"ผู้อาวุโสฮั่วเฟิง ข้าว่าเราคุยกันรู้เรื่องแล้วนะ ตำหนักเปลวเพลิงโชติช่วงและตระกูลหลินของข้าแม้จะเป็นพันธมิตรของหอประมูลตระกูลฮั่ว แต่ก็คงตนเป็นกลางเสมอมา ดังนั้นไม่ว่าท่าจะเสนออะไรมาพวกเราก็จะไม่เข้าร่วมการต่อสู้แย่งชิงภายในตระกูลของท่านโดยเด็ดขาด"หลินเทียนกล่าวอย่างตั้งมั่นทันทีเมื่อเห็นหน้าอีกฝ่าย
ต้องบอกก่อนว่าเมื่อตอนที่ข่าวของลั่วอู่หลินยังมาไม่ถึง ผู้อาวุโสฮั่วเฟิงคนนี้เคยมาเจรจาและเพื่อให้ตระกูลหลินเป็นพันธมิตรในการชิงตำแหน่งผู้นำตระกูลฮั่วให้กับหลานชาย แต่ทว่าเขาก็ปฏิเสธไปอย่างสุภาพ
และเมื่อได้ยินข่าวที่ว่าฮั่วฟางหรงหายไปพร้อมกับผู้ติดตาม หลินเทียนก็ไม่ค่อยสบอารมณ์กับพฤติกรรมของฮั่วเฟิงในทันที เพราะเขาสืบมาแล้วว่าต้นข่าวนี้ถูกปล่อยโดยคนของฮั่วเฟิง อีกทั้งการเดินทางมาเจรจามันก็เป็นเวลาที่ประจวบเหมาะจนเกินไป ดังนั้นหลินเทียนจึงคาดการณ์ได้ว่าการหายไปในครานี้ของฮั่วฟางหรงและเหลนชายของเขาจะต้องเป็นฮั่วเฟิงอย่างแน่นอนที่อยู่เบื้องหลังเพียงแต่ไม่มีหลักฐานก็เท่านั้น
"ฮ่าๆๆประมุขหลินอย่ารีบร้อนไป วันนี้ข้ามีข้อเสนอให้กับท่าน ข้ารู้ว่าคนที่หายไปพร้อมกับคุณหนูของเราคนหนึ่งเป็นหลานชายของท่านอีกทั้งสถานที่สุดท้ายที่นางมาก็คือตระกูลหลิน ถ้าหากท่านประมุขกลับมาแน่นอนคนที่โดนสอบสวนย่อมเป็นตระกูลหลินของท่านอย่างแน่นอน เอาแบบนี้เป็นอย่างไรถ้าหากตระกูลหลินช่วยส่งเสริมและเป็นพันธมิตรกับฮั่วหยางหลานชายข้า ข้าจะเป็นคนพูดคุยกับท่านประมุขให้เอง"ฮั่วเฟิงกล่าวพร้อมกับรอยยิ้มที่ประดับบนใบหน้า
ทางด้านของหลินเทียนยังคงมองไปที่อีกฝ่ายด้วยท่าทางเคร่งขรึมสามารถบอกได้เลยว่าอารมณ์ของเขาตอนนี้ไม่ดีเอาเสียมากๆ เพราะนี่ไม่ใช่ข้อเสนอแต่มันคือการข่มขู่ทางอ้อม หากเขาปฏิเสธฮั่วเฟิงพร้อมที่จะใส่ร้ายตระกูลหลินแน่นอนอย่างไม่ต้องสงสัย
ในเวลาเดียวกันเซียนมู่หรงจ้องมองด้วยสายตาเย้ยหยันไปที่เหล่าผู้อาวุโสทั้งหลายของตระกูลฮั่ว คิดจะใช้ลูกชายของเขามาล่อลวงตระกูลหลินอย่างนั้นหรือช่างเป็นแผนการที่ชั่วร้ายซะจริงๆ
