โดยที่ระดับพลังในดินแดนทรินิตี้เซเว่นจะถูกแบ่งออกหลักๆเป็ 10 ขั้นใหญ่
และในแต่ละขั้นนั้นยังมีการแบ่งระดับย่อยภายในออกเป็สี่ลำดับ ได้แก่ ระดับแรก ระดับกลาง ระดับสูง และระดับสูงสุด
ซึ่งรูปแบบการแบ่งระดับพลังนี้ได้กลายเป็มาตรฐานของผู้วิวัฒน์ทุกสาย ไม่ว่าจะเป็ผู้ใช้กำลังภายในหรือจอมเวทย์ และมันยังเป็เครื่องบ่งชี้สถานะและอำนาจของแต่ละบุคคล ในสังคมของดินแดนใหม่ที่แข็งแกร่งเหนือกว่าทุกสิ่งบนโลกเก่าที่มนุษย์เคยรู้จัก
ขณะเดียวกัน อาณาจักรต้นกำเนิดแห่งเผ่าพันธุ์ที่มนุษย์ได้ มันก็มีการแบ่งแยกอย่างชัดเจนตามศักยภาพของมัน ซึ่งเปรียบเสมือนกับพื้นฐานทางกรรมพันธุ์ใหม่ที่ถูกผสานรวมกับสติและจิติญญา
โดยเริ่มจากศักยภาพระดับแรกเริ่ม ศักยภาพระดับกลาง ศักยภาพระดับสูง ศักยภาพระดับาา ศักยภาพระดับจักรพรรดิ ศักยภาพระดับศักดิ์สิทธิ์ และศักยภาพระดับเทพเ้า จุดสูงสุดของศักยภาพที่มนุษย์สามารถััได้
เส้นทางของผู้วิวัฒน์ในดินแดนทรินิตี้เซเว่นจึงมิได้เป็เพียงเส้นทางสายเดียว หากมันแตกแขนงออกเป็หกรูปแบบหลักที่ชี้ชะตาและวิถีของแต่ละผู้คน ในสามเส้นทางแรกนั้นคือวิถียุทธ์แห่งการสังหาร วิถียุทธ์แห่งนักฆ่า และวิถียุทธ์แห่งดวงดารา
วิถีทั้งสามนี้คือเส้นทางของผู้ใช้กำลังภายในอันบริสุทธิ์ ซึ่งได้รับการยอมรับว่ามีประสิทธิภาพรุนแรงที่สุดในระยะประชิด
วิถียุทธ์แห่งการสังหารคือเส้นทางของผู้ที่อาศัยเพียงความแข็งแกร่งของร่างกายและจิตใจ ผสานกับเจตจำนงแห่งาเพื่อล้มศัตรูในพริบตา พวกเขาเปรียบเสมือนดาบที่ไร้ฝัก ฟันลงมาเมื่อจิตััสั่งการโดยไม่จำเป็ต้องคิด
วิถียุทธ์แห่งนักฆ่าคือสายที่อาศัยความเร็ว การลอบเร้น และการโจมตีจุดตายโดยไร้เสียง พวกเขามีท่วงท่าที่ลื่นไหลเยี่ยงเงา สามารถแฝงกายอยู่ในความมืดและเคลื่อนผ่านสนามรบโดยไร้ใครััได้แม้แต่เศษหนึ่งของเส้นผม
วิถียุทธ์แห่งดวงดาราคือสายที่ยึดถือเจตจำนงของท้องฟ้าและดวงดาว
อาศัยจังหวะ จังหวะก้าว การหายใจ และการเคลื่อนไหวตามวงจรจักรวาลเพื่อเสริมพลังทุกกระบวนท่า ร่างกายของพวกเขาจะกลายเป็ศูนย์กลางของแรงโน้มถ่วงแห่งชัยชนะ เป็ศิลป์แห่งการต่อสู้ที่ก้าวข้ามขอบเขตของการประมือ
ขณะที่สามเส้นทางหลังคือโลกอีกด้านหนึ่งของวิถีแห่งผู้วิวัฒน์
นั่นคือโลกของจอมเวทย์
