เซียนอมตะหวนคืน

    บทที่ 17 : หมู่บ้านซานเหอ

    หมู่บ้านซานเหอ
    ช่วงบ่ายของวัน ภายในมณฑลเจียงซี ทางทิศตระวันออก มีหมู่บ้านเล็กๆ แห่งหนึ่งอยู่
    หมู่บ้านแห่งนี้มีชื่อว่าหมู่บ้านซานเหอ เป็นหมู่บ้านที่ไม่ใหญ่มาก ชาวบ้านทุกบ้านเรือนประกอบอาชีพเกษตรกร ล่าสัตว์เพื่อหาเลี้ยงชีพ
    รถแท็กซี่คันหนึ่งได้ขับมาจอดที่ทางเข้าหมู่บ้านซานเหอ คนที่ลงมาจากรถแท็กซี่คนแรกเป็นชายหนุ่ม ใบหน้าหล่อเหลาอายุยี่สิบกว่าปี อยู่ในชุดลำลองที่เรียบง่าย ซึ่งเขาไม่ใช่ใครที่ไหน นอกจากหวังเฉิน
    คนที่ลงรถแท็กซี่ตามเขามาคือแม่ของเขาหยางชีหยู จากนั้นคนขับแท็กซี่ก็ลงมาช่วยถือกระเป๋าเดินทางออกจากหลังรถ จากนั้นเขาก็รับค่าจ้างแล้วขับรถจากไป
    “ที่นี่คือบ้านเกิดของแม่ หมู่บ้านซานเหอ” หยางชีหยูพูดด้วยรอยยิ้มแห่งการคิดถึง เธอไม่ได้กลับมานานมากแล้ว นับตั้งแต่ที่เธอแต่งงานกับหวังเฉิงเทียน
    หวังเฉินพยักหน้า ยิ้มเล็กน้อย “เป็นหมู่บ้านที่ดีครับแม่ อากาศบริสุทธิ์อย่างแท้จริง แตกต่างจากปักกิ่งอย่างสิ้นเชิง”
    สายตาของเขากวาดมองรอบๆ พบเห็นภูเขาหลายลูกในบริเวณใกล้เคียงกับหมู่บ้านซานเหอ
    “เข้าไปในหมู่บ้านกันเถอะ” หยางชีหยูพูด ก่อนจะก้าวเดินนำเข้าไป
    หวังเฉินพยักหน้าเป็นการตอบรับ ถือกระเป๋าเดินทางสองใบเดินตามเข้าไป
    ภายในหมู่บ้านซานเหอมีบ้านเรือนอยู่ทั้งหมดยี่สิบกว่าหลัง ไม่ได้มาก แต่อาจจะบอกว่าไม่น้อยได้เช่นเดียวกัน
    เมื่อเดินเข้ามาภายในหมู่บ้าน สิ่งแรกที่หวังเฉินสังเกตเห็นคือความสะอาด ตามทางที่เดินผ่านไม่มีเศษขยะอยู่เลย ดูท่าว่าคนที่นี่จะรักความสะอาดเป็นอย่างมาก
    เดินมาสักพักก็เห็นคนตามบ้านเรือนต่างๆ มองมาด้วยความสงสัยอยากรู้ ทันใดนั้นก็มีชายชราคนหนึ่งตัดสินใจเดินเข้ามาถาม “ไม่ทราบว่า พวกคุณทั้งสองคนมาหาใคร?”
    หยางชีหยูมองชายชราอยู่นาน สุดท้ายก็จำได้ว่าเป็นใคร เธอจึงพูดออกมาด้วยรอยยิ้ม “ปู่หวงใช่ไหมคะ?”
    “หือ? รู้จักชื่อฉันได้ยังไง เธอเป็นใคร?” ชายชราประหลาดใจในทันที เขาคิดไม่ถึงว่าหญิงวัยกลางคนผู้สวยงามจะรู้จักเขา
    “ฉันเองไงคะ เสี่ยวหยู”
    “เสี่ยวหยู?” ชายชรามีชื่อว่าหวงป๋อ เขาขมวดคิ้ว จ้องมองหยางชีหยู เห็นได้ชัดว่ากำลังนึกอยู่ว่าเสี่ยวหยูคือใคร ไม่นาน เขาก็นึกออก อดไม่ได้ที่จะพูดออกมาอย่างตกใจ “เธอคือเสี่ยวหยู ลูกของเหล่าหยางใช่ไหม?”