อีกทั้งเขาเองก็พอรู้จักผู้นำตระกูลฮั่วอยู่บ้าง หลังจากที่ทะยานกลายเป็นเทพก็ถูกผู้อาวุโสห้าของขุมกำลังวิหคเพลิงอมตะรับเป็นศิษย์ ซึ่งสำหรับเขาไม่นับเป็นอะไรได้
"บังอาจ! พวกเจ้ามันบังอาจเกินไปแล้วที่คิดใช้ลูกชายข้าเป็นหมากในแผนการ เห็นทีคงจะอยากตายมากสินะ เช่นนั้นข้าจะสงเคราะห์ให้"แม้เซียนมู่หรงจะรู้สึกตลกในคำกล่าวของเหล่าผู้อาวุโสเหล่านั้น แต่ไม่ใช่กับภรรยาของเขาอย่างลั่วหนิงซินที่ตอนนี้เดือดดาลสุดขีด
ผู้อาวุโสของตระกูลฮั่วที่ได้เห็นก็ตกตะลึงในความงามของนางในทันทีเเละเผยใบหน้าหลงไหลออกมาครู่หนึ่งก่อนที่มันจะกลายเป็นอึ้งตะลึงเนื่องจากอยู่ดีๆก็มีรากไม้สีทองจำนวนมากมาคุมขังพวกมันเอาไว้ในพริบตาพร้อมกับร่างของพวกมันที่ค่อยๆชราลงเรื่อยๆ
"อะไรกัน!!"แม้แต่ฮั่วเฟิงที่เมื่อครู่กำลังรู้สึกถึงความเหนือกว่าก็ยังต้องตกตะลึงจนรู้สึกกระวนกระวายใจ เนื่องจากว่าพลังชีวิตของพวกมันค่อยๆโดนรากไม้สีทองดูดออกไป แม้จะใช้พลังปราณอย่างเต็มที่ก็ยังทำลายรากไม้เหล่านี้ไม่ได้
อีกทั้งลั่วหนิงยังควบคุมให้รากไม้สีทองทิ่งแทงไปที่ข้อมือและข้อเท้าของพวกมันและพันธนาการเอาไว้เช่นนั้น พร้อมกับจิตสังหารที่เริ่มก่อตัวออกมาจนหนาแน่น
"อ๊ากกก!!"ด้วยความเจ็บปวดที่โดนแทงอีกทั้งพลังชีวิตในกายยังไหลออกมาไม่หยุดหย่อน ผู้อาวุโสเหล่านั้นก็พลันกรีดร้องออกมาอย่างบ้าคลั่ง
"รากไม้สีทองนี้ กลิ่นอายช่างคล้ายคลึงกับของเจ้าตัวแสบไม่มีผิด"หลินเยว่เฟยกล่าวออกมาด้วยความตกตะลึงหลินเทียนเองก็พยักหน้าอย่างเห็นด้วยในทันที แน่นอนพวกเขารู้ว่าหลานสาวคนนี้ต้องเก่งมาก แต่ก็ไม่คิดว่าจะเก่งกล้าถึงขนาดจัดการเหล่าผู้อาวุโสของตระกูลฮั่วที่มีระดับสูงสุดอยู่ที่เซียนสวรรค์ขั้นต้นรวมไปถึงลูกน้องของพวกมันที่อยู่ระดับเซียนเบิกฟ้าขั้นต้นได้ในพริบตาเช่นนี้
ซึ่งมันคงมีเป็นไปได้เพียงอย่างเดียวถึงจะทำเช่นนี้ได้นั่นคือหลานสาวคนนี้ต้องบรรลุระดับเทพสวรรค์แล้ว แต่นั่นมันเป็นไปได้อย่างไรกัน! หากนับจากวันที่ลั่วไห่เฟิงและหลินอี้เฟยหนีออกไปจากบ้าน เวลาก็ยังไม่ถึงหนึ่งพันปีด้วยซ้ำ แล้วหลานสาวคนนี้ทำได้อย่างไรกันที่ไปถึงระดับเทพสวรรค์ได้ในเวลาไม่ถึงหนึ่งพันปี
