บทที่ 7 ช่วยเทียนโกว 2 (รีไรต์)
ทางด้านต้าเป่าที่กำลังแบกไม้ไผ่ที่ตัดมาจากบนเขาเดินทางกลับบ้าน เมื่อได้ยินชาวบ้านพูดกันว่าคนจากหมู่บ้านตระกูลหวังพาน้องสาวของเขาไปเสียแล้ว
พาน้องสาวของเขาไปเข้าพิธีแต่งงานหลังการตาย!
ต้าเป่าพลันโยนไม้ไผ่ทิ้งลงพื้นทันที เขาไม่ได้วางมีดพร้าที่หยิบยืมมาทิ้งไว้ แต่กลับซุกมันไว้ในอกเสื้อแล้วออกตัววิ่งมุ่งหน้าไปยังหมู่บ้านตระกูลหวังสุดกำลัง
……
ณ บ้านเก่าตระกูลทัง
แม่เฒ่าทังพาสองบุตรชายกลับถึงเรือน แล้วเล่าเื่ราวที่เกิดขึ้นให้พ่อเฒ่าทังฟัง พ่อเฒ่าทังได้ฟังก็ด่ากราดลั่นบ้าน!
"โง่เขลา! พวกนางสามแม่ลูกแค่ขู่พวกเ้าเล่นเท่านั้น พวกเ้ายังเชื่อจริง ๆ หรือว่าเหล่าซื่อมันคืนชีพมาหา!"
"ตาแก่ ถ้าเหล่าซื่อไม่กลับมาจริง เื่มันจะเฮี้ยนขนาดนี้หรือ แม่นั่นมีเรี่ยวแรงมหาศาล ต่อยตีเ้าใหญ่กับเ้ารองจนกระอักเืออกมาเชียวนะ..."
"หรือจะเป็เพราะเ้าสองคนขี้ขลาดจนหลอนไปเอง คิดไปเองว่านางแรงเยอะรึเปล่า"
ทังเหล่าต้ากับทังเหล้าเอ้อร์ต่างโอดครวญด้วยความเ็ป "ท่านพ่อ! แรงเยอะของจริงขอรับ ตอนนี้ข้อมือข้ายังบิดเบี้ยวอยู่เลย ข้าต้องไปหาหมอให้ช่วยต่อกระดูก เงินกองกลางต้องเป็คนจ่ายนะขอรับ เพราะข้าาเ็ตอนทำงานให้บ้าน..."
"ใช่ ๆ ๆ ๆ ข้าก็กระอักเืออกมา รู้สึกเหมือนอวัยวะภายในแหลกสลายไปหมดแล้ว ต้องหาหมอเหมือนกัน..."
แม่เฒ่าทังพอได้ยินเื่จะให้ควักเงินรู้สึกปวดร้าวราวกับถูกเฉือนเนื้อ นางด่าทออย่างเกรี้ยวกราด "เงินห้าตำลึงที่เกือบจะได้มาก็ปลิวหายไปแล้ว พวกเ้ายังจะบังอาจมาขอเงินหาหมออีกหรือ! เป็ชายอกสามศอกแท้ ๆ อย่ามาสำออยหน่อยเลย เจ็บไม่กี่วันก็หายแล้ว หลังคาบ้านเราก็ยังซ่อมไม่เสร็จ ข้าวปลาก็หายไปหมด เงินทองต้องใช้ทุกที่ จะเอาเงินที่ไหนไปจ่ายค่าหมอให้พวกเ้า..."
ขณะที่ในบ้านกำลังวุ่นวายโกลาหล ด้านนอกก็มีใครคนหนึ่งะโเข้ามา
"คนหมู่บ้านตระกูลหวังพาหยวนเป่าไปเข้าพิธีแต่งงานหลังการตายแล้ว! ทุกคนรีบไปดูเร็วเข้า..."
