ณ สนามบินเมืองจงโจว บรรยากาศเต็มไปด้วยความวุ่นวายของผู้คนที่เร่งรีบ
เยว่ซินและเยว่หลินนั่งอยู่ในบริเวณที่พักรอผู้โดยสาร ด้านหน้าพวกเธอคือกระเป๋าเดินทางสองใบที่เต็มไปด้วยของจำเป็นในการเดินทางไกลครั้งนี้
ทั้งคู่ตัดสินใจใช้เงินเก็บก้อนสุดท้ายซื้อตั๋วเครื่องบินเดินทางไปยังเมืองหรู่หมิง
เมืองที่อยู่คนละฟากของโลก
เยว่หลิน ผู้เป็นมารดายังคงมีแววตากังวลอย่างเห็นได้ชัด เธอนั่งเงียบอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะหันไปมองลูกสาว
“ซินเอ๋อ เจ้ามั่นใจหรือว่าการไปที่นั่นจะช่วยแก้ปัญหาได้?”
เสียงของเธอแฝงความหวาดหวั่น
แม้จะพยายามไม่แสดงออก แต่สีหน้าที่วิตกกังวลของเธอก็ปิดไม่มิด
เยว่ซินที่นั่งอยู่ข้างๆหันไปสบตาแม่ของตนด้วยรอยยิ้ม
“แม่คะ เราไม่มีทางเลือกอื่นแล้ว”
“และที่สำคัญ หนูได้ยินมาว่านายน้อยอนาเธอร์เป็นคนมีเมตตามาก ขนาดเรื่องใหญ่กว่านี้เขายังช่วยคนอื่นมาแล้ว”
เยว่หลินถอนหายใจเฮือกใหญ่ ก่อนจะพูดต่ออย่างไม่มั่นใจ
“แต่เขาเป็นถึงทายาทตระกูลซิกฟรีดนะลูก ตระกูลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก ถ้าเทียบกับเรา..”
“แม่ว่าคนรับใช้ลำดับสุดท้ายของตระกูลนั้นยังมีฐานะสูงกว่าพวกเราเสียอีก ลูกจะกล้าหวังให้คนอย่างท่านช่วยพวกเราได้จริงๆหรือ?”
“แม่มองโลกในแง่ร้ายเกินไปแล้วค่ะ”
เยว่ซินตอบพร้อมรอยยิ้มบางที่มุมปาก แววตาเต็มไปด้วยความเชื่อมั่น
“คนแบบเขา ถ้าเราบอกเหตุผลที่ดีพอ นายน้อยท่านนั้นจะต้องช่วยเราแน่ๆ หนูเชื่อว่าเขาเป็นคนที่เข้าใจความลำบากของคนอื่นได้”
บทสนทนาของทั้งคู่ยังคงดำเนินต่อไป ในขณะที่เสียงประกาศเที่ยวบินขาเข้าขาออกดังเป็นระยะ เยว่หลินดูเหมือนจะยังไม่มั่นใจในคำพูดของลูกสาว แต่ความมุ่งมั่นในแววตาของเยว่ซิน กลับทำให้เธออดรู้สึกภาคภูมิใจในตัวลูกสาวไม่ได้
“แล้วถ้าไม่ช่วยล่ะ? แม่กลัวว่าเราจะเสียทั้งเวลา ทั้งความหวัง ทั้งเงินไปโดยเปล่าประโยชน์..”
