ร่างกายที่ว่างเปล่าจากพลังปราณของหลงเทียนเฟยหนักอึ้งราวกับศิลา เขาจมอยู่บนพื้นหญ้าที่ชื้นแฉะและเย็นเยียบ แต่สัญชาตญาณที่กรีดร้องว่า 'ต้องรอด' นั้นรุนแรงกว่าความอ่อนล้าทั้งหมด การนอนอยู่ในที่โล่งแจ้งคือการเชื้อเชิญความตาย เขาใช้พลังเฮือกสุดท้ายที่ 'กายาพฤกษาสันติ' ค่อยๆ ฟื้นฟูขึ้นมา พยุงร่างให้ลุกขึ้นเดินโซซัดโซเซไปข้างหน้าอย่างไร้ทิศทาง
ทุกย่างก้าวคือความทรมาน แต่เขาก็สังเกตได้ถึงความเปลี่ยนแปลงรอบกาย กลิ่นดินชื้นแฉะของป่าค่อยๆ จางหายไป ถูกแทนที่ด้วยกลิ่นฝุ่นหินที่แห้งผาก พื้นดินที่เคยนุ่มนวลใต้ฝ่าเท้ากลับกลายเป็หินทรายที่แข็งกระด้างและระคายเคือง
และแล้วในที่สุด เขาก็ทะลุออกจากม่านหมอกหนาทึบที่เปรียบเสมือนกำแพง ภาพของหุบเหวหินทรายแดงอันกว้างใหญ่ปรากฏขึ้นเบื้องหน้า มันคือปราการทางธรรมชาติที่สมบูรณ์แบบที่สุด เขาพาร่างที่ใกล้จะหมดแรงเต็มทีไปซ่อนตัวใต้เงาของชะง่อนหินขนาดใหญ่ เมื่อแน่ใจว่าพ้นจากสายตาของทุกสิ่งแล้ว ความตึงเครียดที่เกาะกุมจิตใจมาตลอดจึงคลายลง เขาทรุดกายนั่งพิงผนังหินที่เย็นเฉียบ หอบหายใจอย่างหนักหน่วง และในที่สุดก็ยอมให้ความเ็ปและความกังวลเข้าครอบงำ
ความรู้สึกว่าถูกไล่ล่ายังคงเกาะกุมจิตใจของเขาไม่ปล่อย ซูโม่...ชื่อนี้เปรียบเสมือนเงาที่ทอดทับลงบนชีวิตอันสงบสุขที่เขาโหยหา
'ไม่ได้การ' เขาขมวดคิ้วแน่น 'ข้าจะปล่อยให้ชีวิตอันมีค่าของข้าต้องตกอยู่ในความหวาดระแวงเช่นนี้ต่อไปไม่ได้'
ความกลัวตายได้แปรเปลี่ยนเป็แรงผลักดันอีกครั้ง เขาต้องหาทางแก้ "การปนเปื้อน" นี้ให้ได้ก่อนที่จะคิดเื่อื่น
ขณะที่เขากำลังสำรวจสถานที่เพื่อหาที่พักที่ปลอดภัยที่สุด สายตาของเขาก็เหลือบไปเห็นบางสิ่งบนผนังหินสีแดงที่อยู่ตรงข้าม มันไม่ใช่ร่องรอยตามธรรมชาติ แต่เป็ภาพสลักหิน (petroglyphs) ที่ซีดจางไปตามกาลเวลา
ความอยากรู้อยากเห็นระคนความหวังริบหรี่ทำให้เขายันกายลุกขึ้นและเดินเข้าไปดูใกล้ๆ ภาพสลักเ่าั้เรียบง่ายทว่าสื่อความหมายได้อย่างชัดเจน มันบอกเล่าเื่ราวเป็ลำดับภาพ
ภาพแรก คือร่างของมนุษย์โบราณผู้หนึ่งกำลังยื่นมือไปััศิลาสีดำสนิทที่ตกมาจากฟากฟ้า
ภาพที่สอง คือร่างของมนุษย์ผู้นั้นกำลังดิ้นรนด้วยความเ็ป บนร่างกายของเขามีเส้นสายสีดำปรากฏขึ้นอย่างชัดเจน...เหมือนกับที่เคยปรากฏบนมือของเขาไม่ผิดเพี้ยน
ภาพสุดท้าย คือร่างของมนุษย์ผู้นั้นกำลังคุกเข่าอยู่ใต้ดวงจันทร์เต็มดวง ในมือกำลังถือต้นพืชที่มีใบเรืองแสงชนิดหนึ่งจรดริมฝีปาก ข้างๆ กันนั้นมีอักขระโบราณที่สลักไว้อย่างบรรจง
หลงเทียนเฟยเพ่งมองอักขระนั้น ความรู้ที่เคยศึกษามาในตระกูลทำให้เขาพอจะอ่านมันออก
"月露草"
"หญ้าจันทราโรย" เขาพึมพำกับตัวเอง ความเข้าใจอันน่าหวาดหวั่นแล่นปราดเข้ามาในหัว พิษแห่งความโกลาหล...นี่คือวิธีแก้ของมัน
ทว่าในความยินดีนั้นกลับแฝงไว้ด้วยความสิ้นหวังระลอกใหม่ เขากวาดตามองไปรอบกาย ในหุบเหวที่รกร้างและป่าหมอกที่หนาทึบจนแม้แต่แสงตะวันยังส่องลงมาได้เพียงน้อยนิดแห่งนี้ เขาจะไปตามหา "แสงจันทร์ที่สาดส่อง" ได้จากที่ใดกัน
'ดูท่าทางว่า' เขาถอนหายใจยาวเหยียด พลางทรุดกายนั่งลงพิงผนังหินผาที่สลักภาพแห่งความหวังและความสิ้นหวังนั้นไว้อย่างอ่อนแรง 'ก่อนที่ข้าจะได้ใช้ประโยชน์จากเนตรแห่งจิต ข้าคงต้องออกแรงตามหาสมุนไพรเพื่อรักษาชีวิตอันแสนวุ่นวายของข้าเสียก่อน...ช่างน่าเหนื่อยหน่ายใจสิ้นดี'
ทว่าขณะที่เขากำลังจะปล่อยให้ความอ่อนล้าเข้าครอบงำจนหมดสิ้น สายตาของเขาก็พลันเหลือบไปเห็น 'หญ้าิญญาหมอกมายา' ในแหวนมิติที่กำลังเรืองแสงสีครามจางๆ ตัดกับ 'หญ้าจันทราโรย' ในภาพสลักหิน ความคิดที่ดูไร้สาระแวบหนึ่งพลันผุดขึ้นมาในหัว
'แสงจันทร์...' เขาพึมพำกับตัวเองเบาๆ '...แล้วถ้ามันไม่จำเป็ต้องเป็แสงจันทร์จากท้องฟ้าเล่า'
(จบตอนที่ 22)