ฝุ่นฟุ้งกระจายตามทางเดิน ล้อเกวียนเส้นถนนที่คดเคี้ยว
เผชิญสภาพดินฟ้าอากาศอันแปรปรวน ย่อมเหนื่อยล้าธรรมดา
“ฮิไว ๆ แหน่สู!”
กระตุ้นเร่งจากนายกุลาอนันต์ หัวหน้าขบวน
ทุกปีจะมีการขนเกลือส่งส่วยถึงเ้านายคุ้มกะลาหัว
โดยบรรดาลูกน้อง ต่างสรรหาประเคนด่านเทือกเขาดงพญา
แลข้ามสัญจรจึงรู้กันดี แต่นั่นคือสิ่งบังหน้าทั้งหมด
“อีกบ่โดน กะฮอดม่องเซา”
ขจรคนขับเกรียนบอกกับบักสองคน สมุนนั่งท้าย
“ใกล้สิฮอดละเบ่อ น้าจร”
สำเนียงพวนของลายสือถาม อาศัยว่าเริ่มคุ้นเคยกันั้แ่เดินทางมาร่วมหลายวัน
“ตัดโคกอีเลิ้ง ลงไปกะแม่น”
ขจรเข้าร่วมขบวนทัพเกวียนขนเกลือ เมื่อหลายปีก่อนชี้ทางแจ้งแก่กัน
“กูว่าเฮาลงญ่างบ่”
สะกิดชวนลงลงเดินหลังจากนั่งจนก้นด้าน
คำพูดรอยถึงหูผู้บังคับเชือกคานเกวียน
“สูอย่าหาเฮ็ดเด้อ”ถูกขจรร้องห้าม
ด้านบักแปทนไม่ไหว“ผู้ข้า ปวดเยี่ยว”
มันไม่ฟังความ ะโลงเท้าแตะพื้นเดินมุดเข้าพุงข้างทาง
“เดี๋ยว ๆ ถ่าแหน่”ลายสือวิ่งตามหลัง
หัวแถวรีบร้อน ขจรเลยะโกำชับ
“จังซั่น! อย่ามัวโอ้อ่าวเด้อสู”ก่อนกระตุกเชือกวัวให้ขยับเคลื่อนตาม
“แนวกินน้ำหลาย อุบาดอุบาย”
บักแปพูดบ่นขณะปลดสายผูกกางเกง ยืนข้างสหายปล่อยระบายรดพุ่มไม้
“เฮาฟ้าวสา สิยามเมือแลงแล้ว”เอ่ยชวนให้เร่งลายสือพูดขึ้น
“ของจังซี่ เขี่ยวกันบ่ได่ดอก”
ส่วนบักแปเอ่ยขัดบ้าง ่ยืนเยี่ยวพลางสังเกตเห็น
“ผิเลอนั่น?”มันชี้มือถาม
ลายสือเสร็จก่อนมัดผูกกางเกง ส่ายสายตาตามทิศทาง
รีบรวบกางเกงจัดแจงเรียบร้อย บักแปถลันประชิดแหวกหาที่มา
“ฮ่วย อีหยังหนิ”ปรากฏไม่พบอะไรเลย
ฉวยกันได้ลายสือเข้าดึงแขน“ป่ะ ๆ อย่าฮ่ำฮีหลาย”
จนได้ถอยมาแล้วหันหลังเดินทันใดนั้น
“สวบ!”
ต้นไม้สั่นะเื กระทั่งทั้งสองเหลียวมอง
“ผะผี หลอก!”
เป็บักแปแหกปากร้อง คว้าข้อมือเพื่อนวิ่งหน้าตั้ง
ความใลากกันมาจากป่าข้างทาง ที่หยุดแวบหลบเข้าไปเยี่ยว
อารามกระหือกระหอบ ห้อควบจนตามทันหมู่คณะแถวเกวียน
“สูไปพ้อหยังมาหนิ คึทรงเป็จังซี่?”