เยว่หลินถามอีกครั้ง น้ำเสียงเต็มไปด้วยความกังวล ยังไงเธอก็อยากให้ลูกของตนได้รับสิ่งที่ดีๆ ถ้าเลือกเข้าร่วมกิลด์มันก็ไม่เลวเลย
“ไม่ต้องกังวลไปค่ะ ถ้าไม่.. พวกเราก็จะไปหาทางของเราเองต่อไป หนูสัญญาว่าจะปกป้องแม่ ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นก็ตาม”
เยว่ซินหันมาจับมือแม่ของตนแน่น เธอมองลึกเข้าไปในดวงตาของเยว่หลิน ราวกับจะถ่ายทอดความเชื่อมั่นของตัวเองไปยังแม่
คำพูดของเยว่ซินเต็มไปด้วยความแน่วแน่จนทำให้เยว่หลินนิ่งไปชั่วครู่ เธอมองดูใบหน้าของลูกสาวที่เติบโตขึ้นอย่างไม่ทันรู้ตัว
และในที่สุดก็พยักหน้าอย่างช้าๆ
【ประกาศเรียนผู้โดยสารทุกท่าน สายการบินที่จะเดินทางไปยังเมืองหรู่หมิงกำลังจะออกในอีก 10 นาที โปรดขึ้นเครื่องด้วยนะคะ】
เสียงประกาศเรียกผู้โดยสารเที่ยวบินไปยังเมืองหรู่หมิงดังขึ้น ท่ามกลางความวุ่นวายของสนามบิน ทั้งสองแม่ลูกลุกขึ้นพร้อมกระเป๋าเดินทางในมือ ทั้งสองคนกำลังจะขึ้นสู่เครื่องบินเพื่อเดินทาง
ทว่าในตอนนั้นเอง
ระหว่างที่เยว่ซินและเยว่หลินกำลังจะก้าวเข้าสู่ประตูทางขึ้นเครื่องบิน
“นั่นมัน.. ใช่พวกเธอจริงๆด้วย!”
เสียงฮือฮาและความวุ่นวายก็พลันดังขึ้นที่บริเวณท่าอากาศยาน ทั้งคู่หันไปมองตามเสียงเพื่อพบว่าผู้คนมากมายกำลังรวมตัวกัน และมีสายตาที่เต็มไปด้วยความตกตะลึง กำลังจ้องมองไปยังกลุ่มหญิงสาวกลุ่มหนึ่งที่กำลังเดินเข้ามา
ในขณะที่คนในสนามบินพากันหันไปมอง กลุ่มหญิงสาวชุดเกราะสีขาวอันสง่างามก็ก้าวเข้ามาอย่างมั่นใจ บรรยากาศภายในสนามบินพลันสั่นสะเทือน ไม่เพียงแค่เพราะความสวยงามและความยิ่งใหญ่ที่แผ่ซ่านจากกลุ่มผู้เล่นหญิงเหล่านั้น
แต่ยังเพราะสัญลักษณ์บนชุดของพวกเธอ เป็นตราประจำกิลด์ที่มีชื่อเสียงที่สุดและมีแต่ผู้เล่นหญิงทั้งหมด นั่นคือกิลด์แองเจิ้ล!
สายตาของเยว่ซินและเยว่หลินเต็มไปด้วยความประหลาดใจ พวกเธอแทบไม่อยากเชื่อสายตาตัวเองเมื่อได้เห็นกลุ่มกิลด์แองเจิ้ล
ผู้ซึ่งเป็นที่รู้จักกันว่าเป็นกิลด์หญิงที่แข็งแกร่งที่สุดของโลก ผู้คนมากมายในสนามบินต่างจับจ้องอย่างไม่วางตา บางคนถึงกับหยุดสิ่งที่กำลังทำเพื่อหันไปดูการมาถึงของพวกเธอ
ท่ามกลางสมาชิกกลุ่มนี้ มีหญิงสาวคนหนึ่งที่โดดเด่นที่สุด เธอเป็นหญิงสาวที่มีผมสีม่วงอ่อนสะท้อนแสง เธอเป็นผู้นำกลุ่มเข้ามาหยุดอยู่เบื้องหน้าของเยว่ซินและเยว่หลิน
“สวัสดีน้องหญิง”
หญิงสาวผมสีม่วงอ่อนพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนแต่แฝงไปด้วยอำนาจ
“พี่ชื่อเลน่า เป็นหนึ่งในรองหัวหน้าของกิลด์แองเจิ้ล พวกเราได้รับคำสั่งโดยตรงจากหัวหน้ากิลด์ เรน ซิกฟรีด ให้มาหาน้องหญิงเยว่ซิน”
ชื่อของเรน ซิกฟรีด ทำให้เยว่หลินและเยว่ซินต่างพากันสะดุ้ง ทั้งคู่ไม่อยากเชื่อหูตัวเอง
“เรน ซิกฟรีดหรือคะ?”
“ท่านเรน ซิกฟรีด...ทายาทลำดับที่สองของตระกูลซิกฟรีด ที่เขาลือกันว่าเป็นหนึ่งในผู้เล่นหญิงที่แข็งแกร่งที่สุดในโลก..”
