ดวงอาทิตย์ค่อยๆปรากฏบนขอบฟ้า หมู่มวลวิหคขับขานเป็นท่วงทำนองเสนาะโสตลมโชยพัดพาต้นหญ้าไหวลู่เป็นสัญญาณเริ่มวันใหม่
เนื่องจากเป็นวันสำคัญเหล่าบุรุษผู้มีฝีมือยิงธนูพากันเตรียมพร้อมสำหรับการล่าสัตว์อาชาพันธุ์ดีต่างได้รับการบำรุงและขึ้นสายรัดบังเหียนเพื่อรอเวลาทะยานไปในพงไพร
เมื่อถึงเวลาซูจิ้งกับเสี่ยวลี่ต่างพากันตระเตรียมน้ำเกลือสำหรับบ้วนปากและอาภรณ์สะอาดชุดใหม่ให้แด่นายหญิง
เสียงเรียกเบาๆของสาวใช้คนสนิทปลุกให้โฉมงามทั้งสองหยัดกายขึ้นจากฟูกอันแสนสบาย
เยี่ยนเยว่ฉีตกใจเล็กน้อยนึกฉงนสงสัยว่าเหตุใดนางจึงมานอนข้างถางซือเซียนเล่าหรือว่าเมื่อคืนทุกอย่างจะเป็นแค่ความฝัน ทว่าร่างกายที่เพิ่งผ่านคืนอันหวานชื่นมาไม่กี่ชั่วยามสำแดงอาการเจ็บหน่วงบริเวณท้องน้อยกับจุดเร้นลับของสตรีสิ่งนี้เองที่กระตุ้นเตือนว่าเรื่องที่เกิดเมื่อคืนคือความจริงยามนี้นางเป็นของมู่เลี่ยงหรงโดยสมบูรณ์แล้ว
แม้ยังรู้สึกไม่ค่อยสบายตัวสักเท่าใดแต่ก็พอทานทนให้ผ่านพ้นวันนี้ไปได้ เยี่ยนเยว่ฉีนึกขอบคุณสามีที่ไม่หักโหมเคี่ยวกรำตนจนเกินไปเขาปล่อยให้นางได้นอนหลับสนิทตลอดทั้งราตรีทำให้อาการอ่อนเพลียจากการร่วมอภิรมย์ไม่รบกวนนางเท่าใดนัก
ด้วยซูจิ้งปรนนิบัติพัดวีบุตตรีแม่ทัพใหญ่มานานนมจนชำนาญนางจัดแจงสวมอาภรณ์สำหรับขี่ม้าสีแดงเพลิงทีละชิ้น จนในที่สุดนายหญิงก็โดดเด่นสมกับที่ตนตั้งใจเลือกชุดนี้มาให้โดยเฉพาะ
เพื่อให้ทัศนวิสัยไม่ถูกบดบังขณะโลดแล่นอยู่บนหลังอาชาเยี่ยนเยว่ฉีจึงต้องม้วนมวยผมเป็นทรงง่ายๆ แล้วรัดไว้ให้แน่นด้วยสายหนังเส้นเล็กบางยามนี้ฉินหวางเฟยดูสวยสง่าแปลกตากว่าครั้งไหนๆ นางพร้อมสำหรับการล่าสัตว์แล้ว
“พี่เยว่ฉี...นี่ท่านจะร่วมล่าสัตว์ด้วยหรือ”ถางซือเซียนอดถามไม่ได้เมื่อเห็นสตรีในชุดสีแดงเพลิงหยิบคันธนูออกมาจากหีบเหล็กซึ่งในตอนแรกนางก็ไม่รู้ว่าข้างในมีสิ่งใด บัดนี้จึงแจ้งแก่ใจแล้ว เยี่ยนเยว่ฉีไม่ใช่สตรีในห้องหอธรรมดาเช่นนาง
“แน่นอนข้าเป็นถึงลูกสาวแม่ทัพใหญ่ ไฉนเลยจะขี่ม้ายิงธนูไม่เป็นเล่าเพียงแต่ไม่เก่งเท่าพวกพี่ชายเท่านั้น” เยี่ยนเยว่ฉีตอบด้วยน้ำเสียงสบายๆคล้ายกับว่าเรื่องเหล่านี้คือสิ่งที่สมควรจะเป็น