ขจรถามกับท่าทางตื่นตระหนก กระโจนขึ้นท้ายเกวียน
เรียงคำเล่าบักแปฟ้อง“พวกข่อย ถืกผีป่าหลอนเอาตั๊ว”
“แม่นคัก ๆ”
ด้านลายสือพลอยเห็นด้วย ย้ำชัดกับภาพกิ่งไม้ไหวยวบทั้งต้น
รู้ทุกอย่างในใจ ขจรเก็บไว้กลบเกลื่อนทำเป็หัวเราะ
“กูว่าแล้ว สูสิถืกผีดักเอิ้นเอา”
โดยพูดทั้งบังคับลงแส้วัวคู่ให้ก้าวเร็ว
“เจ่าคึบ่บอก ซั่นหน่ะ”
ท่าทางหวาดของบักแป จนขนลุกรีบขยับปีนมาใกล้
“มะลางเทื่อแฮก กูกะเว้าแล้ว”ขจรทวนคำั้แ่แรก
“ญ้อนปวดเยี่ยว เลยบ่เอาควม”
เกรงขามบักแปขยาด เมื่อเจอกับอิทธิฤทธิ์โคกอีเลิ้ง
สำหรับลายสือพอตั้งสติได้ พลันนึกถึงตอนต้นไม้สั่นไหว
ทั้งที่ไม่มีลมพัดเป่า คงเป็จำพวกหมีหรือลิง
ผลสันนิษฐานมาจากการเรียนรู้ ศึกษาทางคัมภีร์ใบลาน
ประกอบกับคำสอนของครูบา อาจารย์ กล่าวชี้แนะ
ให้ยึดหลักความเป็จริง มากกว่ามโนฟุ้งซ่าน
“ลังอย่าง กะบ่อยากเชื่อ คั่นบ่เห็นกับตา”ลายสือเปรยคำออกมา
ฝั่งบักแปเลยโพล่งทักกับสิ่งเกิดขึ้น
“เอ้า! จังซั่นเฮาแล่นหนีเผอ”
ก้าวไต่ขอบคานล้อมตัวเรือนลำเกวียน กลับมาหา
“ผีพงเฝ้าป่า สูอย่าสิลบลู”กระทั่งขจรหันมากำราบ
“ตาญ่าน อยู่เด้อ”บักแปยังอยู่ในอาการหวาด ๆ
บักลายสือเอง ต้องหาทางรู้ให้ได้ในสักวัน ว่าสิ่งลี้ลับหรือฝีมือใครกันแน่
“แม่นควมเจ่าเว้าอีหลี นั่นหละน้า”
มันเก็บความคิด ทำเป็เอ่ยคล้อยตาม
ในสื่อประโยคของขจร ที่พยายามยัดเยียดให้กลัว
แนววัวเทียมเกวียนทยอยเข้าเขตบริเวณปราสาทหินหรภูมิ
“ยุด!”นายกุลาอนันต์สั่งจากต้นแถว
กองไฟถูกก่อบริเวณลานกว้างที่พักค้างแรม
“พวกสู ตุ้มโฮมกันไว้เด้อ”
แจ้งสมุนอย่าแตกแถวให้อยู่ใกล้ ๆ กันเป็กลุ่มก้อน
ส่วนขจรถอดคานคัน พาดเสาค้ำที่ตอกลงดินจนแ่า ปลดให้วัวได้กินน้ำกินหญ้า
“อย่าสิญ่างทะเล่อทะล่าเด้อ”
เพราะทุกอย่างอยู่ในสายตา ผู้กำลังหวังคร่าเอาชีวิตสังเวย
อันนี้รู้ดีแต่น้ำท่วมปาก จวบระยะซึ่งทรมานกับสภาพเสมือนสมรู้ร่วมคิด
หนทางหลีกเลี่ยงยากกับภารกิจก่อบาปกรรมทำเข็น
สิ่งพอทำได้ คือกล่าวตักเตือนให้ระวังกับสองเด็กชายคนมาใหม่
แสงคบเพลิงสาดทั่วส่องสาด กระทบเงายอดปรางค์เทวาลัย
ท่ามกลางหุบเขาอันถูกสร้าง เพื่อใช้เป็สถานที่ประกอบพิธีกรรมของมวลพราหมณ์พรต