เยว่หลินพึมพำในความสับสน
เธอหันมามองลูกสาวของเธอ ด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความสงสัยและกังวล
“ใช่ค่ะ หัวหน้าเรน ซิกฟรีด!”
เลน่าตอบด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน จากนั้นก็กล่าวออกมาอย่างใจจริง
“หัวหน้าได้ยินเรื่องราวของน้องหญิงเยว่ซินและสนใจในศักยภาพเป็นอย่างมาก!”
“ดังนั้นหัวหน้ากิลด์จึงส่งฉัน.. เพื่อเชิญชวนน้องให้มาเข้าร่วมกับกิลด์แองเจิ้ลของเรา!”
เยว่ซินที่ได้ยินถึงกับตะลึง จนไม่สามารถตอบคำถามได้ในทันที เธอจ้องมองไปยังเลน่าด้วยความอึ้งที่เต็มไปด้วยความไม่เชื่อ
สายตาของคนรอบข้างที่มองมายังเธอ เต็มไปด้วยความอิจฉาและความอยากรู้อยากเห็น บางคนถึงกับพากันซุบซิบด้วยเสียงตื่นเต้น
เยว่หลินเองก็ตกใจไม่แพ้กัน เธอจับแขนของลูกสาวเธออย่างแน่น และพยายามระงับอารมณ์ที่กำลังพลุ่งพล่านภายในใจ
“ซินเอ๋อ...นี่มันหมายความว่ายังไงกัน?”
เยว่ซินหันไปมองแม่ของตน และรู้ดีว่าเหตุการณ์นี้เป็นเรื่องที่ไม่ธรรมดา การที่รองหัวหน้ากิลด์แองเจิ้ลมาเชิญชวนด้วยตนเองนั้น
แสดงให้เห็นถึงความสำคัญและความสนใจของท่านเรนมากเพียงใด แต่ก็ยังคงสงสัยว่าทำไมตนเองถึงได้รับการเชิญชวนในครั้งนี้
หลังจากเลน่าได้เชิญชวนเสร็จ เยว่ซินตอบกลับด้วยความนอบน้อม
“ขอบคุณค่ะท่านเลน่า ฉันรู้สึกเป็นเกียรติมากที่ท่านเรนให้ความสนใจในตัวของฉัน”
“แต่ตอนนี้ฉันมีเรื่องต้องจัดการบางอย่าง ซึ่งเป็นเหตุผลที่ได้กำลังจะเดินทางไปเมืองหรู่หมิง”
“ฉันอยากไปหานายน้อยอนาเธอร์น่ะค่ะ เพราะมันเป็นคำสั่งโดยตรงของท่านเทพเจ้า!”
เมื่อได้ยินถึงจุดประสงค์ของการเดินทาง
เลน่าและเหล่าสมาชิกกิลด์หญิงสาวของเธอต่างก็มองหน้ากันด้วยความประหลาดใจ
ทุกคนแทบไม่อยากเชื่อหูตัวเอง เมื่อเยว่ซินเล่าถึงภารกิจอันน่าตกตะลึงนี้ เยว่ซินเองก็บอกเล่าถึงเหตุการณ์ที่เธอได้รับพลังอวาตาร์เทพเจ้า การที่ได้ยินเสียงของเทพเจ้าเทียนเผิง ซึ่งเป็นเทพเจ้าผู้ทรงอำนาจของสวรรค์บอกให้เธอไปตามหาผู้สืบทอดของซุนหงอคงที่ชื่อว่า อนาเธอร์
เลน่าที่นิ่งฟังเรื่องราวของเยว่ซินถึงกับต้องหันมามองลูกกิลด์หญิงคนอื่นๆ ด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความสงสัยและความประหลาดใจ
ความเงียบงันชั่วครู่เกิดขึ้นก่อนที่เลน่าจะพูดเสียงเบาออกมา
“คำสั่งโดยตรงจากเทพเจ้าเทียนเผิง?”
“หมายความว่าอย่างไร?”