พวกเขาไม่ได้ใช้กำปั้นหรือดาบเป็หลัก หากแต่ใช้พลังจิติญญาและเวทมนตร์เป็เครื่องมือในการปลดปล่อยหายนะ พวกเขาถูกแบ่งออกเป็จอมเวทย์แห่งการลงทัณฑ์ จอมเวทย์แห่งิญญา และจอมเวทย์ประกายแสงเรืองรอง
จอมเวทย์แห่งการลงทัณฑ์คือผู้ควบคุมพลังแห่งการทำลายล้าง เจตจำนงของพวกเขาเปรียบเสมือนคำพิพากษาจากเบื้องบน เวทของพวกเขาคือเปลวเพลิงแห่งนรก พายุสายฟ้า หรือคลื่นพลังที่แผดเผาทุกสรรพสิ่ง
จอมเวทย์แห่งิญญาคือผู้เชื่อมโยงระหว่างมิติเข้มแข็งกับจิตแห่งสิ่งมีชีวิต พวกเขาสามารถควบคุมจิตของศัตรู ปลดปล่อยิญญาอสูร หรือแม้กระทั่งคืนชีพให้แก่ร่างที่ตายไปแล้วเพื่อกลายเป็เครื่องมือแห่งา
จอมเวทย์ประกายแสงเรืองรองคือเส้นทางของความสมดุล พวกเขาควบคุมพลังแห่งธรรมชาติ ฟื้นคืนอาการาเ็ เวทมนตร์ของพวกเขาไม่จำกัดเฉพาะธาตุ แต่ก่อรูปจากเจตจำนงของตนเองเช่นเดียวกับคำบัญชาแห่งโลก
วิถีของพวกเขานั้นลุ่มลึกยิ่งกว่าทะเลลึก หากแม้จะยากต่อการฝึกฝน แต่ผู้ที่สามารถก้าวผ่านขอบเขตของจอมเวทย์ประกายแสงได้ จะกลายเป็ผู้แข็งแกร่งที่มีชีวิตในคราบมนุษย์ ผู้ที่สามารถพลิกผันาระหว่างเผ่าพันธุ์ได้ในทันที
ดังนั้นไม่ว่าผู้ใดจะเลือกเส้นทางใด วิถีแห่งผู้วิวัฒน์ในทรินิตี้เซเว่นก็ล้วนแต่นำไปสู่ขอบเขตที่ไม่มีวันสิ้นสุด และเป็เส้นทางที่สะท้อนความฝันและความบ้าคลั่งของสิ่งมีชีวิตสายพันธุ์ที่เคยอ่อนแอที่สุดในจักรวาล
จนบัดนี้ได้กลายมาเป็หนึ่งในผู้แย่งชิงความเป็เ้าแห่งยุคสมัยศักดิ์สิทธิ์อย่างแท้จริง
กระทั่งในยุคสมัยศักดิ์สิทธิ์ที่ 3,000 ซึ่งเป็ยุคกลางแห่งการเรืองรองของเผ่าพันธุ์มนุษย์ในดินแดนทรินิตี้เซเว่น ประกายแสงแห่งความเจริญรุ่งเรืองได้แผ่ไพศาลออกไปทั่วทั้งทวีป ผู้วิวัฒน์มากมายได้ถือกำเนิดขึ้นพร้อมกับพลังอันแตกต่าง
บ้างก็กลายเป็มหาจักรพรรดิแห่งพลังยุทธ์ บ้างก็สถาปนาอาณาจักรเวทมนตร์ขึ้นมาเป็ศูนย์กลางของการขยายอิทธิพล
ทว่าใน่เวลาอันสงบนั้นเอง กลับมีการถือกำเนิดของตัวตนหนึ่งที่ไม่มีใครคาดคิดมาก่อน
ฮาฟเอลฟ์ผู้หนึ่ง ผู้ที่มีสายเืเอลฟ์อันสูงส่งครึ่งหนึ่งจากพ่อซึ่งเป็นักบรรเลงเวทแห่งป่าศักดิ์สิทธิ์ และสายเืมนุษย์อีกครึ่งหนึ่งจากมารดาผู้เป็วิถียุทธ์แห่งเส้นทางการสังหาร
ตัวตนของเขามีนามว่าโอดิน ตัวตนที่แตกต่างไปจากผู้วิวัฒน์ทั่วไปั้แ่แรกเกิด เส้นผมของเขามีสีขาวทองสว่างที่ระยิบระยับราวกับประกายดาว ดวงตาทอแสงอำพันอันลึกล้ำประหนึ่งแฝงเร้นดวงจิตของผู้เฝ้ามองทุกกาลเวลา