“จังได๋ คึมาพักม่องจั่งซี่”
เป็เ้าเก่าบักแปอยู่ไม่สุข ระแวงไปทั่ว
พอวัวอิ่มจึงได้นั่ง ขจรตบบ่าเบา ๆ
“มึงสิญ่านอีหยัง โพดโพ”
นิสัยสนุกเคยแกล้งหยอกเพื่อน ปลอมเป็ผีหลอกเล่นขำ
แท้แล้วกลัวขึ้นสมอง พวกเื่ผีสางของบักแปอาการมันฟ้อง
“บาดหนิ ไปกินข้าวแลงกันสา”ชวนโดยขจรก้าวนำ
่ค่ำลานกว้างด้านหลังสถูปเก่า ซากปรักหักพัง
แหล่งสถานถูกใช้เป็ที่หลับนอนของคณะขนเกลือ
“มาฮิแมะ บักลายสือ”ฝ่ายบักแปกวักมือเรียก
จึงเดินตามกันไปรวมกลุ่มยังใต้ต้นไทร สำหรับปูเสื่อกินข้าว
จำปามองมาทางบักแป ที่รีบกินแล้วรีบอิ่ม
“มึงเป็หยัง บักอันหนิ”ผละออกจากวงเอ่ยถามทันที
“หนหวย บ่เป็ตาอยู่”
หวั่นจะโดนหัวเราะเยาะ บักแปเทน้ำล้างมือหลังมื้ออาหารพลางตอบ
“กูบ่มักเลย ม่องนี่”
แม้แต่จำปายังออกปากเอง
ชะงักนิ่งบักแปพูดขึ้น มันนึกเหมือนกัน
“เว้าคึกันเนาะ”
ความห่วงจึงตามสมทบ ลายสือปลอบกับแววกังวลเกินเหตุ
“เอ่าหนิ *บักหลอดพอได่เซาญ่าน”
ขนาดแก้เชือกจากข้อมือตน มายื่นส่งบักแป
“ของกู กะมี”
ชูให้เห็นคราวก่อนออกจากบ้านเดินทางไกล นางคำปงมารดาให้พรกับลูกชาย
ทั้งเผื่อแผ่ถึงมัน จึงได้สายเชือกถักคล้องแน่น เพื่อช่วยปกปักรักษาคุ้มครอง
“คั่นมันบ่อยากได่ กะเอามาพี้”
ตาเป็ประกายจำปาเอ่ยขอ
ตัดรำคาญ ลายสือมอบส่งต่อ“อะซั่น”
“แล้วสิเหลือคุมคิงจะของ บ่หล่ะ?”
คำจากบักแป ที่เพื่อนใจดีจนต้องท้วง
เจอแบบนั้น จำปาบ่นด่ากระแหนะกระแหน
“มันบ่ขี้ฮ้ายคึมึงดอก บักห่า!”
ด้านบักแปยอมรับ“เป็เผอ กะญ่าน”
เสียงสูงจำปาปฏิเสธ“กูบ่ญ่าน ปานได๋เด้อ”
บักแปเถียงกลับ“จังซั่นอยากได่บักหลอด ไปเฮ็ดหยัง”
จำปาชักโมโห“ฮ่วย บักหนิแมะ”
“เซา ๆ พอสา”
เลยได้ห้ามไว้ อันลายสือไม่อยากเป็เป้าสายตา
พวกที่เพ่งมองจากวงข้าว เงี่ยหูฟังคอยนินทา
“อิ่มแล้ว กะฟ้าวเข้านอนเอาแฮง เด้อ”
จังหวะขจรก้าวมาบอก ก่อนเดินล่วงหน้า
ต่างสงบคำทั้งสองรีบตามหลังผู้ใหญ่ ปล่อยให้จำปากระหยิ่มยิ้ม
มองเส้นสายเชือกของขลังในอุ้มมือ อย่างมีหวัง
…ค่ำคืนเดือนเพ็ญห่างออกไปอีกหน่อย พอมองเห็นแสงไฟวิบวับ
ภายในตัวอาคารศิลาแลง ผ่านช่องลมหน้าต่างเล็ดลอด