ดรุณีน้อยกะพริบตาปริบๆนางเดินเข้าไปลูบคันธนูเบาๆ แอบนึกไปว่าจะดีสักเพียงใดหากตนเองเข้มแข็งมากกว่านี้เช่นนั้นแล้วคงไม่มีผู้ใดบังอาจมารังแกได้ ครั้นนึกถึงเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อวานถางซือเซียนก็รู้สึกไร้ประโยชน์ขึ้นมาอีกคราหนึ่ง
“ซือเซียนเก่งแต่เย็บปักเขียนอักษร เล่นดนตรี แต่คงมีเพียงฝีมือทำอาหารเท่านั้นที่พอจะโอ้อวดผู้อื่นได้น่าอิจฉาพี่เยว่ฉียิ่งนัก”
เยี่ยนเยว่ฉียิ้มหวานปลอบใจหญิงสาวที่กำลังน้อยใจความจริงแล้วนางอยากจะบอกถางซือเซียนเสียเหลือเกินว่า ถ้าหากเลือกได้ สตรีบอบบางเช่นนางก็ไม่ได้ต้องการที่จะขี่ม้าตากแดดตากลมให้ลำบากสักนิด
“จะอิจฉาไปไยเจ้าเป็นสตรีในเมืองหลวง เรื่องที่เจ้าถนัดคือสิ่งที่ถูกต้องเหมาะสมแล้วอย่าได้ลืมว่าข้าเติบโตอยู่ชายแดน ก็ต้องมีวิชาติดกายเอาไว้บ้าง ทุกอย่างที่ท่านพ่อบังคับให้ร่ำเรียนล้วนเป็นสิ่งจำเป็นทั้งสิ้นหาไม่แล้ว หากไปเจอสัตว์ร้าย หรือทหารต่างแคว้นเข้าคงไม่อาจรอดชีวิตได้”
“เป็นอย่างนี้เองหรอหรือซือเซียนคิดน้อยไปจริงๆ” สาวน้อยเผยรอยยิ้มน่ารักในที่สุด เมื่อตระหนักได้ว่าทุกคนมีเรื่องหนักใจกันทั้งนั้นเยี่ยนเยว่ฉีคงได้รับความลำบากไม่น้อย นางไม่ควรใช้สายตาคนเขลาประเมินวิญญูชน
“แต่ถ้าเจ้าอยากลองเรียนรู้เรื่องล่าสัตว์เดี๋ยวข้าจะขอร้องให้พี่รองสอนขี่ม้ายิงธนูให้ก็ได้ ว่าแต่น้องสาวสนใจจริงๆ หรือไม่เล่า”เยี่ยเยว่ฉีเอ่ยถามถางซือเซียนด้วยแววตากรุ้มกริ่ม พลางกระเถิบเท้าเข้าไปหาดรุณีแรกแย้มอย่างช้าๆ
“อย่าดีกว่าเจ้าค่ะข้าเกรงใจท่านกุนซือ” ถางซือเซียนหน้าเห่อร้อนขึ้นมาทันควันเมื่อนึกภาพของนางกับเยี่ยนจิ้นหลิงยามอยู่บนหลังอาชาสีหมอกด้วยกัน แต่แล้วก็แปรเปลี่ยนไปราบเรียบดุจเดิมเมื่อหันมาเห็นหน้าของซูจิ้ง
เยี่ยนเยว่ฉีเห็นอากัปกิริยาของสาวน้อยก็เริ่มมั่นใจความคิดของตนเองจึงตั้งใจจะเป็นแม่สื่อให้ได้เสียอย่างนั้น ถางซือเซียนมีคุณสมบัติของการเป็นแม่ศรีเรือนพี่ชายคนรองของตนเองคงไม่ตาบอดเห็นนางเป็นแค่เบี้ยหมากกระมัง
“ไม่ต้องเกรงใจเจ้าเป็นน้องสาวของข้าแล้ว พี่รองย่อมต้องเอ็นดูเจ้าเช่นกัน”
“แต่ว่า...”ถางซือเซียนทำท่าทางเหมือนจะคัดค้านไม่เห็นด้วย
