“ตอนนี้พวกเรามาถึงชั้นสุดท้ายแล้วครับทุกคนอดทนกันหน่อยนะครับ”
พวกเขามีเวลาพักสั้นๆเนื่องจากต้องพิชิตดันเจี้ยนและกลับออกไปภายในระยะเวลาที่จำกัดเอาไว้แค่หนึ่งชั่วโมงทั้งทีมเดินไปตามโถงทางเดินและในตอนที่พวกเขากำลังยืนอยู่ตรงบันไดที่มุ่งไปยังดันเจี้ยนชั้นสุดท้ายนั้นตรงหน้าทางเข้าก็มีฝูงก็อบลินห้าตัวและฮ็อบก็อบลินหนึ่งตัวยืนอยู่ตัวที่ดูสูงใหญ่กว่าตัวอื่น ๆ ราวหนึ่ง่ตัวถือไม้เท้าขนาดใหญ่เอาไว้ในมือ
“เราจะบุกด้วยยุทธวิธีพื้นฐานนะครับ”
คำพูดที่ฟังดูมั่นใจของแบโดซูทำให้อูจินถึงกับเอียงศีรษะด้วยความแคลงใจเขาเคยต่อสู้กับกองทัพาาปีศาจที่ดาวอาร์เฟนมาแล้วเจอมอนสเตอร์มาสารพัดจนนับไม่ถ้วน และหนึ่งในนั้นก็มีฮ็อบก็อบลินอยู่ด้วย
สาเหตุที่เ้านั่นเป็ตัวยุ่งยากไม่ใช่เพราะมันมีขนาดตัวใหญ่กว่าก็อบลินปกติหรอกแม้แต่ในหมู่ก็อบลินด้วยกันเองมันก็ถือเป็ก็อบลินนักเวทที่มีสติปัญญาสูงทีเดียวแล้วก็...
ไม่ได้สิ
อูจินเดาะปากขณะมองสมาชิกในทีมเดินหน้าไปอย่างช้าๆ
“เราควรจะบุกกันแบบระวังๆ หน่อยนะครับ”
แบโดซูส่ายศีรษะให้กับคำพูดของอูจินใบหน้าของเขาเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจชัยชนะที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องทำให้เขาลืมความจริงที่ว่านี่เป็การท้าทายดันเจี้ยนระดับ2ดาวครั้งแรกของตน
“ผมศึกษาคู่มือมาดีแล้วน่าวิธีโจมตีหลักของเ้านั่นคือเวทมนตร์ สกิลของจงชอลคือม่านป้องกันถ้าใช้มันขวางเอาไว้แล้วชิงโจมตีตอนฮ็อบก็อบลินสกิลดีเลย์ละก็ พวกเราชนะแน่”
คนหนึ่งในหน่วยโล่กำบังมีสกิลม่านป้องกันอยู่อูจินไหวไหล่หนึ่งทีแล้วเออออไปตามความคิดเห็นของพวกเขา หัวหน้าของทีมนี้คือแบโดซูตัวเขาเป็เพียงผู้มาร่วมทีมชั่วคราวเท่านั้น
แน่นอนว่าความรับผิดชอบย่อมตกเป็ของหัวหน้าอย่างเขาคนนั้นเช่นกัน
“มาแล้ว ขวางไว้!”
สิ้นเสียงแบโดซูผู้ชายที่ชื่อจงชอลก็รีบใช้สกิลของตัวเองทันที จังหวะที่ม่านสีขาวสว่างแผ่ขยายไฟฟ้าจากฮ็อบก็อบลินก็พุ่งเข้ามาปะทะกับมันเต็ม ๆ
เปรี้ยง!
ม่านป้องกันหายไปพร้อมกระแสไฟฟ้า
“เรียบร้อยลุยกันเลย!”