“งวดนี่ คึสิได่อีกหลายคน”
คำพูดของผู้ทำหน้าที่ยมทูตคาดคะเน
สวมแปลงเป็นักพรตนุ่งขาวห่มขาว ปะปนกับสมณะพราหมณ์
ซึ่งเฝ้าปราสาทขณะ่ทำพิธีกรรมร่วมหมู่
ช่วยกันลำเลียง ถาดสำรับของหวานอาหารคาว เครื่องไหว้บูชา
มาวางตรงแท่นรูปปั้นองค์อิศวร ตัวแทนสิ่งศักดิ์สิทธิ์ความเชื่อของลัทธิศาสนา
อันสืบทอดยาวนาน จุดประสงค์จะยกทวยเทพขึ้นเหนือผีแถนบนฟ้า
ได้เวลาบรรเลงเสียงแตร เป่าสังข์ดังก้องผืนป่า ยอดเนินสูงจุดยุทธศาสตร์
โดยเปรียบสมมุติชั้นเขาพระสุเมธดินแดนสรวง์
“เช็ดแต่ขี้ไคลกะพอเด้อสู น้ำฮึดหายาก”
เมื่อถึงเกวียนขจรบ้วนปาก ล้างแค่หน้า จะได้ประหยัดน้ำ
“ข่อยบ่อาบ กะได่”
ถูกใจบักแปมัน ก่อนจะปีนขึ้นท้ายเรือนลำเกวียน
นอนหงายตีพุง แหงนดูดาวบนท้องฟ้า เพลินๆ
เห็นยังไม่หลับเลยชวนคุย
“มึงเป็ผะเลอ บักลายสือ”
กระสับกระส่ายกับแว่วเสียงสวดลอยมากับลม
“ฮ้อน ๆ หนาว ๆ จังได๋หนิละเบ่อ”
บรรยากาศวิเวก คล้ายจิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว
ต้องเอามือกุมห่อผ้าหุ้มวัตถุแหวนที่คล้องคอ พอช่วยให้อุ่น
ด้านขจรใช้แผ่นกระดานพื้นส่วนนั่ง ยามขับเกวียนเป็ที่นอน ชะโงกมาดู
“บอกเด้อ คั่นเป็ไข้ สิได่ฝนยาฮากไม้ไว้ถอน”
“คึสิบ่แม่นจังซั่นดอก น้า”ลายสือคลี่ผ้ามาห่ม
“ฮิพากันนอนสา อย่าคาตะโสเหร่”
ท่าทางขจรเอนทอดยาวทั้งหลับตาลง ปิดการสนทนา
มวลแมลงจิ้งหรีดเรไรร้องระงม กล่อมลายสือเคลิ้ม
กึ่งฝันฝ่าหมอกควันจางก้าวขยับตามร่างเคลื่อนไหว
“คึญ่างเร็วแท้”
จ้ำพรวดกระชั้นชิด พอจะคว้ากลับว่างเปล่า
แต่ยิ่งกระตุ้นอยากให้รู้ตามติด ล้มลุกคลุกคลานะโพร่ำเรียก
“ถ่าก่อน ๆ”
ท้ายแล้วเหนื่อยล้าจนทรุดหอบ ทันใดมือเอื้อมมาจับบ่าจึงเงยหน้าขึ้นมอง
“ผู้เจ่าเป็เผอ?”
รอยยิ้มชัดเปิดกว้าง“อีกบ่โดน กะสิฮู้”
คำตอบบอกให้ฉับพลัน บันดลหายวับไปกับอากาศ
“อย่าฟ้าว”
ไขว่คว้าอากาศสะดุ้งตื่นกลางดึก มองโดยรอบ
กองไฟยังลุกโชนให้แสงสว่างทั่วถึง เพราะเวรยามผลัดกันดูแล
หันทางสหายที่หลับเป็ตาย หายใจขึ้นลงคงเพลียกับการเดินทาง
นึกถึงคำสอนไศลไพรีพรต จึงเปลี่ยนอริยบทนั่งทำสมาธิจวนถึงรุ่งสาง
...“มาเบิ่งนำกันแแหน่!”