“ไม่มีแต่อย่างน้อยก็ต้องขี่ม้าได้ เกิดมีอะไรฉุกเฉินจะได้ใช้หนีอันตรายส่วนเรื่องพี่รองข้าจัดการเอง”
สิ้นคำสั่งเผด็จการถางซือเซียนก็ไม่ได้พูดอะไรอีก คิดไม่ถึงว่าเยี่ยนเยว่ฉีจะเป็นคนเอาแต่ใจยิ่งนักไม่ยอมรับคำปฏิเสธของนางสักนิด
เมื่อพูดคุยกันเสร็จสรรพก็จวนเจียนได้เวลาล่าสัตว์แล้ว สตรีโฉมงามทั้งสองจึงเยื้องกรายออกมาจากที่พำนักในขณะนั้นเอง เงาร่างหนึ่งก็ปราดเข้ามาขวางทางทั้งคู่เอาไว้เมื่อทั้งสองหายตกใจก็เห็นเยี่ยนจิ้นหลิงในชุดผ้าไหมสีขาว หาใช่ชุดขี่ม้าล่าสัตว์
เยี่ยนจิ้นหลิงยืนอมยิ้มนัยน์ตาหงส์เคลื่อนไปมองหน้าดรุณีแรกแย้มแวบหนึ่ง ถางซือเซียนหลบสายตาคมกริบนั่นทันทีไม่แม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมองอีกฝ่าย กุนซือหนุ่มคิ้วกระตุกเล็กน้อยแต่เขาก็ไม่ได้กล่าวอะไรกลับผินหน้าไปหาน้องสาวในไส้แทน
“ฉีเอ๋อร์เจ้าช่วยมาทางนี้กับข้าหน่อย”
“มีอะไรหรือพี่รอง”เยี่ยนเยว่ฉีแปลกใจเล็กน้อย เวลาเช่นนี้มีอะไรสำคัญจนพี่ชายต้องมาตามหานาง
“มันแน่อยู่แล้วพวกเราพี่น้องจะออกล่าสัตว์ทั้งทีก็ต้องวางแผนกันสักหน่อย”จิ้งจอกหนุ่มยิ้มกรุ้มกริ่มอยู่ในที เขาโบกพัดหยกม่วงเบาๆ ทำราวกับครุ่นคิดเรื่องบางอย่างอยู่
“แล้วซือเซียนเล่า”เยี่ยนเยว่ฉีอดห่วงสาวน้อยข้างกายไม่ได้ ตนไม่อยากทิ้งอีกฝ่ายเอาไว้ผู้เดียว
“หม่อมฉันจะล่วงหน้าไปยังกระโจมหน้าลานก่อนเชิญหวางเฟยตามท่านกุนซือไปเถิด ไม่ต้องห่วงทางนี้หรอกเพคะ” เมื่อเห็นว่าตนเองเริ่มจะเป็นภาระขัดขวางธุระของผู้อื่นถางซือเซียนพลันเอื้อมมือนุ่มนิ่มไปแตะที่ข้อศอกของเยี่ยนเยว่ฉี พลางยกยิ้มน้อยๆ เมื่ออีกฝ่ายพยักหน้ารับนางก็ย่างเท้าเดินจากไปอย่างเป็นธรรมชาติโดยไม่แม้แต่จะทักทาย หรือมองหน้าบุรุษผมสีเงินเลยสักนิดเดียว
‘สาวน้อยเจ้ากล้าเมินข้าอย่างนั้นรึ’เยี่ยนจิ้นหลิงทั้งหงุดหงิด ทั้งแปลกใจกับท่าทีของถางซือเซียนแต่คิดว่าคงจะต้องปล่อยนางจากไปก่อน เนื่องจากยามนี้เขามีเรื่องสำคัญยิ่งกว่าให้ทำ
คิดได้ดังนั้นบุรุษผมสีเงินจึงเดินนำทางน้องสาวแสนสวยไปอีกทาง ไม่นานนักทั้งสองก็มาถึงกระโจมพักหลังหนึ่งเมื่อก้าวเข้าไปด้านใน เยี่ยนเยว่ฉีแลเห็นเยี่ยนหยางจงกำลังรอคอยอยู่ก่อนแล้ว