TheFirstOne เซียนกระบี่โลกวิวัฒน์

ตอนที่ 209 แต่งงาน?

ตอนที่ 209 แต่งงาน?


*****ไม่อนุญาตให้นำนิยายไปดัดแปลงหรือเผยแพร่ช่องทางอื่นทุกกรณีนะครับ***** 





ข่าวการโจมตีของมอนสเตอร์ทำให้เฟิร์สรู้สึกตกใจเช่นกัน


ต้องรู้ไว้ว่าพื้นที่ของอลาสก้าในตอนนี้ได้ตกเป็นของมอนสเตอร์ทั้งหมดแล้วและตอนนี้แคนนาดากำลังรับศึกหนัก


แม้พวกเขาจะได้รับความช่วยเหลือจากสหรัฐ แต่มันก็ไม่ง่ายเลยที่จะต้านกองทัพมอนสเตอร์เหล่านี้ได้


“พลังของเวเนเตอร์แรงค์ SSS ล้วนไม่ธรรมดาและแคนนาดาเองก็มีเวเนเตอร์แรงค์ SSS อยู่ด้วย มันน่าแปลกที่พวกเขาไม่สามารถจัดการกับมอนสเตอร์เหล่านั้นได้” 


“ไม่รู้ว่ามอนสเตอร์เหล่านั้นจะร้ายกาจเพียงใด แต่ถ้าคิดในแง่เดม่อนที่มีพลังสปีริตถึงกับทำให้ประตูอบิสแตกออกมาได้ นั่นหมายความว่าเดม่อนตนนั้นจะต้องไม่ธรรมดา มอนสเตอร์แรงค์ SSS ที่พวกเขาสร้างขึ้นอาจจะมีพลังรบไม่ต่ำไปกว่าเวเนเตอร์ร้อยอันดับแรกของโลกอย่างแน่นอน” เฟิร์สกล่าววิเคราะห์


“แต่การกวาดล้างมอนสเตอร์ก็ยังไม่ใช่วิธีแก้ปัญหาที่ถาวร ตราบใดที่ประตูยังคงเปิดอยู่และมอนสเตอร์ก็ออกมาจากที่นั่นไม่จบไม่สิ้น มิหนำซ้ำประตูเหล่านั้นยังเปิดอยู่นานผิดปกติ”


“หรือว่าการที่ประตูแตก จะทำลายกฎเกณฑ์การเปิดของประตูทำให้กลายเป็นการเชื่อมต่ออย่างถาวร พื้นที่ต้องห้ามอยู่มาหลายปีแล้ว และไม่มีทีท่าว่าจะหายไป”


ก่อนหน้านี้เขาเคยเห็นเดม่อนซึ่งเป็นจ้าวมิติอบิสทำการเปิดประตู นอกจากพลังสปีริตแล้วเฟิร์สยังรู้สึกถึงพลังบางอย่างที่เชื่อมต่อกับประตูนั้น ซึ่งมันอาจจะเป็นกฎเกณฑ์ของโลกก็เป็นได้


เดม่อนเคยบอกเขาว่าเพื่อดาวเคราะห์โลกมีกฎเกณฑ์ที่อ่อนแอและเต็มไปด้วยช่องว่างจึงทำให้พวกมันรุกรานดาวเคราะห์โลกได้


หากนำข้อมูลเหล่านี้มาอนุมานแล้ว มันอาจมีความเป็นไปได้ว่าการแตกของประตูอบิสจะเกี่ยวข้องกับกฎเกณฑ์ของโลกได้


“มีเพียงแต่ผู้ใช้อักขระขั้นสีครามเท่านั้นถึงจะพอสัมผัสควบคุมกฎเกณฑ์ของโลกได้ เมื่อถึงตอนนั้นอาจจะพอมีหวังที่จะปิดประตูอบิสที่แตกได้ และหากบ่มเพาะไปถึงขั้นครึ่งเทพในตำนานได้คงจะมีหวังในการปรับปรุงกฎเกณฑ์ของโลกนี้ได้” เฟิร์สเริ่มอนุมานขึ้นมา