แบโดซูใช้สกิลจุดไฟต่อทันทีเขาจัดการการมองเห็นของฮ็อบก็อบลินแล้วบุกจู่โจมร่วมกับสมาชิกคนอื่นด้านซองกูเองก็ปล่อยลูกไฟใส่ฮ็อบก็อบลินไม่ยั้งเหมือนกัน
อันตรายอยู่นะนั่น
ฮ็อบก็อบลินมีสติปัญญาสูงซึ่งอาจสูงถึงขั้นร่ายเวทได้เลยด้วยซํ้าและความอันตรายของฮ็อบก็อบลินก็ไม่ได้มาจากเวทมนตร์นั้น
เคียกกกก
เสียงร้องอันแปลกประหลาดของฮ็อบก็อบลินทำให้พวกก็อบลินที่อยู่รอบๆ มารวมตัวกัน ในมือของพวกมันที่ถือกระบองอยู่นั้น มีโล่กำบังแบบหยาบ ๆ อยู่ด้วย
มีั้แ่ป้ายที่ถูกดึงออกมาจากจุดต่างๆ ในสถานีรถไฟใต้ดิน ไปจนถึงแท่นวางหนังสือพิมพ์สิ่งของนานาชนิดถูกนำมาถือเอาไว้ชั่วคราวจากนั้นเหล่าก็อบลินที่ซ่อนตัวอยู่ก็หยิบกระบอกยาว ๆ ออกมาเล็งเป้า
“โจมตี!จัดการฮ็อบก็อบลินก่อนก็พอ”
หลังได้ยินคำพูดของแบโดซูกระทั่งพลธนูก็เล็งคันธนูไปที่ฮ็อบก็อบลินด้วยเช่นกันแต่มันกลับซ่อนตัวอยู่หลังราวบันไดและพวกก็อบลินที่ควรจะตื่นตระหนกกับการโจมตีของลูกไฟกลับตั้งแนวป้องกันพร้อมจัดกระบวนไปด้วย
พวกก็อบลินกับทีมของพวกเขาพุ่งเข้าปะทะกัน
“จะ...เ้าพวกนี้เหมือนมีอะไรต่างไปนะ”
รูปร่างและพลังของเ้าพวกที่กำลังปะทะกันอยู่นั้นยังเหมือนเดิมแต่ถ้าจะมีอะไรต่างไปละก็ น่าจะเป็การที่พวกมันต่อสู้ได้เฉียบคมมากขึ้นทั้งทีมรู้สึกได้ถึงความผิดปกติบางอย่างสถานการณ์ในตอนนี้ดูเหมือนจะเริ่มแย่ลงเสียแล้ว
ฟุ่บ ฟุ่บ ฟุ่บ
พวกก็อบลินที่ซ่อนตัวอยู่ยิงเข็มยาชาซึ่งเป็อาวุธเฉพาะตัวของพวกมันออกมาในบรรดาเข็มพวกนั้น อาจมีเข็มยาพิษปะปนอยู่ก็ได้
“โอ๊ยเจ็บ อะไรวะ”
“อึกร่างกายมัน”
ถึงจะไม่ใช่อาการอัมพาตทั้งตัวโดยสมบูรณ์แต่บริเวณที่ถูกเข็มยาชาจะเกิดอาการแข็งเกร็งชั่วคราวซึ่งเป็ปัจจัยเสี่ยงอย่างใหญ่หลวงเมื่ออยู่ท่ามกลางการต่อสู้ฟาดฟันกันอย่างดุเดือด
ผัวะ!
“เอ๊ะ?”