    หยางชีหยูยิ้มที่หวงป๋อจำเธอได้ “ใช่ค่ะ”
    “เฮ้อ พูดถึงเหล่าหยางกับพี่สะใภ้ นี่มันก็นานมากแล้วที่พวกเขาจากไป” หวงป๋อถอนหายใจ พ่อแม่ของหยางชีหยูจากไปตั้งแต่ยี่สิบปีก่อนแล้ว เป็นช่วงที่หยางชีหยูเข้าไปทำงานในตัวเมืองเจียงซีพอดี
    ได้ยินชายชราหวงป๋อพูดถึงเรื่องนี้ สีหน้าของหยางชีหยูก็เศร้าหมองลง ในช่วงเวลาที่สูญเสียพ่อแม่ไปด้วยอุบัติเหตุทางรถยนต์ เธอยังจำได้ดีว่าเธอเสียใจมากแค่ไหน
    “ไม่พูดเรื่องนี้แล้ว กลับมาเยี่ยมบ้านเก่าหรือ แล้วพ่อหนุ่มคนนี้คือ?” หวงป๋อเห็นสีหน้าของหยางชีหยูเศร้าลง เขาก็เปลี่ยนเรื่อง
    หยางชีหยูส่ายหน้าสลัดความเศร้าทิ้ง “ฉันจะกลับมาอยู่ที่นี่ค่ะ ส่วนนี่ลูกชายของฉันชื่อหวังเฉิน”
    “สวัสดีครับ” หวังเฉินทักทายอย่างมีมารยาท
    “สวัสดีๆ” หวงป๋อยิ้มๆ แต่รอยยิ้มก็ชะงักค้าง เมื่อหวนนึกถึงคำพูดแรกของหยางชีหยูที่บอกว่าจะกลับมาอยู่ที่นี่
    “มีอะไรเหรอครับ?” หวังเฉินแค่มองเห็นการเปลี่ยนแปลงทางสีหน้าของหวงป๋อ เขาก็รู้แล้วว่าอีกฝ่าย มีเรื่องที่ไม่สบายใจ
    หวงป๋อมองซ้ายมองขวา ก่อนลดเสียงพูดลง “ทางที่ดี ฉันแนะนำพวกเธอสองแม่ลูกว่าอย่าอยู่ที่หมู่บ้านนี้เลย”
    “ทำไมกันคะปู่หวง?” หยางชีหยูขมวดคิ้วถาม
    “หมู่บ้านซานเหอในปัจจุบันไม่เหมือนแต่ก่อนแล้ว มีแก๊งอันธพาลแก๊งหนึ่งมาเก็บค่าคุ้มครองทุกอาทิตย์ นอกจากนี้พวกมันยังพยายามฉุดเด็กสาวในหมู่บ้านไป ยังดีที่พวกชาวบ้านช่วยกันป้องกันพวกมันเอาไว้ได้” หวงป๋อพูด เขาแน่นอนว่าหวังดีต่อหยางชีหยูและหวังเฉิน
    “ตอนนี้พวกเด็กสาวถูกส่งไปฝากไว้ที่ในตัวเมืองกันหมด กลัวว่าพวกอันธพาลจะพยายามฉุดไปอีก”
    หยางชีหยูได้รับฟังเรื่องก็ตกใจ รีบพูดออกมาอย่างร้อนรน “ทำไมถึงเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นได้ แล้วทำไมไม่ไปแจ้งความ?”
