บทที่ 22
เรียนรู้พลังใหม่
หลายวันหลังจากนั้น ผู้นำของเหล่านักบวชแห่งลัทธิเกษตรกรรมและผืนป่า ทำการผันตัวเองเป็อาจารย์พิเศษคอยสั่งสอนวิธีใช้พลังที่เป็พรจากเทพทั้งสองที่พวกเขานับถือ คิทจึงได้เรียนรู้เกี่ยวกับพลังพิเศษที่เหล่านักบวชมี จนมุมมองเื่การใช้พลังเหนือธรรมชาติเปลี่ยนไปจากเดิมมาก
พลังพิเศษบนโลกใบนี้มีหลากหลายรูปแบบ คิทจึงต้องแยกประเภทพวกมันออกเป็สองหมวดใหญ่ แบบแรกเป็การใช้พลังผ่านพิธีกรรม ไม่ว่าจะเป็การสื่อสารกับสิ่งต่าง ๆ หรือใช้คำร่ายที่สืบทอดกันมาโดยใช้สิ่งแลกเปลี่ยนเพื่อตอบแทนกับพลังที่ได้รับ ส่วนแบบที่สองนั้นเป็การใช้พลังผ่านความเคยชินและความรู้สึก
พลังทั้งสองแบบ มีขีดจำกัดเป็มานาในร่างกายของแต่ละคน มันเป็ราคาที่ต้องจ่ายเพื่อให้ได้พลังเหนืุ์มาใช้งาน
เ้าหนูที่มีพลังพิเศษยังไม่เปิดเผยให้ผู้ใดทราบจึงตกอยู่ในผู้ใช้พลังประเภทที่สอง จมูกที่ดียิ่งกว่าสุนัขของเขาเป็สิ่งที่เกิดจากความเคยชินสั่งสมผ่านประสบการณ์ในฝันอันยาวนาน เป็ความรู้สึกที่เขาต้องฝึกฝนเพื่อให้ใช้งานมันได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่กระนั้น พรของเขาที่ได้จากเทพทั้งสาม น่าจะเป็แบบแรกที่ต้องมีของถวายแลกเปลี่ยน
คิทจึงได้แต่สับสนอยู่สักพักว่าตนเองตกอยู่ในประเภทไหนกันแน่ แต่ไม่นานนักเขาก็พุ่งความคิดมาที่จมูกหมีของตนเอง
แม้จะไม่เข้าใจว่าโครงสร้างของร่างกายตนเองเปลี่ยนแปลงไปหรือเปล่า แต่ก็มีคนอีกมากมายก็มีพลังเช่นเดียวกันนี้ ไม่ว่าจะเป็นักรบที่มีโสตประสาทดีเยี่ยมจนได้ยินแม้กระทั่งเข็มตกลงบนพื้น หรือนักล่าที่มีสายตาเฉียบคมยิงศรล่าสัตว์ได้ไม่เคยพลาดเป้าแม้เพียงครั้ง
เ้าน้องชายอีธาน คงมีพลังแบบนี้เช่นกัน
พรที่ได้รับจากเทพทั้งสาม ยังคงเป็ปริศนาว่าพวกมันจะทำประโยชน์อะไรได้บ้าง อีกประมาณสองถึงสามปีกว่าพลังของคิทจะตื่นเต็มตัว แมทธิวและจาคอบจึงอธิบายการใช้พรแบบง่ายให้เขาได้ทดลองดูก่อน
“การใช้งานบทคำร่าย ค่อนข้างยุ่งยากและซับซ้อน แถมยังกินมานามากเกินไปสำหรับเด็กอย่างเ้า เมื่อถึงเวลาก็เดินทางไปที่โบสถ์ของพวกเราเพื่อเรียนรู้เพิ่มเติมได้...”
“ตอนนี้ทดลองใช้พรที่ท่านฟอริสประทานให้ดูก่อน...” แมทธิวยื่นต้นหญ้าที่มีดอกตูมมาให้ “ถือนี่ไว้ แล้วลองนึกถึงกลิ่นอายของผืนป่า นึกถึงทุ่งดอกไม้เบ่งบาน นึกถึงดอกหญ้าที่บ้านสะพรั่งพวกนี้...”