"ท่านเทพผู้ยิ่งใหญ่ ได้โปรดให้อภัยด้วย ได้โปรด!!"ฮั่วเฟิงไม่ใช่คนโง่ พลังที่หญิงสาวคนนี้สำแดงออกมาเหนือกว่าประมุขของตนด้วยซ้ำดังนั้นจึงไม่ลังเลที่จะกล่าวอ้อนวอน
ตอนนี้เซียนหนิงซีผู้เป็นบุตรสาวเมื่อเห็นมารดาโกรธเกรี้ยวก็กลืนน้ำลายอึกใหญ่พร้อมกับปฏิญาณในใจว่าจะไม่ทำให้มารดาของนางคนนี้โกรธอย่างเด็ดขาดไม่ว่าจะเหตุผลใดก็ตาม
ในขณะที่พลังชีวิตของพวกฮั่วเฟิงลดลงมาเหลือเพียงสามส่วน เซียนมู่หรงก็ลอยมาจับมือและส่ายหน้าให้กับภรรยาแสนสวย ซึ่งลั่วหนิงซินก็ยินยอมที่จะรามือแม้จะไม่เต็มใจก็ตาม
"วาบ"
รากไม้สีทองหายไปพร้อมกับร่างอันเหี้ยวแห้งของบรรดาผู้อาวุโสตระกูลฮั่วที่ตอนนี้ดวงตาพลันเหม่อลอยอย่างยิ่ง เซียนมู่หรงหันไปพร้อมกับใบหน้าอันเรียบนิ่งและได้กล่าวออกมา
"คิดจะใช้บุตรชายข้ามาเป็นเครื่องมือล้วนมีราคาที่ต้องจ่าย จงจำบทเรียนครานี้เอาไว้ให้ดี และนับจากนี้ตระกูลหลินจะไม่ใช่พันธมิตรของหอประมูลอีกต่อไป!!"
"ตะ แต่สัญญาโลหิตที่ทำไว้!!........"
"นั่นไม่ใช่ปัญหา เพราะข้าจะทำลายมันเดี๋ยวนี้"เซียนมู่หรงกล่าวขึ้นโดยไม่ไถ่ถามผู้ใด เขายกมือขึ้นและใช้นิ้วเขียนอากาศ ทันใดนั้นท้องฟ้าพลันเกิดคลื่นลมและสายฟ้าซัดโหมกระหน่ำอย่างไม่หยุดยั้ง ข้อความที่ชายหนุ่มเขียนเอาไว้เปล่งประกายแสงออกมาจนทุกคนสามารถอ่านได้
"ข้า เทพสงครามไร้พ่ายแห่งตระกูลราชันมังกรอัสนีบาตขอบัญญาฟ้าดิน ด้วยการถูกข่มขู่อย่างไม่เป็นธรรม นับจากนี้ตระกูลหลินและตระกูลฮั่วจะไม่ใช่พันธมิตรกันอีกต่อไป สัญญาโลหิตจะเป็นโมฆะ อีกทั้งข้ายังขอแต่งตั้งให้ตระกูลหลินขึ้นตรงกับข้าเพียงผู้เดียวนับจากนี้เป็นต้นไป"
เมื่อเขียนเสร็จสิ้นข้อความนี้พลันเปล่งประกาย ทันใดนั้นสัญญาโลหิตที่ทำเอาไว้ไม่ว่าจะของตระกูลหลินหรือตระกูลฮั่วก็พลันถูกทำลายไม่เหลือซาก เมืองเทียนหลินตอนนี้ราวกับถูกเทพประทานพรให้ก็ไม่ปาน
บริเวณด้านข้างของเซียนมู่หรง ลั่วหนิงซินก็พลันยกยิ้มให้สามีและกล่าวว่า "ถึงกับใช้บัญชาฟ้าดินเพื่อเรื่องเล็กน้อยเช่นนี้ สามีของข้าช่างเล่นใหญ่จริง"