สมาชิกคนหนึ่งล้มลงไปหลังถูกกระบองของก็อบลินหวดเข้าใส่เป็เพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้นแบโดซูรู้สึกอึดอัดเหมือนหัวใจถูกบีบรัด
พวกก็อบลินที่ตวัดมีดใส่แค่ครั้งเดียวก็ตายได้ทันทีกำลังรับมือกันอย่างเป็ระบบทำให้การเผชิญหน้ากับพวกมันเป็ไปอย่างลำบาก
ชิ จะปล่อยให้เป็แบบนี้ไม่ได้
ความอันตรายของฮ็อบก็อบลินไม่ได้อยู่ที่ความสามารถทางร่างกายหรือเวทมนตร์แต่เป็ความสามารถในการบังคับบัญชาด้วยสติปัญญาที่เหนือกว่าก็อบลินทั่วไปต่างหากพวกก็อบลินที่มีผู้บัญชาการจะถือว่าไม่ได้เป็แค่มอนสเตอร์ระดับ 1ดาวอีกต่อไป แต่ต้องระวังพวกมันทีละตัวแทนการมองเหมารวมเป็ฝูงใหญ่
“ตะ...ต้องหนีถอยออกมาซะ”
สิ้นเสียงะโของแบโดซูที่อยู่ด้านหลังเหล่าผู้โจมตีระยะประชิดก็พากันตะเกียกตะกายวิ่งหนีแต่นั่นก็เกิดขึ้นหลังจากหนึ่งในพวกเขาหมดสติไปแล้ว หากหนีออกมากันแบบนี้คนคนนั้นจะถูกปล่อยให้ตายทันที
ตูม!
ซองกูสร้างลูกไฟแล้วขว้างออกไปทันทีที่เวลาคูลดาวน์หมดลงก็อบลินสองตัวที่ไล่ตามมาถูกไฟลุกท่วมร่างจนต้องรีบล่าถอยไปเหล่าผู้โจมตีระยะประชิดอาศัยจังหวะนั้นหนีออกมาอย่างรวดเร็ว
“ไม่ได้การแล้วถอยก่อนดีกว่า!”
“แล้วจงชอลล่ะ!”
“เขาตายแล้ว!ดูไม่ออกหรือไง”
แบโดซูะโอย่างเดือดดาลทำให้สีหน้าของทุกคนเคร่งเครียดขึ้นในทันทีมันคือสีหน้าเศร้าหมองที่ปะปนไปด้วยความเสียใจต่อพวกพ้อง ความหวาดกลัวและความปรารถนาที่จะรอดชีวิต
เมื่อลองครุ่นคิดดูให้ดีการตัดสินใจนั้นชัดเจนอยู่แล้ว
ว่าไม่มีสิ่งใดสำคัญไปกว่าชีวิตตัวเอง
“ถอย!”
แต่ละคนรีบวิ่งหนีทันทีหลังได้ยินแบโดซูะโแต่ถึงอย่างนั้นฝูงก็อบลินก็ใช่ว่าจะอยู่เฉย
เปรี้ยง!
ฮ็อบก็อบลินที่ได้สติกลับมาใช้ไฟฟ้าโจมตีใส่ร่างของซองกู เขาอ้าปากค้างโดยไม่อาจเปล่งเสียงร้องใด ๆ ออกมาได้ดวงตาทั้งสองข้างเหลือกขึ้นจนเห็นตาขาว
“ชิรีบหนีเร็วเข้า!”