อีกฟากลั่นโหวกเหวกโวยวายเสียงดัง พลอยหลุดจากภวังค์
เืแดงโชยกลิ่นคาวคละคลุ้ง หยดเป็ทางยาวพรมพื้นดิน
สะพรึงกับภาพตรงหน้า เด็กชายสามคนนอนตายตาเหลือกโปน ฟองน้ำลายฟูมปาก
“บักหมาย”
ลุงสีถลาเข้าหาศพแรกที่ประจำเกวียนของตน
อเนจอนาถจนต้องเบือนหนี นางพะวาอุทาน
“ไผเฮ็ดสู คึเป็จังซี่”
กุลาอนันต์แหวกฝูงเดินเข้ามาดูลูกน้อง
“บอกกูมา บักยง”
คาดคั้นถามกับผู้เฝ้าเวรยาม่เมื่อคืน
“ข้าน้อย กะบ่ฮู้คึกัน”
ประยงพูดตามจริง เพราะทุกอย่างไม่มีสิ่งผิดปกติใดเลย
ค้านกับปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น จนหาคำตอบไม่ได้จำต้องสืบพยานช่วยยืนยัน
“สูว่าจังได๋”
บักแหล่หนึ่งในกลุ่มเวรยามหน้าถอดสี
“กูงึดหลาย ตะเวนกะเห็นกันอยู่น้อ”
คร่ำครวญตีอกชกตัวเอง ที่พลาดในงานนี้
“แล้วมีไผ พอสิบอกกูได่บ่!”นายอนันต์ชี้กราดทั่วทุกคน
ลายสือสะกิดบักแปให้ตื่น ลุกขึ้นวิ่งตามต้นเสียงบริเวณโกลาหล
ตรงข้างกองเศษหินขอบกำแพงกั้นระหว่างเขตแบ่งด้านนอก กับส่วนภายในปราสาท
จับกลุ่มยืนมุงดูสภาพศพ สมาชิกที่ตายอย่างสยดสยอง
ร่างแข็งทื่อตามแขนมีรอยช้ำเขียว เล็บมือเล็บเท้าคล้ำม่วง
เศษข้าวอาหารยังติดเลอะ เป็หลักฐานฟ้องชัดพฤติกรรม
“เบิ่งทรงแล้ว พวกมันต้องผิดขีน”
วิพากษ์วิจารณ์ ลุงสีพุ่งประเด็นไปที่ความคะนองวิสัยเด็ก
“ญ้อนพากันขี้ลัก”
ขจรที่เงียบอยู่ผสมโรงขึ้น“แม่นบ่ พ่อลุง”
หันมาจ้อง“มึงกะเบิ่งดี ๆ ขนมยังคาปากอยู่เด้อ”
เกิดเสียงแนวร่วมอุปทาน
“กูว่าแล้ว มันสิเป็จังซี่”ประยงผู้รับผิดชอบรีบปัดพ้นตัว
“เทวดามาเอาิญญาตั๊วหนิ”
สารพัดคำสันนิษฐานไปต่าง ๆ นานา
“กูสิเว้ากับพ่อ แม่ พวกมันจังได๋ บาดหนิ”
ฐานะหัวหน้ากุลาอนันต์ จำต้องมีคำอธิบายให้ทางครอบครัวผู้ตาย
รวบสรุปลุงสีจึงหาทางออกให้
“คั่นบ่ดื้อสันดานมือไว คึสิบ่ตายโหงจังซี่ดอก”
ไม่นานพราหมณ์สองคนเดินลิ่วออกมา ถึงลานกว้าง
“ได่ข่าว ว่ามีคนเป็หยัง?”