บัญชาฟ้าดิน เป็นทักษะโบราณที่มีเพียงชนชั้นผู้นำของสี่ตระกูลใหญ่แห่งแดนสวรรค์ในยุคบรรพกาลเท่านั้นที่ใช้มันได้ ความสามารถของมันคือการลบล้างพันธะสัญญาและให้พรแด่ดินแดนของตนเอง ซึ่งมันทักษะที่สะดวกเอามากๆในสถานการณ์เช่นนี้
ในขณะที่ทุกคนกำลังตกตะลึงจนแทบหยุดหายใจอยู่นี้ เหล่าผู้อาวุโสตระกูลฮั่วก็หน้าซีดเผือดในทันทีที่ได้เห็นการกระทำอันเย้ยสวรรค์ของชายหนุ่ม ทำลายพันธสัญญา! ต้องเป็นความฝันแน่ๆ
ต้องบอกก่อนว่าตระกูลหลินและตำหนักเปลวเพลิงโชติช่วงเป็นพันธมิตรสำคัญของหอประมูล ดังนั้นเมื่อสัญญาโลหิตถูกทำลายนั่นหมายความว่าตำหนักเปลวเพลิงโชติช่วงและตระกูลหลินจะไม่ใช่พันธมิตรกับตระกูลฮั่วหรือหอประมูลอีกต่อไป นั่นจะทำให้หอประมูลสูญเสียผลประโยชน์อย่างมหาศาล เรื่องนี้หากประมุขที่อยู่ในแดนสวรรค์รู้เข้าคงจะโกรธเกรี้ยวและสังหารพวกเขาอย่างไม่ลังเลแน่นอน
"ไสหัวไป! แล้วหากพบประมุขของเจ้าฝากไปบอกมันด้วยหากข้องใจสามารถไปเจอข้าได้ที่ตระกูลราชามังกรอัสนีบาต"เซียนมู่หรงสะบัดมือมิติพลันฉีกขาด ร่างกายของเหล่าผู้อาวุโสทุกคนของหอประมูลที่มายังที่นี่กระเด็นเข้ามิติไปก่อนจะถูกปิดลงอย่างง่ายดาย ภาพนี้ทำให้ทุกคนสูดลมหายใจเฮือกใหญ่ ควบคุมมิติมันทำได้ง่ายๆเช่นนี้เชียวหรือ นี่เพียงสบัดมือก็ราวกับสั่งได้ดังใจ
"ขอบคุณหลานชายที่ช่วยแก้ปัญหานี้ให้"หลินเทียนกล่าวขึ้นมาก่อนใคร หากไม่ได้เซียนมู่หรงเกรงว่าเขาจะหมดหนทางในการปฏิเสธอีกฝ่ายแล้วจริงๆ
"ไม่เป็นไรๆถึงอย่างไรข้าก็ได้ชื่อว่าเป็นหลานเขยของพวกท่านอยู่แล้ว"เซียนมู่หรงยกยิ้มพร้อมกับกล่าวออกมาอย่างเป็นกันเอง
ทันใดนั้นหลินเยว่เฟยก็ลอยเข้ามาอยู่ข้างๆของสามีก่อนที่จะยกยิ้มและกับทั้งเซียนมู่หรงและลั่วหนิงซิน "จะพูดคุยกันตรงนี้ก็ไม่เหมาะเสียเท่าไรนัก มาๆพวกเขาไปคุยกันด้านในจะดีกว่า หลวนเอ่อร์วันนี้สั่งให้พ่อครัวทำอาหารเยอะเป็นพิเศษหน่อย เพื่อเป็นการต้อนรับหลานสาว หลานเขย และเหลนอีกคนของข้า"
"เจ้าค่ะท่านย่า"หลินชิงหลวนยกยิ้มและลงไปยังคฤหาสน์เป็นคนแรกตามด้วยสมาชิกของตระกูลหลิน ซึ่งแน่นอนว่าเซียนหนิงซีเองก็ไปกับท่านยายของนางเหมือนกัน และสุดท้ายนั้นก็คือสองสามีภรรยาที่พยักหน้าให้กันและลอยตามคนอื่นๆไป