“ตั้งสมาธิให้มั่น แล้วพยายามััมานาให้ได้”
คิททำอย่างที่แมทธิวและจาคอบบอก เด็กน้อยเดินไปยืนกลางลานกว้างหน้าโบสถ์ที่มีแสงแดดตอนเช้าอ่อน ๆ จมูกสูดอากาศสดชื่นของผืนป่าและดอกไม้ จากนั้นดวงตาก็ปิดลง มือทั้งสองยังคงกุมต้นหญ้าอันแห้งเหี่ยว ภาพจินตนาการย้อนกลับไปยังอดีต ตอนที่เขาเป็ลูกหมีในป่าใหญ่ ที่เพิ่งเคยเจอดอกไม้เต็มท้องทุ่งเป็ครั้งแรก
(ตอนนี้แม่หมีตัวนั้นจะเป็อย่างไรบ้างนะ อาจจะตายไปแล้วหรือว่ายังอยู่? หมีมีอายุยืนขนาดไหนกันนะ...)
(ไม่ ๆ ตั้งสมาธิสิคิท อย่างนั้น หายใจเข้าหายใจออก โอเค... อย่าว่อกแว่ก ััมานาให้ได้... เอ่อ แล้วมานามันคืออะไรวะ?) เ้าหนูยังมีสมาธิหลุดอีกหลายครั้งเพราะคิดไม่ออกว่า มานา คืออะไรกันแน่ ใช่ขวดสีฟ้า ๆ ที่เคยเห็นในเกมรึเปล่า แล้วทำไมมันต้องเป็สีฟ้า รสชาติของมันเป็อย่างไร อร่อยไหมนะ? ... แล้วไอ้เครื่องดื่มสีรุ้งที่ท่านฟอริสรินใส่ถ้วยให้กิน จะทำให้เขามีมานาเพิ่มขึ้นหรือเปล่า ในนั้นมีเฉดสีฟ้าปนอยู่เสียด้วย
กว่าสมาธิที่แท้จริงจะกลับมาสู่จิตใจอันแสนว้าวุ่นของเด็กน้อยได้ เขาก็ใช้เวลายืนเฉยกลางแสงแดดเกือบสิบนาที ขณะที่แมทธิวเริ่มถอดใจเพราะไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น คิทก็เข้าสู่ภวังค์แห่งสมาธิได้พอดิบพอดี มานาในอากาศเริ่มหมุนวนและขยับเขยื้อนเล็กน้อยเหมือนรับรู้ว่ากำลังมีผู้ที่เรียกร้อง้าพวกมัน กระแสพลังอันอ่อนโยนจึงค่อย ๆ ไหลซึมสู่ร่างของเขา ความรู้สึกอุ่นวาบเกิดขึ้นทั่วร่างก่อนจะเปลี่ยนเป็เย็นสดชื่นพร้อมให้ความรู้สึกมั่นคง
บาทหลวงสูงวัยจึงยิ้มยินดีเมื่อมานาโดยรอบมีการเปลี่ยนแปลง ทว่า... เสียงบอกให้หยุดของเขาไปไม่ถึงโสตประสาทของผู้เข้าสมาธิแม้แต่น้อย
(ต้นหญ้าน้อย ฟื้นชีวิตอีกครั้งเถอะนะ...)