หลังจากพนมก้มกราบนอบน้อม นายอนันต์แจ้งเหตุ
“ขออภัยเด้อท่าน บักสามโตหาญลักสะแตกของเซ่นไหว้ จนเทวดามาหักคอพวกมันเอาไปเฮ็ดทาส”
คำพูดคำจาส่อโยนเป็ฝ่ายสมุนตนคนผิดเสียเอง จนถูกลงโทษ
“กะมีผู้ซัว ๆ จังซี่เนาะ”
แทนที่จะสังเวชสามศพ กลับต่อว่าประณามจากสมณะพราหมณ์อันถือศีล
“สมแล้ว พวกมันเฮ็ดโตจะของเอง”นุ่งขาวอีกคนเพิ่มคำน้ำหนัก
“สิให้เฮ็ดจังได๋ดี ท่าน”
เชิงขอความคิดเห็น กุลาอนันต์ถามขึ้น
“ฝังไว้ม่องนี่ ให้เฝ้าวิหารตามบัญชาองค์ทวยเทพเพิ่นสา”
ยกคำขึ้นอ้างตามศรัทธาชักจูง ปิดคดีคนตายง่ายดายรวบรัด
...ขบวนเกวียนออกจากบริเวณ จวนเที่ยงเพราะต้องฝังศพไว้เนินเขา
ตลอดทางลายสือคิดไม่ตก สิ่งเกินคาดช่างหาเหตุผลไม่เจอ
ในการด่วนตัดสินของเหล่าผู้ใหญ่ ที่ทำราวกับยัดเยียด
ความผิดเป็ของเด็กชายซะเอง รนหาเื่
“กูบ่เห็นนำเด้อ กับคำเว้าซุมปะขาว”
พอจำปาลงจากเกวียน พูดประโยคแย้ง
ตรงกับไม่เฉพาะลายสือ ที่มันสงสัยประเด็นแอบแฝง
“แต่กะหาแนวแก้ขืน บ่ได่”พยายามสื่อบอกกัน
“ฮิพอมาเห็นกับตา จังแจ้งจ่างป่าง”
เชื้อสายกุลาไม่ใช่ไทพวน จำปาใช้ภาษาตามเผ่าพันธุ์ทางมารดานางพะวาไทอีสาน
ขณะเกวียนเคลื่อนลงเขา พากันเดินเท้าขนาบข้าง
ถือโอกาสพูดถึงความตายพรากสามชีวิต ซึ่งทางผู้ใหญ่มองซุกซน
มือไวลักกินของต้องห้าม ขั้นชดใช้ด้วยิญญาเฝ้าปราสาท
“เพิ่นกะว่าเทวดาอยากเห้อหลาบจำ พวกมันผิดขีนเอง”
สุดวิสัยบักแปยังโดนชักจูง
“บาดหนิ เผอสิฮวมซ่าวหาเฮืองจริงนำแหน่?”
อดไม่ได้ลายสือถามขึ้นกับสองคน
จำปาตั้งใจมาด้วยความอยากรู้ อยากเห็นอยู่แล้ว
สบเหมาะมีพวกเพิ่ม น่าจะช่วยกันสืบค้นหาต้นตอ
ส่วนบักแปตามเพื่อนยืนอยู่ข้างกัน ถึงมันจะกล้า ๆ กลัว ๆ ในตอนแรก
บัดนี้ชักสะกิดใจบางอย่าง จึงพยักหน้าตกลง
“เออ ๆ กูเอานำ”
การตายโดยปริศนา ร่วมเดินทางมาเจ็ดวันจำนวนสี่ศพ
บทพิสูจน์ของผู้ค้านสายตา กรณีล่าสุดอันเชื่อมโยงว่าเป็อิทธิฤทธิ์เหนือธรรมชาติ.
*บักหลอด ตะกรุดเครื่องรางของขลัง สำหรับใช้ป้องกันภัยอันตราย
ตามความเชื่อศรัทธาในถิ่นอีสาน มีหลายลักษณะ เช่น มัดผูกข้อมือหรือคล้องคอ
ส่วนมากนิยมถักสานเป็เส้นยาวไว้คาดกับเอวคล้ายเข็มขัด
{กลุ่มชาติพันธุ์ชุมชนโบราณที่อาศัยบริเวณถิ่นราบสูงภาคตะวันออกเฉียงเหนือ}
1.ไทอีสาน มีวิวัฒนาการในด้านภาษาอักขระสืบปฏิบัติวิถีครรลอง
สอดคล้องกับหลักบาปบุญคุณโทษดำเนินชีวิตเข้ากับศาสนาพุทธอันยกเป็แบบอย่าง