การตายของซองกูซึ่งไม่ใช่พวกพ้องกันั้แ่แรกไม่ได้ทำให้พวกเขารู้สึกเสียใจแม้แต่น้อยการตายของผู้ปลุกพลังที่ตัดสินใจเข้าสู่ดันเจี้ยนด้วยตนเองนั้นมักถูกเก็บซ่อนในเงามืดเสมอ
เขาก็แค่โชคไม่ดีเท่านั้น
เหล่าก็อบลินแสร้งทำเป็ไล่ตามพวกเขาอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะมารวมตัวกันข้างฮ็อบก็อบลินในตอนนั้นเองอูจินที่ซ่อนตัวอยู่ตรงเสาก็ปรากฏตัวออกมา
“ไม่ได้ล่าแบบไล่ต้อนมานานแล้วแฮะ”
มีผู้เสียชีวิตสองรายส่วนที่เหลือหนีออกไปได้อูจินมองพวกก็อบลินที่มารวมตัวกันอย่างหนาแน่นแล้วฉีกยิ้มกว้าง
โชว์แสนสนุกจบลงแล้ว
“เอาละไปลุยกันเถอะ พวกลูกกระจ๊อก”
สิ้นเสียงเรียกของอูจินซากของก็อบลินสี่ตัวที่อยู่บนพื้นก็ะเิออกกลายเป็ทหารโครงกระดูกที่ถูกอัญเชิญออกมา
ท่ามกลางเสียงร้องของพวกก็อบลินที่เปล่งออกมาราวกับฝูงลิงแตกตื่นและเสียงหัวเราะหยอกล้ออันเป็เอกลักษณ์ของพวกทหารโครงกระดูกอูจินโยนกระบองเบาหวิวที่ถืออยู่ในมือทิ้งไป ก่อนจะหยิบชะแลงออกมาจากช่องเก็บของ
ทั้งนํ้าหนักที่กำลังดีและมีพลังทำลายล้างที่เหมาะสมเขาจึงเก็บมันเอาไว้ในช่องเก็บของ เผื่อเอาไว้ใช้งานจนกว่าจะหาอาวุธที่เหมาะมือได้
“เอ้าลุยเลย”
ทันทีที่อูจินพุ่งตัวออกไปเหล่าทหารโครงกระดูกก็วิ่งออกไปต้อนพวกก็อบลินให้จนมุมราวกับเป็การเปิดทางให้กับการมาของนายพล
ฮ็อบก็อบลินที่กำลังตื่นตระหนกรีบออกคำสั่งทันทีแม้พวกก็อบลินจะพยายามเข้ามาขวาง ทว่าก็มีแต่จะถูกชะแลงะเิกะโหลกจนกระจุย
ซากของพวกก็อบลินที่ตายไปะเิออกเป็ทหารโครงกระดูกในทันทีเนื่องจากอูจินใช้พอยต์อัปเลเวลสกิลเอาไว้แล้วคราวนี้พวกมันจึงเป็ทหารโครงกระดูกที่มีพละกำลังเทียบเท่าผู้ปลุกพลังแรงก์ตํ่าฝีมือพอใช้
เนื่องจากพวกมันถึกขึ้นและไม่ตายง่ายๆ เพียงพริบตาเดียวก็รวบรวมได้ครบสิบสี่ตัวตามขีดจำกัด อูจินฟาดชะแลงเปื้อนเืสดๆ ของพวกก็อบลินเข้าไปที่หน้าของฮ็อบก็อบลินที่กำลังตื่นตระหนก
เสียง ‘เปรี๊ยะ’ดังออกมาจากปลายไม้เท้าในมือมันพร้อมกระแสไฟฟ้าที่กำลังก่อตัวเดาว่าสกิลโจมตีด้วยไฟฟ้าของมันคงใกล้หมดเวลาคูลดาวน์พอดี
อูจินใช้ส่วนปลายแหลมด้านท้ายชะแลงแทงเข้าไปที่กะโหลกของฮ็อบก็อบลินการโจมตีที่เจาะทำลายกะโหลกส่งผลให้ไฟฟ้าที่ก่อตัวตรงปลายไม้เท้าไม่อาจถูกปล่อยออกมาได้และสลายไปในที่สุด