ปัญหาการปรากฏตัวของอบิสนั้นยังคงเป็นปัญหาใหญ่ของโลก และเชื่อได้ว่าผู้คนจำนวนไม่น้อยที่ไม่ยอมให้อบิสหายไปแน่ เพราะมันมีผลประโยชน์มากมายอยู่ข้างในนั้น แม้ว่ามันจะเป็นอันตรายก็ตาม


เฟิร์สจึงตั้งใจเก็บงำเรื่องนี้เอาไว้ หากในวันหนึ่งเขามีพลังถึงขั้นนั้นเมื่อไหร่ เขาก็ไม่จำเป็นต้องถามความเห็นผู้คนเหล่านี้อีกและจะไม่มีใครกล้าที่จะขัดขวาง ดาวเคราะห์โลกใบนี้จะต้องปลอดภัยไร้การรุกราน


ระหว่างที่เฟิร์สกำลังใช้ความคิดอยู่นั้น สายตาของเขาก็หันไปเห็นยอเน๊ที่เดินผ่านอย่างอารมณ์ดี


ยอเน๊ในตอนนี้กลายเป็นชายหนุ่มอายุยี่สิบห้าปีแล้ว พริบตาเวลาก็ผ่านมาหลายปี จากเด็กหนุ่มในวันวานบัดนี้กลับกลายเป็นชายหนุ่มร่างสูงใหญ่ รูปร่างของเขาเมื่อเทียบกับเฟิร์สที่เหมือนหยุดเติบโตไปแล้ว ยอเน๊นั้นดูมีอายุที่มากกว่าอย่างชัดเจน


เฟิร์สเอ่ยทักทายน้องชายบุญธรรม


“ยอเน๊ นั่นนายกำลังจะไปไหน? ท่าทางอารมณ์ดีแต่เช้า”


“สวัสดีครับพี่เฟิร์ส วันนี้ผมกำลังจะไปพบพ่อแม่ของขิงครับ พวกเราจะไปตกลงเรื่องแต่งงาน” ยอเน๊เอ่ยอย่างยิ้มแย้มเมื่อเอ่ยถึงขิงแฟนสาวของเขา


ใช่แล้วตอนนี้ยอเน๊โตแล้ว อายุของเขาสมควรที่จะแต่งงานได้แล้ว


ยอเน๊คบกับแฟนสาวคนนี้มาสามปี แม้ว่าเขาจะอยู่ภูเขาสันโดษ แต่ตั้งแต่เริ่มแรกเฟิร์สก็ไม่ได้ห้ามทุกคนให้มีสังคมภายนอก พวกเขาสามารถเข้าออกได้ตามสบายใจ แต่มีข้อแม้เพียงอย่างเดียวนั่นคือพวกเขาจะต้องไม่พูดว่าเป็นคนของภูเขาสันโดษ


เพราะมันจะทำให้พวกเขาเกิดความยุ่งยากและจะนำปัญหามาให้ภูเขาสันโดษ แล้วอีกอย่างพวกเขาก็ไม่กล้าทำให้อันดับสิบของโลกขุ่นเคืองใจด้วย


“อ้าว? วันนี้แล้วหรอ? ไหนวันนั้นบอกว่าครอบครัวของแฟนยังไม่ยอมรับในตัวนายอยู่เลย และเอ่ยปากจะไม่ให้พบ” เฟิร์สเอ่ยอย่างสงสัย


เนื่องจากพวกเขาสนิทกันมาก ยอเน๊เองก็ชอบเล่าเรื่องของเขาให้พี่ชายฟัง


ครอบครัวของขิงมาจากตระกูลดัง พวกเขาเป็นเจ้าของห้างสรรพสินค้าหลายแห่ง แต่การที่ยอเน๊เป็นแค่เด็กชาวเขา ครอบครัวไม่ได้มีพื้นฐานอะไรมากนัก มันจึงเป็นที่ยอมรับได้ยาก