2.ภูไท คงเอกลักษณ์ด้านนาฏศิลป์วัฒนธรรมตั้งถิ่นฐานรวมหมู่
่เขตอีสานเหนือเช่นนครพนม/สกลนคร/กาฬสินธุ์/มุกดาหาร/อุบลราชธานี/เลย
3.ไทกะโซ่ นับถือผีบรรพบุรุษอุปนิสัยชอบการผจญภัยเก่งกาจ
ทางอาคมไสยศาสตร์เน้นพิธีกรรมสืบทอดไหว้ผีสอดคล้องกับชีวิตประจำวัน
4.ไทกะเลิง อาศัยบนพื้นูเาสูงรักความสงบยกย่องธรรมชาติ
นับถือเลี้ยงผีป่าผีดงอันเขตจังหวัดที่อาศัยอยู่คือมุกดาหารนครพนม/สกลนคร
5.ไทแสก ชอบอยู่รวมกลุ่มกันภายในจังหวัดนครพนม
มีประเพณีและความเชื่อลึกลับเกี่ยวกับภูตผีปีศาจลักษณะสื่อคนทรงทำนาย
6.ไทญ้อ ประพฤติมั่นในพระพุทธศาสนาทั้งมีฝีมือในการเย็บปักถักร้อยหัตถกรรม
ชำนาญหลากหลายแขนงภาษาพูดออกเสียงแตกต่างโดดเด่นไปจากกลุ่มอื่น
7.ไทโย้ย อพยพข้ามฝั่งโขงมาตั้งหลักแหล่งในเขตแนวลุ่มแม่น้ำจังหวัดสกลนคร
ยึดหลักถือประเพณีฮีตสิบสองอย่างเคร่งครัดเลี้ยงผีเฮือน
ซึ่งมีความเชื่อว่าเป็บรรพบุรุษช่วยปกปักรักษาคุ้มครองลูกหลาน
8.ไทพวน ชาวเมืองเชียงของอพยพตั้งถิ่นฐานยังภาคกลางและภาคอีสาน
มีภาษาพูดประเพณีเป็ของตัวเองนับถือศาสนาพุทธ
ทั้งความเชื่อเื่ผีสางเทวดาผสมผสานในพิธีกรรมท้องถิ่น
9.ไทโคราช พื้นเพนิสัยปรับตัวเข้ากับผู้คนชุมชนอื่นได้ง่าย
มักตั้งถิ่นฐานกระจายอยู่ตามจังหวัดต่างๆเช่นนครราชสีมา/บุรีรัมย์/ชัยภูมิ
10.เขมรถิ่นไทย ศรัทธาในศาสนาพุทธนิกายเถรวาท
เชื่อในเื่ผีตายายและคุณไสยมนต์เวทย์โดยใช้ภาษาถิ่นดั้งเดิม
ในการสื่อสารที่อยู่คือสุรินทร์/ศรีสะเกษ/บุรีรัมย์/มหาสารคาม/ร้อยเอ็ด
11.ชาวส่วย ความสามารถในการคล้องช้างฝึกช้างถนัดเื่เครื่องรางของขลัง
อาศัยแถบเทือกเขาตามเขตป่าลึกของจังหวัดสุรินทร์/ศรีสะเกษ/บุรีรัมย์/มหาสารคาม/อุบลราชธานี
12.ชาวบลู อพยพมาจากฝั่งลาวมักตั้งชุมชนตามป่าเขาแนวริมฝั่งแม่น้ำโขง
นับถือิญญามีการเลี้ยงผีบ้านส่วนจังหวัดที่อาศัยคืออุบลราชธานี
13.ชาวบน หรือคนดงไม่ชอบคบค้าสมาคมกลุ่มอื่นเท่าไร
นับถือผีและศาสนาพุทธหลักแหล่งที่อยู่คือชัยภูมิ/นครราชสีมา/เพชรบูรณ์
14.ชาวกุลา อพยพจากพม่าด้วยการประกอบอาชีพค้าขายเป็แนวทางสัญจร
เข้ามาอาศัยในถิ่นเมืองไทยจับกลุ่มตั้งเป็ชุมชนแทรกตามแหล่งทำมาหากิน
(อ้างอิงจากวิกิพีเดีย)
...ต้องขออภัยหากข้อมูลค้นคว้า ตกหล่นในที่นี้
เนื่องบทเสนอของผู้เขียน อันพอหาได้จากความรู้ทั่วไปจึงสอดแทรกไว้
สำหรับเป็เชิงอรรถรส มิได้เน้นหลักวิชาการเกินไปนักในนิยาย.