“ฮู่...แบบนี้เก็บพอยต์ได้เพียบเลยถ้าจะล่าก็ต้องล่าแบบไล่ต้อนนี่แหละ”
พอยต์ผลงานเพิ่มขึ้น2พอยต์ต่อก็อบลินหนึ่งตัว ส่วนฮ็อบก็อบลินนั้นเพิ่มขึ้นทีเดียว 5พอยต์ ดันเจี้ยนระดับ 2 ดาวยังได้ถึงขนาดนี้แล้วดันเจี้ยนระดับสูงกว่านี้จะได้ขนาดไหน
เมื่อคิดถึงตำราเวทมนตร์ต่างๆ ที่ขายอยู่ในร้านค้าผลงานการจะเรียกคืนความสามารถทั้งหมดที่เคยมีเมื่อครั้งอยู่ที่ดาวอาร์เฟนคงติดปัญหาแค่ด้านเวลาเพียงอย่างเดียวเท่านั้น
ค่าประสบการณ์ก็ดีเกินคาดจนอัปขึ้นมาหนึ่งเลเวล
“ว่าแล้วว่ายังไงการล่าแบบทีมก็ไม่เหมาะกับฉันจริงๆ”
เขามีทหารโครงกระดูกเป็ตัวรับความเสียหายจากด้านหน้าแทนส่วนตัวเองก็คอยออกคำสั่งและโจมตีจากด้านหลังหรือถ้าอัปเลเวลขึ้นไปอีกนิดก็จะเรียนรู้สกิลเพิ่มขึ้นได้เช่นกัน
เมื่อได้ลองจำใจเข้าร่วมการพิชิตดันเจี้ยนแบบทีมอูจินพบว่าเขามีโอกาสปลิดชีพมอนสเตอร์ด้วยมือตัวเองน้อยมากทำให้ไม่ค่อยได้รับค่าประสบการณ์หรือผลงานสักเท่าไรเมื่อเทียบกับการลุยเดี่ยวแบบนี้
อูจินมองดูซากก็อบลินที่เกลื่อนกลาดอยู่บนพื้นก่อนจะร่ายเวทสำรวจเขาไม่จำเป็ต้องผ่าซากก็อบลินทั้งหมดเพื่อหาบลัดสโตนให้ยุ่งยากด้วยผลจากสกิลสำรวจ ไอเท็มต่าง ๆ ที่มีพลังมานาแฝงอยู่จึงเริ่มเปล่งแสงอูจินเห็นแสงวาบออกมาจากอกของฮ็อบก็อบลินที่นอนอยู่บนพื้น เขาจึงลองค้นหาสิ่งนั้นดู
“โอ๊ะ?ตำราเวทมนตร์นี่”
อูจินพลิกตำราเวทมนตร์ในมือไปมาแต่ดูไม่ออกเลยว่ามันเป็เวทมนตร์เกี่ยวกับอะไร
“ไหน ๆก็จะต้องเรียนรู้เวทจำแนกอยู่แล้ว ควรจะซื้อสกิลไปเลยสินะ”
อูจินเรียกร้านค้าผลงานออกมาก่อนจะใช้พอยต์ผลงาน 20 พอยต์ในการเรียนรู้สกิล‘จำแนก’
ความจริงจะใช้ม้วนคัมภีร์เวทจำแนกที่เป็ไอเท็มสำหรับใช้ครั้งเดียวก็ได้แต่ไหน ๆ ก็เป็สกิลที่ใช้บ่อยอยู่แล้ว เรียนรู้เอาไว้ก็ไม่มีอะไรเสียหาย
[จำแนก]
[สามารถล่วงรู้ข้อมูลของไอเท็มที่ยังไม่เปิดเผยได้ยิ่งค่าสติปัญญาสูงโอกาสล้มเหลวจะตํ่าลง]
[พลังเวทที่ใช้: 1]
หลังเรียนรู้เวทมนตร์ดังกล่าวเรียบร้อยแล้วอูจินก็ทำการวิเคราะห์ตำราเวทมนตร์ทันที
[ชอร์ตไฟฟ้า]
[สามารถโจมตีเป้าหมายด้วยไฟฟ้า]
[พลังเวทที่ใช้: 1 เวลาคูลดาวน์ : 20]
“โฮ่อันที่เ้านั่นใช้เมื่อกี้นี้สินะ”
อูจินค้นหาราคาของสกิลชอร์ตไฟฟ้าในร้านค้าผลงานก่อนจะพบว่ามันคือตำราเวทมนตร์ที่มีมูลค่าถึง 100 พอยต์