เสียงของเธอแผ่วเบา แต่ทุกคนก็ยังได้ยินความตื่นเต้นและความไม่เชื่อในคำพูดนั้น
เยว่ซินพยักหน้ารับก่อนจะพูดต่อ
“ใช่ค่ะ ตอนที่ได้รับพลังอวาตาร์ ฉันได้ยินเสียงของเทพเจ้าเทียนเผิง ท่านบอกว่าจะต้องไปหาผู้สืบทอดของซุนหงอคง นายน้อยอนาเธอร์”
“ท่านบอกว่าการพบเขาจะช่วยให้พวกเราค้นพบคำตอบที่ตามหาอยู่ และไม่ต้องอยู่อย่างยากลำบากอีกต่อไป!”
คำพูดของเยว่ซินนั้นน่าตื่นตะลึงอย่างแท้จริง พวกเธอเคยได้ยินถึงความแข็งแกร่งของซุนหงอคงและความสัมพันธ์ของเขากับเทพเจ้าเทียนเผิง ทั้งคู่เป็นคู่หูที่ร่วมต่อสู้ในสงครามสวรรค์ในอดีต และเป็นตำนานที่เล่าขานกันมานาน
“เข้าใจแล้ว..”
เลน่าพูดออกมาหลังจากนิ่งไปครู่หนึ่ง เธอพยักหน้าอย่างหนักแน่น
“น้องเยว่ซิน.. ถ้าเช่นนั้นพวกพี่จะไม่บังคับให้น้องเข้าร่วมกิลด์แองเจิ้ล แต่พวกพี่ก็ไม่อาจละทิ้งน้องไปได้ในสถานการณ์เช่นนี้ได้”
“เพราะฉะนั้นแล้ว.. พวกเราจะพาเจ้าไปส่งที่เมืองหรู่หมิงให้เอง”
เสียงของเลน่าเต็มไปด้วยความมั่นใจ ในฐานะพี่สาวที่ต้องการปกป้องน้องสาว
“ขอบคุณค่ะ ท่านเลน่า”
เยว่ซินพูดออกมาพร้อมรอยยิ้มที่มุมปาก นัยน์ตาที่งดงามเองก็เต็มไปด้วยความซาบซึ้ง
หลังจากตกลงกันได้ เลน่าก็หันไปให้สัญญาณลูกกิลด์คนอื่นๆ พวกเธอนำพาสองแม่ลูกไปยังบริเวณลานกว้างของสนามบินที่มีเครื่องบินส่วนตัวลำใหญ่จอดอยู่ ทันทีที่เยว่ซินและเยว่หลินได้เห็นเครื่องบินลำนี้ พวกเธอต่างก็ตกตะลึง
เครื่องบินลำนี้มีขนาดใหญ่โต โดดเด่นด้วยสีขาวเงางามที่ถูกตกแต่งด้วยลวดลายทองคำที่แสดงถึงความหรูหราและอำนาจ ประตูเครื่องบินถูกเปิดออก เผยให้เห็นภายในที่ถูกตกแต่งอย่างหรูหรา เบาะนั่งบุด้วยผ้าเนื้อดี พื้นเป็นพรมที่นุ่มเหมือนกับก้าวเดินบนปุยเมฆ
เยว่หลินถึงกับต้องเอามือปิดปากเพื่อกลั้นความตกตะลึงไว้ไม่อยู่ เธอไม่เคยคิดเลยว่าจะมีโอกาสได้สัมผัสเครื่องบินส่วนตัวที่หรูหราเช่นนี้
“นี่มัน.. หรูหราเกินไปจริงๆ!”
หญิงวัยกลางคนพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา เหมือนกำลังไม่เชื่อกับสิ่งที่เห็น
“พวกเรามีความภาคภูมิใจในกิลด์ และเราไม่เคยขี้เหนียวกับสมาชิกหรือแขกของเรา”
เลน่ายิ้มพลางผายมือเชิญสองแม่ลูกให้ขึ้นไปบนเครื่องบิน เยว่ซินหันไปสบตากับแม่ของเธอก่อนจะยิ้มให้ และก้าวขึ้นไปบนบันไดเครื่องบินอย่างมั่นใจ เยว่หลินตามลูกสาวไป
ตลอดเวลานั้น เธอยังคงมีแววตาที่เต็มไปด้วยความตกตะลึงและความตื่นเต้นอยู่ในใจ