เช้าวันรุ่งขึ้นแสงแดดอันอบอุ่นสีเหลืองทองสาดส่องเข้ามาแทนที่หิมะสีขาวโพลนที่หนาวเหน็บ ลมหนาวพัดโชยเข้ามาเล็กน้อย ฉีหงซิงกระชับผ้าพันคอให้แน่นขึ้นอีกนิด เขาสวมชุดกันหนาวที่ภรรยาทำให้ด้วยตัวเอง ยืนกวาดหิมะออกจากหลังคา และพื้นหน้าบ้าน หิมะตกหนักทั้งคืนจนมันกองหนาอยู่บนหลังคา โชคดีที่บ้านเพิ่งสร้างใหม่จึงไม่ต้องกลัวว่ามันจะถล่มลงมา
“พี่หงซิง รีบเข้ามากินบะหมี่เกี๊ยวร้อนๆ กันเถอะค่ะ” เมื่อได้ยินเสียงใสๆ ของภรรยาเขาก็ยิ้มและเดินเข้าไปหาเธอ
อากาศหนาวมากจนสาวไทยที่เคยชินกับฤดูร้อนและร้อนมากไม่อยากลงจากเตียงคั่ง เมืองเสิ่นหยางที่เธอจะไปควรจะหนาวกว่านี้มาก เธอทำได้แค่หวังว่าฤดูหนาวจะผ่านไปอย่างรวดเร็ว
ก๊อก ก๊อก ก๊อก
ขณะที่สามีภรรยากำลังนั่งกินบะหมี่เกี๊ยวร้อนๆ ก็มีเสียงเคาะประตูที่เต็มไปด้วยความเร่งด่วน ฉีหงซิงรีบวางตะเกียบแล้วเดินออกไปเปิดประตู
แอ๊ด
"หงซิง รีบไปเอาเสื้อหนาๆ มาใส่ แล้วออกไปกับพ่อ บ้านของลุงเชาเหนียนถล่มลงมา เราต้องรีบไปช่วย"
ฉีหงซิงรีบเดินไปบอกภรรยา หยิบเสื้อมาใส่แล้วรีบวิ่งออกไปทันที ลุงเชาเหนียนเป็ทหารผ่านศึก เขาได้รับาเ็ขณะปฏิบัติหน้าที่จนขาข้างหนึ่งหัก และไม่สามารถเดินแบบคนปกติได้
หลังจากถูกปลดเกษียณ เขากลับมาอยู่บ้าน แต่ลูกๆ ของเขาไม่ได้ดูแลพ่อคนนี้เท่าที่ควร ลุงเชาเหนียนต้องอยู่ในบ้านโทรมที่ดูเหมือนจะปลิวหายไปได้ทุกเมื่อ เขามักจะส่งอาหารไปช่วยบ้างเมื่อมีเวลา
เมื่อฉีหงซิงไปถึงก็เห็นแต่ซากปรักหักพัง ลุงเชาเหนียนกำลังนั่งคุยกับหัวหน้าหมู่บ้าน เขาโล่งใจทันที โชคดีที่ลุงสบายดี บ้านพังก็ยังสามารถหาบ้านอื่นอยู่ได้ แต่ถ้าคนเป็อะไรไปคงลำบาก หิมะหนามากจนขี่จักรยานหรือใช้เกวียนวัวไปโรงพยาบาลลำบาก
ฉีเชาเหนียนหันไปเห็นฉีหงซิงที่มีเหงื่อเต็มหน้าผากในฤดูหนาวนี้ เขาก็รู้ว่าฉีหงซิงรีบวิ่งมาทันทีที่ทราบข่าว มันทำให้เขารู้สึกอบอุ่นหัวใจมาก ลูกๆ ของเขารังเกียจที่เขาพิการและไม่ได้สนใจว่าเขาจะอยู่หรือตาย แต่ฉีหงซิงมักช่วยส่งอาหารหรือเก็บฟืนให้เขาเสมอ
"หงซิง มานี่สิ ฉันกำลังคุยกับหัวหน้าหมู่บ้านเื่ขอเช่าบ้านร้างท้ายหมู่บ้าน"
ฉีหงซิงเดินเข้าไปพยักหน้าทักทายหัวหน้าหมู่บ้าน "ลุงตงหัว ค่าเช่าปีละเท่าไหร่ ผมจะช่วยลุงเชาเหนียนจ่ายให้ก่อน และให้พ่อกับพี่ชายมาช่วยกันทำความสะอาดตอนนี้เลย"