แม้เวทมนตร์ธาตุระดับตํ่าอย่างเช่นการจุดไฟหรือสร้างนํ้าใช้แค่ราว ๆ30 พอยต์ก็ซื้อได้แล้วแต่สกิลที่ใช้ไฟฟ้าในการโจมตีเป็เวทมนตร์สำหรับโจมตีเป้าเดี่ยวที่มีประโยชน์มากกว่าสกิลพวกนั้นการที่มันมีราคาแพงกว่าราวสามเท่าจึงเป็เื่ที่เข้าใจได้
“ราคาเอาเื่อยู่นะเนี่ย”
ต้องกำจัดก็อบลินห้าสิบตัวถึงจะหาพอยต์เท่านั้นมาได้เมื่อคิดถึงความเร็วในการกำจัดก็อบลินดูแล้ว สกิลนั่นก็ไม่ได้แพงถึงขั้นนั้นแต่ก็ไม่ได้ถูกถึงขนาดที่คิดจะซื้อก็ซื้อได้เลยเช่นกัน
เนื่องจากยังไม่ใช่สิ่งจำเป็ในตอนนี้อูจินจึงเก็บตำราเวทมนตร์เอาไว้แล้วหันไปผ่ากะโหลกก็อบลินที่ยังเปล่งแสงเพื่อขุดเอาบลัดสโตนออกมา
“อือ...อือ”
“หืม?”
อูจินที่กำลังขุดบลัดสโตนอยู่นั้นมีสีหน้าเคร่งขรึมขึ้นทันทีเมื่อได้ยินเสียงร้องครวญครางก่อนจะหันมองรอบ ๆ
เขาไม่พบการปรากฏตัวของมอนสเตอร์อูจินกวาดตามองทั่วบริเวณอย่างระแวดระวังจนไปสบเข้ากับสายตาของซองกูที่นอนทรมานอยู่
ดวงตาของอีกฝ่ายที่เคยเหลือกค้างเผลอแป๊บเดียวก็กลับมาเป็ปกติใบหน้ายับย่นดูทรมานราวกับว่าความเ็ปยังไม่จางหายไป
อูจินเดินเข้าไปนั่งยองๆ ข้างเขา ดูเหมือนว่าผลข้างเคียงจากการถูกไฟฟ้าชอร์ตจะยังอยู่ซองกูพยายามบังคับลิ้นแข็ง ๆ ให้ขยับเปล่งคำพูดออกมา
“ชะ...ช่วยดะ...”
“นี่นายเห็นถึงตรงไหนน่ะ”
อูจินถามแทรกคำพูดของซองกูใบหน้าของเขามีเพียงความเฉยเมยขณะก้มลงมองซองกูที่แววตาเปี่ยมไปด้วยความสิ้นหวัง
เขาเห็นคนตายมานับครั้งไม่ถ้วนมีทั้งพวกพ้อง พวกที่เคยพบพานในฐานะศัตรูรวมถึงผู้คนที่ถูกด้อยค่าและ่ชิงดวงิญญาไปทั้งที่ไร้ความผิด
“อาช่างมันแล้วกัน”
ที่นี่ไม่ใช่ดาวอาร์เฟนสักหน่อยเขาไม่คิดฆ่าซองกูด้วยเื่แค่นี้หรอกอีกฝ่ายไม่ใช่สายลับของดินแดนศัตรูด้วยซํ้าไม่มีความจำเป็ถึงขั้นต้องลงมือปิดปาก
“ชะ...ช่วยด้วยครับ”
ลิ้นซองกูค่อย ๆหายแข็งจนคำที่เปล่งออกมาฟังชัดเจนขึ้น ซองกูผู้สกิลสร้างลูกไฟการบรรลุพลังเวทได้นั้นก็หมายความว่าเ้าตัวจะต้องมีพลังในการต้านทานอยู่ประมาณหนึ่งเช่นกัน
หากไม่ใช่ผู้ปลุกพลังแต่เป็แค่คนธรรมดาละก็ ป่านนี้คงตายไปแล้วและแม้ไม่ตายแต่ถ้าปล่อยเอาไว้ก็คงต้องตายเพราะพวกมอนสเตอร์ที่อยู่ชั้นล่างอยู่ดี
“ถ้าฉันช่วยแล้วนายจะให้อะไรฉันได้บ้างล่ะ”
“ผมจะไม่ปริปากพูดอะไรเลยครับ”
“พูดเื่?”