หลังท่องความในใจซ้ำ ๆ หลายครั้ง กระแสพลังอบอุ่นในร่างกายของคิทก็เริ่มขับเคลื่อนผ่านส่วนต่าง ๆ มายังฝ่ามือ ทันทีที่ความอุ่นวาบเกิดขึ้น เขาก็รับรู้ได้ว่าคำขอสำเร็จแล้ว ต้นหญ้าน้อยเปลี่ยนสภาพเป็เขียวชอุ่มมีชีวิตชีวา ตุ่มช่อดอกเล็ก ๆ เริ่มผลิบาน
หนุ่มน้อยยิ้มร่าในความสำเร็จ ก่อนจะหันมาหาอาจารย์สองคนที่ยืนคอยอยู่ข้างหลัง บาทหลวงทั้งสองยืนมองด้วยความตื่นตะลึงก่อนจะรีบปรี่เข้ามาหาเพื่อซักถามว่าเขาเป็อะไรหรือเปล่า คิทได้แต่มองตอบอย่างงุนงง แล้วเริ่มสังเกตพื้นที่โดยรอบ
แปลงสมุนไพรหน้าโบสถ์ใหญ่ เปลี่ยนสภาพเป็ดงหญ้าขึ้นเบียดกันจนแน่นขนัด คิทมองต้นหญ้าน้อยใหญ่ที่ขึ้นแซมจนไม่มีที่ว่างด้วยอาการใ ก่อนจะรู้สึกว่าตัวเองเริ่มหวิว ๆ เพราะความอ่อนเพลีย
(เวรกรรมเอ๊ย... ข้าไม่ได้อยากมานั่งถอนหญ้าพวกนี้ จนหลังขดหลังแข็ง...หรอก...นะ...)
หนึ่งวันหลังจากนั้น เด็ก ๆ ทุกคนจึงมีกิจกรรมถอนหญ้าให้ทำตลอดทั้งวัน พวกเขาได้แต่กลั้นขำขณะฟังเสียงบ่นของพี่สามขณะนั่งถอนหญ้าตลอดเวลา โชคดีที่กิจกรรมทำความสะอาดโบสถ์ครั้งนี้ ถูกเผื่อแผ่ไปถึงกำแพงรอบนอกที่เคยมีฉนวนกันความหนาวเย็นตั้งอยู่ด้วย บริเวณโดยรอบจึงสะอาดสะอ้านน่าดูอีกครั้ง
หลังจากอากาศอุ่นสบายมากกว่าเดิมแล้ว กองหญ้าแห้งรอบโบสถ์ก็เริ่มส่งกลิ่นเพราะเกิดการหมักหมมจากน้ำฝนและอากาศชื้นตกค้างของฤดูใบไม้ผลิจนกลายเป็เหมือนปุ๋ยหมัก ผลพวงดังกล่าวจึงสร้างประโยชน์มากมายให้กับฟาร์มขนาดเล็กที่อยู่ข้างเคียง ร่องดินระหว่างแปลงมันหวานและต้นไม้ชนิดอื่นจึงได้รับปุ๋ยฟางหมักเต็มพิกัด
เนื่องจากคิทไม่ใช่ผู้เดียวที่กำลังฝึกใช้พลังพิเศษ การใช้พลังเกี่ยวกับป่าไม้และการเพาะปลูกจึงเกิดขึ้นทุกวัน ไม่นานหลังจากนั้นเด็กทุกคนก็เริ่มจับจุดได้ ทำให้พืชที่เพาะปลูกเอาไว้เจริญเติบโตมากกว่าปกติ แปลงปลูกที่เคยคิดว่าใหญ่โตจนคนเพียงสิบหกคนไม่สามารถทำได้ กลับประสบความสำเร็จในเวลารวดเร็วอย่างไม่น่าเชื่อ
พวกเขายิ่งตื่นตะลึงเมื่อทราบว่า ผลผลิตจะเก็บได้เร็วกว่าเดิมถึงสองเท่า การปลูกพืชในแต่ละรอบที่สั้นลงทำให้ผลผลิตในแต่ละปีมีมหาศาล
(มิน่า...ที่ดินปลูกธัญพืชในหมู่บ้านถึงเล็กนัก แต่กลับผลิตอาหารได้มากมายถึงขั้นเผื่อแผ่มายังโบสถ์ด้วย...)
(แต่ทำไมถึงยังมีคนตายเพราะขาดอาหารอีกนะ น่าสงสัยจริง ๆ)
ประเด็นในใจของคิทถูกถามออกไป ฟาเธอร์จาคอบจึงตอบให้เขาได้กระจ่าง
“แม้จะมีที่ดินทำกิน และผลผลิตเพียงพอเพราะพรของท่านแลนด์บรูห์ แต่พวกเราก็ยังเจอกับโรคภัยอีกมากมายนัก...”