แม้พ่อแม่ของเฟิร์สจะรับยอเน๊เป็นลูกบุญธรรม แต่มันก็รับเป็นแค่ในนามเท่านั้น เนื่องจากยอเน๊ยังมีพ่อแม่จริงๆ อยู่มันจึงไม่สามารถทำอะไรอย่างเป็นทางการได้ ถึงทำได้พ่อแม่ของเฟิร์สก็ไม่ทำแบบนั้น


ด้วยฐานะของพ่อแม่เฟิร์ส เพียงแค่พวกเขารับปากก็มีความน่าเชื่อถือมากแล้ว ยอเน๊จึงกลายมาเป็นน้องชายของเฟิร์สโดยปริยาย


ทันทีเฟิร์สเอ่ยถามใบหน้าของยอเน๊ก็สลดลง


“ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน จู่ๆ เมื่อวันก่อนพวกเขาก็ให้ขิงมาบอกว่าต้องการพบผม ผมคบกับขิงมาถึงสามปี พวกเขาน่าจะใจอ่อนให้ผมแล้ว ผมว่านะ ...” ยอเน๊เอ่ยเสียงอ่อน


แม้ในโลกภายนอกเขาจะเป็นเวเนเตอร์มืออาชีพ มีการบ่มเพาะถึงขอบเขตดาราแดงแปดแฉก แต่ด้วยฐานะครอบครัวของยอเน๊ นั่นก็อดไม่ได้ที่พวกเขาจะดูถูก


แม้โลกในปัจจุบันจะนับถือเวเนเตอร์ แต่ผู้ที่มาจากครอบครัวกลุ่มธุรกิจใหญ่ก็มีเวเนเตอร์ในสังกัดเช่นเดียวกัน ต่อให้เป็นเวเนเตอร์ดาราแดงเก้าแฉก มันก็ไม่สามารถเรียกความสนใจจากพวกเขาได้อยู่ดี


เฟิร์สมองยอเน๊อย่างเข้าใจ 


“พี่อวยพรให้นายโชคดีก็แล้วกันนะ ขอให้นายขอลูกสาวเขาได้สำเร็จ” 


“ฮ่า ฮ่า ฮ่า ขอบคุณครับพี่” 


เมื่อเห็นท่าทางขี้เล่นของพี่ชายที่พบเห็นได้น้อย ยอเน๊ก็อารมณ์ดีขึ้นมา


ยอเน๊เดินทางออกจากภูเขาสันโดษด้วยท่าทางกระปี้กระเป่า 


หลังจากนั้นในตอนเย็นเขาก็กลับมาด้วยท่าทางกระโดดโลดเต้น


เขาวิ่งเข้าไปในบ้านที่เฟิร์สและพ่อแม่กำลังทานข้าวเย็นอยู่


“อ้าวยอเน๊กลับมาแล้วหรอ กินข้าวมารึยัง? มากินด้วยกันสิ” นพนภากวักมือเรียกอย่างเอ็นดู


“ครับแม่” ยอเน๊ไม่รอช้ารีบวิ่งไปเอาจานแล้วนั่งลงที่ประจำของเขาทันที


“เป็นอะไรถึงได้ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่เชียว มีเรื่องอะไรดีๆ อย่างนั้นหรอ?” คุณหมอสมคิดเอ่ยถาม


“ครับ เป็นเรื่องดี ... คือ ... คือ ... ทางพ่อแม่แฟนผมอนุญาตให้พวกเราแต่งงานกันได้แล้วครับ” ยอเน๊กล่าวอย่างยิ้มกว้าง