“เื่ที่พี่เป็ผู้ปลุกพลังแรงก์D ครับ”
อูจินหัวเราะกับคำพูดของซองกูถ้านับจากที่สามารถกำจัดฮ็อบก็อบลินรวมถึงฝูงก็อบลินหลายสิบตัวได้ง่ายดายขนาดนั้นละก็คงจะเป็ผู้ปลุกพลังประมาณแรงก์ D แน่ ๆ
เื่พวกนั้นต่อให้ป่าวประกาศไปก็ไม่ได้ส่งผลอะไร ความสนใจของอูจินไม่ได้อยู่ที่สิ่งเ่าั้เลย
“จะให้เท่าไหร่ล่ะ”
“ครับ?”
เวลาที่สับสนเกินไปจนพูดอะไรไม่ออกนี่มันรู้สึกอย่างนี้เองหรอกเหรอฮงซองกูอํ้าอึ้งเพราะไม่รู้ว่าควรจะตอบอีกฝ่ายว่าอะไรดี
“งั้นฉันปล่อยนายไว้แบบนี้แล้วออกไปเฉยๆ ซะเลยดีไหม”
จุดที่อูจินชี้ไปมีร่างของจงชอลนอนแน่นิ่งจมกองเือยู่เขาถูกกระบองของพวกก็อบลินหวดเข้าตามจุดต่าง ๆ ของร่างกายจนสภาพดูไม่ได้
“หะ...ให้ก็ได้ครับ”
ตราบใดที่ยังมีชีวิตอยู่เื่เงินจะเป็ปัญหาที่ตรงไหนกันล่ะ แม้จะต้องทุ่มทรัพย์สินทั้งหมดที่มีขอแค่ได้มีชีวิตอยู่ต่อไป เขาก็สามารถยกให้ได้ทั้งนั้น ส่วนเื่เงินน่ะยิ่งแรงก์ผู้ปลุกพลังสูงขึ้นก็ย่อมหาเงินได้มากขึ้นอยู่แล้ว
“ตะ...้าเท่าไหร่เหรอครับ”
เมื่อได้ยินคำพูดของซองกูอูจินก็ยกมือขึ้นชูสองนิ้ว ซองกูมีสีหน้าประหลาดใจแต่ไม่ช้าก็เปลี่ยนเป็กัดฟันแน่น
ถ้ายี่สิบล้านถือเป็ค่าต่อลมหายใจละก็ จะไม่รู้สึกเสียดายเลยสักนิด
คงต้องใช้เงินเก็บเกือบทั้งหมดที่สะสมมาแต่ไม่เป็ไรหรอก ชีวิตผู้ปลุกพลังของเขาจะเริ่มต้นนับจากนี้ ต่อไปจะต้องหาเงินให้ได้เยอะกว่านี้อีก
“เข้าใจแล้วครับ”
คำตอบของซองกูทำให้อูจินยิ้มอย่างพึงพอใจ
ถ้าสองล้านละก็ คงพอเป็ค่าเข้าสำหรับบุกเดี่ยวแล้วสินะ
วันที่สามของการกลับมายังโลก
คังอูจินยังคงเป็ผู้ปลุกพลังแสนซื่อเหมือนเดิม