“มีทั้งคำสาปที่เป็ข่าวลือว่าเล็ดลอดออกมาจากลัทธิอีนอส และอาการป่วยไข้ไม่ทราบสาเหตุ” แจ็คสันเดินเข้ามาร่วมวงด้วย เพราะภาระการรักษาเ่าั้เป็ของลัทธิไวท์วิงส์ “เ้าคงยังไม่เคยเห็นกระมัง คำสาปเืที่แสนทรมาน ซึ่งทำให้คนที่ได้รับตัวซีดลงเรื่อย ๆ จนกว่าจะตาย”
ลัทธิของเทพนามอีนอส มักเกี่ยวข้องกับความตาย โรคภัยไข้เจ็บและหายนะต่าง ๆ แม้จะดูเป็ปัญหา แต่ก็ยังมีคนกราบไหว้เพื่อขอความกรุณาจากเทพองค์นี้อยู่ดี
คิทนึกสิ่งที่ฟาเธอร์แจคสันพูดจนเริ่มรู้สึกขนลุก โลกแฟนตาซีแห่งนี้มีเื่เหลือเชื่อน่าตื่นเต้นมากมายก็จริง แต่บางครั้งเขาก็ลืมตัวตนของคนที่ใช้ชีวิตอยู่กับความเ็ปอีกมากมายนัก คงมีแค่การเตรียมความพร้อมและใช้สติดำเนินชีวิตเท่านั้น ที่จะทำให้เขาอยู่รอด
ดังนั้นเด็กหนุ่มจึงยืนมองที่ว่างเปล่านอกเขตโบสถ์เรดวู้ดที่ยังเต็มไปด้วยก้อนหินน้อยใหญ่และตอไม้ผุพัง ที่ราบสูงเชิงเขาแห่งนี้ยังเหลืออีกมากมายนัก พวกเขาน่าจะใช้ประโยชน์จากมันได้มากกว่านี้ ความพร้อมที่เขาพอจะเตรียมรับมือกับสถานการณ์วิกฤติได้ คือ การเพาะปลูกอาหารมีประโยชน์ และทำของอร่อยให้ทุกคนได้ลิ้มลอง
ทว่าการขยายพื้นที่ทำกิน ไม่ใช่สิ่งที่สามารถทำได้โดยไม่ขออนุญาต
พื้นที่ติดชายป่าต้องห้ามอย่างเรดวู้ด จะถูกได้ก็ต่อเมื่อโบสถ์แห่งเทพีฟอริสอนุญาต นอกจากนี้พวกเขายังต้องมีเอกสารสำคัญที่ได้จากการส่งเื่ไปที่สำนักงานของเมืองใหญ่ในอาณาจักร ดินแดนยิ่งใหญ่แห่งนี้ ล้วนมีผู้ปกครองคอยคุมความเรียบร้อยและความสงบเพื่อให้ทุกชีวิตอยู่อาศัยได้อย่างราบรื่น จึงมีกฎสำคัญหลายอย่างตราเอาไว้เพื่อป้องกันเื่ยุ่งยากในภายหลัง
โชคดีที่หัวหน้านักบวชอย่างแมทธิว สามารถออกเอกสารอนุญาตได้ด้วยตนเอง คำขอของเ้าหนูที่เคยสนทนากับทวยเทพ ไม่ใช่เื่วุ่นวายอะไร ตัวเขาไม่อาจขัดขวางความคิดและวางกรอบปิดกั้นการเติบโตของเด็กคนนี้ ดังนั้นเอกสารอนุญาตจากโบสถ์แห่งฟอริสจึงถูกนำไปส่งถึงมือหัวหน้าหมู่บ้านอย่างมิสเตอร์โจนาธานด้วยความรวดเร็วยิ่ง
ที่กว้างสุดแนวชายป่าหลังโบสถ์จากทิศตะวันออกจรดทิศตะวันตกจึงตกเป็กรรมสิทธิ์ของโบสถ์เรดวู้ดถูกต้องตามกฎหมาย อย่างไม่เป็ทางการ...?