“ว๊าว ยินดีด้วย” เฟิร์สเอ่ย


“พวกเขาบอกว่าอาทิตย์หน้าจะให้ทั้งสองครอบครัวไปพูดคุยกัน เขานัดไว้ที่โรงแรมซิกนัส” 


“โรงแรมซิกนัส? ใช่โรงแรมสิบดาวที่พวกเราไปเที่ยวด้วยกันเมื่อปีที่แล้วใช่ไหมพ่อ”


“อืม น่าจะใช่”


เมื่อพูดถึงตรงนี้ สีหน้าของยอเน๊ก็ดูสลดลงทันที


“มีอะไรหรอยอเน๊” คุณหมอสมคิดเอ่ย


“คือว่าพอดีพ่อแม่ของผมพวกท่านไม่ค่อยไปเที่ยวในที่แบบนั้น อีกอย่างพวกท่านก็ไม่ค่อยชอบแต่งตัว แต่ฐานะของครอบครัวขิงเขา ...”


“นายกลัวเรื่องความไม่เหมาะสมหรอ?” เฟิร์สถาม


“ครับ ผมกลัวว่าครอบครัวของผมจะรู้สึกแย่และทำตัวไม่ถูกเมื่อไปที่นั่น”


พูดมาถึงตรงนี้นพนภาก็เหมือนจะคิดอะไรขึ้นได้


“มันเหมือนกับซีรี่ย์ที่แม่ดูในวันนั้น ที่ครอบครัวฝ่ายพระเอกกำลังกดดันครอบครัวฝ่ายเจ้าสาวด้วยฐานะ ... อุ้ย แม่ขอโทษ” นพนภาตกใจที่เผลอพูดอะไรออกมา


เมื่อได้ยินคำพูดของนพนภา พวกเขาก็เริ่มคิดอะไรบางอย่างได้


“จะไม่ให้คิดก็ไม่ได้นะ คบกันมาตั้งสามปีแต่ก็ไม่ชอบหน้ากันมาตลอด มาวันนี้เกิดจะตกลงให้แต่งงานกันซะงั้น พ่อก็ว่ามันแปลกๆ อยู่เหมือนกัน”


แล้วตอนนั้นเองยอเน๊ก็หวนคิดตอนที่ตนไปพบหน้าครอบครัวของแฟนสาว เขาเห็นพวกเขามองตนเองด้วยสายตาแปลกๆ แต่ก็พยายามไม่คิดอะไรมาก แต่เมื่อมาคิดดูแล้วมันก็อาจเป็นไปอย่างที่แม่ว่า


“พวกเขาตั้งใจจะดูถูกครอบครัวของผมเหรอ? ผมเป็นเวเนเตอร์ที่มีรายได้ขนาดนี้ แต่พวกเขาก็ยังดูถูกผมอีกหรอ? เงินไม่ใช่ปัญหาสำหรับผม ทำไมพวกเขาถึงได้ดูถูกผมอีก” ยอเน๊กล่าวด้วยใบหน้าเศร้าๆ เขาไม่คิดเลยว่าการคบกับคนรักจะมีอุปสรรคแบบนี้เข้ามา


เฟิร์สมองน้องชายของเขาด้วยอย่างเป็นห่วง แล้วเขาก็พูดขึ้นว่า


“เอาอย่างนี้ ถ้านายกังวลเรื่องนั้นพี่จะไปกับนายด้วย ยังไงซะพวกเราก็ถือว่าเป็นครอบครัวเดียวกัน”


“พี่เฟิร์ส! แต่มัน ...” ยอเน๊ตกใจเป็นอย่างมาก 


หากเฟิร์สทำแบบนี้ นี่ไม่ได้หมายความว่ามันจะเป็นการเปิดเผยความลับของภูเขาสันโดษหรอกหรอ?

คล้ายกับเรื่องTheFirstOne เซียนกระบี่โลกวิวัฒน์ ที่คุณอ่าน