราพี่น้อง มิได้กลับเข้าจงหยวน เพื่อเที่ยวเล่นชมทิวทัศน์สนทนาไร้สาระ ข้อนี้พี่ฝูหรงย่อมทราบดี...อีกประการ ข้าพเ้าไม่้าเป็เยี่ยงพี่เหม่ยเซียน ซึ่งให้ท่านทำนายโชคชะตาให้แต่กลับต้องเป็ฝ่ายตามเซ้าซี้ ให้ท่านบอกผลการทำนาย ถ้าข้าพเ้าต้องทำเช่นนั้นขอไม่รบกวนพี่ฝูหรงจะดีกว่า...”
ติงฝูหรงถึงกับนิ่งอึ้ง จนถ้อยคำไปอีกคน สภาพไม่ต่างจากพี่น้องตระกูลหลิน
“เราพี่น้องต้องขอตัวก่อน...” สองพี่น้องตระกูลซ่างกวน เดินจากไปแล้ว
สามสตรีหนึ่งบุรุษในโรงเตี๊ยม ต่างนิ่งงันหวนคิดถึงอดีตด้วยความรู้สึกแตกต่างกันออกไป...
เนิ่นนานติงฝูหรงค่อยฝืนยิ้ม กล่าวทำลายความเงียบขึ้นว่า
“หลังเหตุการณ์ ณ หมู่ตึกพันอักษร เจ็ดปีแล้วคนของตระกูลซ่างกวนไม่เคยเข้ามาในจงหยวนอีกเลย...”
หยางป๋อหูพึมพำกับตนเองเบา ๆ
“นัดหมายครั้งนี้ ไม่ว่าผู้ใดย่อมไม่อาจปฏิเสธได้จริง ๆ”
เสียงฝีเท้าของพี่น้องตระกูลซ่างกวนดังห่างออกไปทุกขณะ...
ในที่สุดพลันเงียบหายไปพร้อมหิมะซึ่งยังโปรยปราย ลงมาไม่ขาดสาย...