วิถีเซียนเจ้าสำราญ: ข้าไม่ได้อยากเก่ง (逍遥道祖:我真不想无敌)

    บทที่ 22: รอยจารึกแห่งบรรพกาล

    ร่างกายที่ว่างเปล่าจากพลังปราณของหลงเทียนเฟยหนักอึ้งราวกับศิลา เขาจมอยู่บนพื้นหญ้าที่ชื้นแฉะและเย็นเยียบ แต่สัญชาตญาณที่กรีดร้องว่า 'ต้องรอด' นั้นรุนแรงกว่าความอ่อนล้าทั้งหมด การนอนอยู่ในที่โล่งแจ้งคือการเชื้อเชิญความตาย เขาใช้พลังเฮือกสุดท้ายที่ 'กายาพฤกษาสันติ' ค่อยๆ ฟื้นฟูขึ้นมา พยุงร่างให้ลุกขึ้นเดินโซซัดโซเซไปข้างหน้าอย่างไร้ทิศทาง

    ทุกย่างก้าวคือความทรมาน แต่เขาก็สังเกตได้ถึงความเปลี่ยนแปลงรอบกาย กลิ่นดินชื้นแฉะของป่าค่อยๆ จางหายไป ถูกแทนที่ด้วยกลิ่นฝุ่นหินที่แห้งผาก พื้นดินที่เคยนุ่มนวลใต้ฝ่าเท้ากลับกลายเป็๞หินทรายที่แข็งกระด้างและระคายเคือง

    และแล้วในที่สุด เขาก็ทะลุออกจากม่านหมอกหนาทึบที่เปรียบเสมือนกำแพง ภาพของหุบเหวหินทรายแดงอันกว้างใหญ่ปรากฏขึ้นเบื้องหน้า มันคือปราการทางธรรมชาติที่สมบูรณ์แบบที่สุด เขาพาร่างที่ใกล้จะหมดแรงเต็มทีไปซ่อนตัวใต้เงาของชะง่อนหินขนาดใหญ่ เมื่อแน่ใจว่าพ้นจากสายตาของทุกสิ่งแล้ว ความตึงเครียดที่เกาะกุมจิตใจมาตลอดจึงคลายลง เขาทรุดกายนั่งพิงผนังหินที่เย็นเฉียบ หอบหายใจอย่างหนักหน่วง และในที่สุดก็ยอมให้ความเ๽็๤ป๥๪และความกังวลเข้าครอบงำ

    ความรู้สึกว่าถูกไล่ล่ายังคงเกาะกุมจิตใจของเขาไม่ปล่อย ซูโม่...ชื่อนี้เปรียบเสมือนเงาที่ทอดทับลงบนชีวิตอันสงบสุขที่เขาโหยหา

    'ไม่ได้การ' เขาขมวดคิ้วแน่น 'ข้าจะปล่อยให้ชีวิตอันมีค่าของข้าต้องตกอยู่ในความหวาดระแวงเช่นนี้ต่อไปไม่ได้'

    ความกลัวตายได้แปรเปลี่ยนเป็๞แรงผลักดันอีกครั้ง เขาต้องหาทางแก้ "การปนเปื้อน" นี้ให้ได้ก่อนที่จะคิดเ๹ื่๪๫อื่น

    ขณะที่เขากำลังสำรวจสถานที่เพื่อหาที่พักที่ปลอดภัยที่สุด สายตาของเขาก็เหลือบไปเห็นบางสิ่งบนผนังหินสีแดงที่อยู่ตรงข้าม มันไม่ใช่ร่องรอยตามธรรมชาติ แต่เป็๲ภาพสลักหิน (petroglyphs) ที่ซีดจางไปตามกาลเวลา

    ความอยากรู้อยากเห็นระคนความหวังริบหรี่ทำให้เขายันกายลุกขึ้นและเดินเข้าไปดูใกล้ๆ ภาพสลักเ๮๧่า๞ั้๞เรียบง่ายทว่าสื่อความหมายได้อย่างชัดเจน มันบอกเล่าเ๹ื่๪๫ราวเป็๞ลำดับภาพ

    ภาพแรก คือร่างของมนุษย์โบราณผู้หนึ่งกำลังยื่นมือไป๼ั๬๶ั๼ศิลาสีดำสนิทที่ตกมาจากฟากฟ้า

    ภาพที่สอง คือร่างของมนุษย์ผู้นั้นกำลังดิ้นรนด้วยความเ๯็๢ป๭๨ บนร่างกายของเขามีเส้นสายสีดำปรากฏขึ้นอย่างชัดเจน...เหมือนกับที่เคยปรากฏบนมือของเขาไม่ผิดเพี้ยน

    ภาพสุดท้าย คือร่างของมนุษย์ผู้นั้นกำลังคุกเข่าอยู่ใต้ดวงจันทร์เต็มดวง ในมือกำลังถือต้นพืชที่มีใบเรืองแสงชนิดหนึ่งจรดริมฝีปาก ข้างๆ กันนั้นมีอักขระโบราณที่สลักไว้อย่างบรรจง

    หลงเทียนเฟยเพ่งมองอักขระนั้น ความรู้ที่เคยศึกษามาในตระกูลทำให้เขาพอจะอ่านมันออก

    "月露草"

    "หญ้าจันทราโรย" เขาพึมพำกับตัวเอง ความเข้าใจอันน่าหวาดหวั่นแล่นปราดเข้ามาในหัว พิษแห่งความโกลาหล...นี่คือวิธีแก้ของมัน

    ทว่าในความยินดีนั้นกลับแฝงไว้ด้วยความสิ้นหวังระลอกใหม่ เขากวาดตามองไปรอบกาย ในหุบเหวที่รกร้างและป่าหมอกที่หนาทึบจนแม้แต่แสงตะวันยังส่องลงมาได้เพียงน้อยนิดแห่งนี้ เขาจะไปตามหา "แสงจันทร์ที่สาดส่อง" ได้จากที่ใดกัน

    'ดูท่าทางว่า' เขาถอนหายใจยาวเหยียด พลางทรุดกายนั่งลงพิงผนังหินผาที่สลักภาพแห่งความหวังและความสิ้นหวังนั้นไว้อย่างอ่อนแรง 'ก่อนที่ข้าจะได้ใช้ประโยชน์จากเนตรแห่งจิต ข้าคงต้องออกแรงตามหาสมุนไพรเพื่อรักษาชีวิตอันแสนวุ่นวายของข้าเสียก่อน...ช่างน่าเหนื่อยหน่ายใจสิ้นดี'

    ทว่าขณะที่เขากำลังจะปล่อยให้ความอ่อนล้าเข้าครอบงำจนหมดสิ้น สายตาของเขาก็พลันเหลือบไปเห็น 'หญ้า๥ิญญา๸หมอกมายา' ในแหวนมิติที่กำลังเรืองแสงสีครามจางๆ ตัดกับ 'หญ้าจันทราโรย' ในภาพสลักหิน ความคิดที่ดูไร้สาระแวบหนึ่งพลันผุดขึ้นมาในหัว

    'แสงจันทร์...' เขาพึมพำกับตัวเองเบาๆ '...แล้วถ้ามันไม่จำเป็๞ต้องเป็๞แสงจันทร์จากท้องฟ้าเล่า'

    (จบตอนที่ 22)