พลังของเขาเติบโตอย่างก้าวะโ และใช้เวลาเพียงแค่สามพันปีในการไต่เต้าจากผู้วิวัฒน์ระดับแรกเริ่ม จนกลายเป็หนึ่งในผู้แข็งแกร่งที่สุดในประวัติศาสตร์ของเผ่าพันธุ์มนุษย์
พร์ของโอดินนั้นอยู่ในระดับที่เรียกได้ว่าไร้คู่เปรียบ ทั้งเวทมนตร์ การควบคุมธาตุและการบ่มเพาะพลังจิติญญา เขาล้วนบรรลุถึงจุดสูงสุดได้อย่างง่ายดาย อาณาจักรต้นกำเนิดของเขาเริ่มวิวัฒน์ออกจากขอบเขตของอาณาจักรต้นกำเนิดทั่วไป
และกลายเป็สิ่งที่นักปราชญ์แห่งยุคเรียกกันว่าผู้อยู่เหนือวิวัฒนาการ
ขณะที่โอดินก็เริ่มเชื่อมั่นในสิ่งหนึ่งว่ามนุษย์จะต้องไม่ใช่ผู้ตามตลอดไป ความฝันของเขาไม่ใช่เพียงการบรรลุพลัง แต่คือการกอบกู้ศักดิ์ศรีและสร้างความเหนือกว่าของเผ่าพันธุ์มนุษย์ขึ้นในดินแดนที่เต็มไปด้วยสิ่งมีชีวิตระดับตำนานอยู่มากมาย
ทว่าเส้นทางที่เขาเลือกนั้นไม่ได้หยุดอยู่เพียงแค่การฝึกฝนตนเอง เขาเริ่มทำการศึกษาอาณาจักรต้นกำเนิดของเผ่าพันธุ์อื่นๆ โดยการเข้าสู่เส้นทางของการแย่งชิงและทำลายล้าง อาณาจักรต้นกำเนิดของผู้แข็งแกร่งหลายเผ่าพันธุ์ถูกโอดินรุกรานและยึดครอง
เขาใช้พลังของตนทะลวงเข้าไปในมิติภายในของอีกฝ่าย ขโมยความเข้าใจ พลังเวท และเจตจำนงโดยตรงเข้าสู่อาณาจักรของตนเอง บางเผ่าพันธุ์ถึงกับสิ้นเผ่าพันธุ์ ถูกรื้อถอนจนพินาศ บ้างก็สูญเสียพลังสูงสุดกลายเป็เผ่าที่ไร้ความสามารถ
ด้วยการกระทำของเขา โอดินถูกเรียกในหลายชื่อที่แฝงไปด้วยความหวาดกลัวและเคารพ บางคนเรียกเขาว่าจักรพรรดิหมื่นเผ่าพันธุ์ บางคนก็เรียกเขาว่าเป็จอมทำลายล้างแห่งหายนะ เพราะทุกที่ที่ชายคนนี้เหยียบย่างลงไป ล้วนมีแต่ความพินาศย่อยยับ
ทว่าแม้เจตนารมณ์ของโอดินจะเป็ไปเพื่อให้มนุษย์กลายเป็ผู้แข็งแกร่งที่สุดในดินแดนทรินิตี้เซเว่น
แต่แนวทางที่เขาใช้กลับขัดต่อหลักศีลธรรมที่เผ่าพันธุ์ทั้งหลายยึดถือไว้เป็รากฐาน พันธมิตรของเผ่าโบราณ สิ่งมีชีวิตระดับตำนาน และเหล่าผู้คุมกฎที่อยู่ในทรินิตี้เซเว่นต่างเริ่มรู้สึกถึงภัยคุกคามที่จะมาถึง
พวกเขาต่างเชื่อว่าหากปล่อยให้โอดินดำเนินการต่อไป อาณาจักรของเผ่าพันธุ์ทั้งหลายจะไม่มีวันมีความสมดุลอีกต่อไป
และการล่มสลายของระเบียบศักดิ์สิทธิ์ที่ถูกสืบทอดกันมาเป็หมื่นปีจะเกิดขึ้นอย่างแน่นอน