พ่อและพี่ชายของเขาไม่แข็งแรงเท่าเขา หิมะตกหนักจนเดินได้ลำบากไม่ต้องพูดถึงการวิ่ง ดังนั้นเขามาถึงแล้วแต่ครอบครัวของเขายังตามมาไม่ถึง
"ปีละ 30 หยวน ถึงแม้จะเป็บ้านร้างแต่ก็มั่นคงและทำจากอิฐ"
ฉีหงซิงพยักหน้าอย่างเห็นชอบกับเหอตงหัว บ้านเคยมีคนผูกคอตายและไม่มีใครกล้าเข้าไปอยู่ แต่มันอยู่ในสภาพดี
"ตกลง เย็นนี้ผมจะเอาเงินไปให้ลุงตงหัวที่บ้าน"
เหอตงหัวพยักหน้า แล้วเดินกลับไป
"หงซิง ลุงขอบใจมาก ลุงจะหาเงินมาคืนแน่นอน" ฉีเชาเหนียนขอบคุณฉีหงซิงด้วยเสียงที่สั่นเทา เขาไม่มีเงินจริงๆ เขาตั้งใจจะยืมเงินจากกองทุนหมู่บ้านแล้วค่อยทำงานหนักเพื่อให้ได้รับเงินมากขึ้นใน่ปลายปีนี้ แต่เขารู้ด้วยว่าสภาพร่างกายของเขา คงทำเงินได้ไม่มากนัก
“ลุงอย่าคิดมาก ลุงเป็คนที่สอนให้ผมกล้าที่จะเป็ทหาร ไม่อย่างนั้นผมคงทำงานรับคะแนนเหมือนคนอื่นๆ ในหมู่บ้าน ไม่ได้มีหน้าที่การงานที่ดีเหมือนทุกวันนี้”
ฉีเชาเหนียนน้ำตาคลอ ครั้งหนึ่งเขาก็เคยเป็ฮีโร่ที่ปกป้องประเทศเช่นกัน แต่ตอนนี้เขาเป็แค่คนไร้ประโยชน์เท่านั้น "ลุงภูมิใจในตัวหงซิงมาก จงปกป้องประเทศของเราต่อไป"
ฉีหงซิงพยักหน้าอย่างเคร่งขรึม เขาจะทำแน่นอน
เมื่อพ่อและพี่น้องของเขาเดินมาถึง เขาก็ชวนฉีเชาเหนียนให้เดินไปที่บ้านร้างเพื่อทำความสะอาดด้วยกัน
บ้านร้างเต็มไปด้วยเถาวัลย์แห้งๆ และหิมะกองหนา พวกเขาเริ่มแบ่งหน้าที่กันทำความสะอาดทันที ในบ้านมีห้องทั้งหมดสามห้องแต่พวกเขาเลือกทำความสะอาดห้องที่อยู่ในสภาพดีที่สุดก่อน เพื่อให้ลุงเชาเหนียนมีที่นอนในคืนนี้
เย่ชิงหรั่นกำลังนั่งแทะไก่ทอด AFC ที่ได้รับจากระบบเมื่อคืนนี้ เพราะมันถูกวางอยู่ในมิติ ไก่ทอดยังร้อนๆ เหมือนตอนเพิ่งทอดเสร็จใหม่ๆ เธอหลับตาลิ้มรสชาติอย่างระมัดระวัง ใครจะรู้ว่าเธอจะมีโอกาสได้กินอีกเมื่อไหร่ อีกกี่สิบปีกว่า AFC จะมาเปิดสาขาในจีน
วิทยุที่ได้รับจากระบบเธอก็แอบเอามันเก็บไว้ในตู้เก็บของในห้อง ถ้าฉีหงซิงเห็น เธอจะบอกว่าได้มาจากพ่อแม่ของเธอ โชคดีที่ั้แ่เขากลับมา เขายังไม่ได้เปิดตู้เก็บของ
หลังจากนี้เธอจะอยู่กับเขาทุกวัน จะเอาของจากมิติออกมาใช้ง่ายๆ เหมือนตอนอยู่คนเดียวไม่ได้อีกแล้ว เธอต้องสรรหาคำอธิบายที่น่าเชื่อถือมาบอกเขา เธอไม่คิดจะบอกใครเื่ระบบ แม้แต่สามีและลูกของเธอ ใครจะรู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นในอนาคต แน่นอนว่าคนที่น่าเชื่อถือที่สุดมีแค่ตัวเราเอง