พวกเขาสามารถปรับปรุงพื้นที่ล่วงหน้าเพื่อรอเอกสารอย่างเป็ทางการจากอาณาจักรได้ทันที และหากเอกสารมาช้าเกินกว่าสองสัปดาห์ พวกเขาก็สามารถลงมือเพาะปลูกโดยไม่จำเป็ต้องรอเอกสารแต่อย่างใด มันเป็กฎที่วางเอาไว้เนื่องจากคำนึงถึงปากท้องของประชากรเป็หลัก
ยุคนี้ยังไม่มีผู้ใดมีสิทธิ์ได้ที่ดินเป็ของตัวเอง ทุกอย่างตกอยู่ในอำนาจของลอร์ดในท้องถิ่น ที่สามารถจะบริหารจัดการได้ตามใจ การบุกเบิกพื้นที่ใหม่ ไม่เพียงแต่จะสร้างจำนวนผลผลิตให้มากขึ้น แต่ยังส่งประโยชน์แก่ส่วนรวมด้วย ทางโบสถ์เรดวู้ดจึงไม่มีความจำเป็ต้องจ่ายค่าดำเนินการ
ที่ดินอีกสิบเอเคอร์ จึงอยู่ภายใต้ความดูแลของลัทธิไวท์วิงส์ ฟอริสและแลนด์บรูห์ไปโดยปริยาย เพราะเหตุผลสำคัญบางอย่าง
แม้จะยังไม่เข้าใจกฎยุ่งยากของอาณาจักรเซริส แต่คิทก็อยากทำอะไรให้ถูกต้องตามกฎที่ผู้มีอำนาจเ่าั้วางเอาไว้ ในใจยังเห็นช่องว่างของกฎหมายอีกมากมาย ที่ทำให้คนมีอำนาจทั้งหลายสามารถหาเส้นทางสร้างผลประโยชน์เข้ากระเป๋าตนเอง
ถ้าหากพวกเขาทำสวนจนใหญ่โตรุ่งเรือง อาจมีเศรษฐีเงินหนาเอาทรัพย์สินฟาดหัวเ้าหน้าที่เพื่อยึดฟาร์มขนาดใหญ่เป็ของตนเอง หรือ ถ้าลอร์ดแห่งรัสเซลอ้างวิกฤตอาหารสักอย่างขึ้นมา พวกเขาสามารถยึดที่ดินและผลผลิตทั้งหมดกลับไปโดยใช้เพียงแค่คำพูดเท่านั้น เด็กน้อยจึงให้สองซิสเตอร์หยิบยืมอำนาจของศาสนามาเป็คานงัดอำนาจที่คนพวกนั้นมี
อำนาจของศาสนจักรย่อมมั่นคงและไม่อาจโดนล้มล้างโดยง่าย แม้ภายในจะยังมีตัวเน่าหนอนปะปนอยู่บ้าง แต่พวกเขาก็ไม่อาจทำตัวน่ารังเกียจจนทำลายศรัทธาของประชาชน
เป็เช่นนี้ก็ดี... ไม่ต้องทรัพย์สินให้วุ่นวาย หากพื้นที่อยู่ใต้อำนาจของลัทธิของเทพทั้งสาม คงไม่มีไอ้โง่คนไหนเข้ามาก้าวก่ายที่ทำกินของเด็ก ๆ อีก
การเก็บกวาดแผ้วถางที่ดินให้เหมาะกับการเพาะปลูกจึงเกิดขึ้นหลังจากนั้น
คิทได้ทดลองใช้พรที่ได้จากท่านไกเอลด้วยตนเองหลายครั้งเนื่องจากไม่มีคนสอนหรือคอยถ่ายทอดวิธีใช้พลังจากแผ่นดิน
แต่สิ่งแรกที่เขาทำได้ เป็เพียงการขยับกรวดก้อนเล็ก ขนาดเพียงแค่ปลายนิ้วก้อย...
เ้าตัวจึงได้แต่กลอกตาขณะนึกถึงใบหน้าของท่านไกเอลผู้ไร้อารมณ์ มือไม้คันยุบยิบอย่างไม่เคยเป็มาก่อน