    หวงป๋อสีหน้าหมองลงในทันควัน “ไม่ใช่ว่าพวกเราไม่คิดจะไปแจ้งความบอกพวกตำรวจมาจัดการพวกแก๊งอันธพาล แต่เป็นเพราะพี่ชายของหัวหน้าแก๊งอันธพาลเป็นสารวัตรของสถานีตำรวจเจียงซี ด้วยเหตุนี้ ถึงแจ้งไปก็เท่านั้น”
    หยางชีหยูมีใบหน้าที่มืดมนลง เธอไม่เคยคิดเลยว่าจะมีเรื่องแบบนี้ด้วย ถ้าเธอรู้เรื่องนี้ในตอนที่เป็นนายหญิงตระกูลหวังอยู่ เธอแน่นอนว่าจะติดต่อหาเส้นสายในวงการตำรวจมาจัดการให้
    แต่ในตอนนี้ น่าเสียดายที่เธอไม่ใช่นายหญิงของตระกูลหวังอีกต่อไปแล้ว จึงไม่สามารถที่จะทำได้
    หวังเฉินยืนรับฟังเงียบๆ แต่ว่าภายในใจก็ลอบตัดสินใจเอาไว้แล้วว่าแก๊งอันธพาลพวกนี้ เขาจะจัดการให้ เพราะถ้าไม่จัดการแม่ของเขาก็ไม่อาจที่จะใช้ชีวิตอย่างสงบสุขอยู่ที่หมู่บ้านซานเหอได้
    “เรื่องนี้ไม่ต้องพูดถึงแล้ว เสี่ยวหยู ปู่แนะนำให้หลานอย่าอยู่ในหมู่บ้านนี้เลย ไปหาที่อยู่อื่นที่ดีกว่านี้เถอะ” หวงป๋อถอนหายใจอีกครั้ง ก่อนที่จะแนะนำด้วยความหวังดี
    หยางชีหยูเงียบลงไปในทันทีที่ได้ยินเรื่องนี้ เธอไม่อาจที่จะตัดสินใจได้ในตอนนี้ เธอจึงพยักหน้ารับพร้อมกับพูดขอบคุณ “ขอบคุณปู่หวงที่เตือน แต่ฉันขอตัดสินใจหนึ่งถึงสองวัน ฉันอยากที่จะอยู่เยี่ยมสุสานของพ่อกับแม่ก่อน”
    หวงป๋อไม่ได้พูดอะไรอีก ส่ายหน้าไปมา ก่อนบอกลาเดินจากไป
    ชาวบ้านที่อยู่รอบๆ ไม่มีใครเข้ามาพูดคุยกับหยางชีหยูเพิ่ม เพราะเธอออกจากหมู่บ้านซานเหอมานานถึงยี่สิบกว่าปีแล้ว จึงไม่มีใครที่จะจำเธอได้
    หยางชีหยูพาหวังเฉินเดินไปตามเส้นทางของหมู่บ้าน สุดท้ายก็มาถึงท้ายหมู่บ้าน
    ท้ายหมู่บ้านมีบ้านที่เก่ามากหลังหนึ่งตั้งอยู่ เป็นบ้านไม้ชั้นเดียว ขนาดไม่ใหญ่มาก บริเวณหน้าบ้านเต็มไปด้วยเถาวัลย์ไม้และพวกพีชหญ้าขึ้นเต็มไปหมด ตัวบ้านยังเต็มไปด้วยฝุ่นและหยากไย่ แค่มองดูก็รู้แล้วว่าบ้านหลังนี้ ไม่มีคนใช้งานมานานแค่ไหนแล้ว
    “บ้านหลังนี้เป็นบ้านที่ตากับยายของลูกสร้างด้วยกัน แม่อาศัยอยู่ที่นี่ในตอนเด็กจนถึงอายุยี่สิบกว่าปี” หยางชีหยู่พูดด้วยความคิดถึงคำนึงหา
    ภาพในวันวานที่เป็นเพียงเด็กหญิงตัวเล็กได้หวนมา พ่อและแม่ของเธอรักและเอาใจใส่เธอมาก เนื่องจากเธอเป็นลูกสาวเพียงคนเดียวของพวกท่าน หางตาของหยางชีหยูอดรื่นชื่นขึ้นมาไม่ได้
    “พ่อ แม่ หนูกลับมาแล้ว” หยางชีหยูพูดราวกับพึมพำกับตัวเอง
    หวังเฉินยืนเงียบๆ ที่ด้านหลังแม่ของเขา ไม่ได้เอ่ยปากรบกวนช่วงเวลาที่แม่กำลังคิดถึงอดีต เขามองสำรวจรอบด้าน พบว่ามีเส้นทางให้ไปต่อจนถึงภูเขาด้านหลัง
    ‘ใช้ภูเขาลูกนี้เป็นสถานที่ฝึกตนก็ไม่เลว’ เขาคิดในใจ ลอบตัดสินใจเอาไว้แล้วว่าจะใช้ภูเขาด้านหลังบ้านเป็นสถานที่ฝึกตน เพื่อให้ตัวเขาได้แข็งแกร่งขึ้นอย่างก้าวกระโดด
    “ทำความสะอาดบ้านกันก่อนเถอะ” หยางชีหยูระงับอารมณ์ของตัวเองไว้ ก่อนพูดเสียงสดใส
    จบบทที่ 17