แม่เฒ่าทังได้ยินก็หูผึ่งขึ้นมาทันที ว่าอย่างไรนะ
คนตระกูลหวังนี่ช่างร้ายกาจนัก! คนที่พวกนางจัดการไม่ได้ คนตระกูลหวังกลับจัดการได้ราบคาบ
"ไป! ในเมื่อหยวนเป่าเข้าพิธีแต่งงานหลังการตายแล้ว เงินที่เหลือเราก็ไปทวงคืนมาได้"
ทังเหล่าต้ากับทังเหล่าเอ้อร์าเ็จนไปไม่ไหว แม่เฒ่าทังจึงเรียกสะใภ้ใหญ่ สะใภ้รอง และหลานชายคนโตอย่างทังต้าหลง ให้รีบเร่งเดินทางไปยังหมู่บ้านตระกูลหวังทันที
มิเช่นนั้น หากเงินทองตกไปอยู่ในมือไฉ่ซื่อฝ่ายเดียว พวกนางคงขาดทุนย่อยยับ
……
ทางด้านเสี่ยวหยวนเป่า
ผู้คนต่างพากันชะเง้อคอมองเข้าไปในโลงศพ อยากจะเห็นกับตาว่าเด็กหญิงตัวน้อยคนนี้จะช่วยชีวิตเด็กที่ตายไปแล้วหนึ่งวันเต็ม ๆ ให้ฟื้นขึ้นมาได้อย่างไร
เสี่ยวหยวนเป่าตัวเล็กกว่าโลงศพเสียอีก แต่นางหาได้มีความหวาดกลัว นางเริ่มจากใช้นิ้วเล็ก ๆ แตะที่ใต้จมูกของพี่ชาย
"ดูเหมือนจะไม่มีลมหายใจแล้วจริง ๆ ด้วยเ้าค่ะ!"
ชาวบ้านได้ยินก็ใจหายวาบไปครึ่งหนึ่ง ไม่มีลมหายใจแล้ว จะช่วยอะไรได้อีก มิใช่เื่ล้อเล่นหรอกหรือ
ทว่าเสี่ยวหยวนเป่ากลับเอ่ยต่อ
"แต่ว่าวาสนาบารมียังอยู่!"
นางเงยหน้าขึ้นมองไปในอากาศ แล้วกวาดสายตาไปรอบ ๆ นางมองเห็นร่างจำลองพร่าเลือนของเด็กชายคนหนึ่งลอยอยู่ ตามร่างกายของเขามีแสงสีทองสว่างไสวซ้อนกันเก้าชั้น เป็ร่างทองสุกปลั่งตัวน้อย ๆ
นั่นคือิญญาของหวังเทียนโกว!
ดูเหมือนเขากำลังอยู่ในอาการมึนงง ไม่รู้ว่าควรจะไปทางไหนดี
เสี่ยวหยวนเป่าเงยหน้าถามเขา "พี่ชาย ท่านเต็มใจจะใช้บารมีหนึ่งชาติภพของท่าน แลกกับชีวิตในชาตินี้คืนมาหรือไม่เ้าคะ"
เพราะเขามีบารมีสะสมมาเก้าชาติภพ ตอนนี้เขาจึงเปรียบเสมือนมีเก้าชีวิต ขอเพียงเขาเต็มใจแลก เขาก็สามารถกลับเข้าร่างได้ เพียงแต่เมื่อแลกบารมีกับชีวิตไปแล้ว บารมีที่สั่งสมมาจะลดหายไปหนึ่งชาติ เขาจะต้องบำเพ็ญต่ออีกสองชาติภพจึงจะบรรลุผล แต่หากเขาไม่ยินดี นางก็จะชี้ทางไปสู่ปรโลกให้ เพื่อให้เขารักษาบารมีเก้าชาติภพนั้นไว้สืบไป...
ร่างจำลองสีทองในอากาศตอนแรกมีท่าทีเลื่อนลอย ทว่าเมื่อเห็นแม่เฒ่าหวังและสามีกำลังร่ำไห้อย่างโศกเศร้าปานจะขาดใจ ความรู้สึกอาลัยรักก็ดูเหมือนจะถูกปลุกขึ้น
เขาพยักหน้าเบา ๆ
เขายินดีแลก!
เสี่ยวหยวนเป่าเอ่ยขึ้นว่า "ได้เลยเ้าค่ะ!"
จากนั้นนางก็เริ่มบริกรรมคาถาที่ซับซ้อนยาวเหยียด นั่นคือคาถาเรียกิญญาคืนร่าง นางเองก็จำไม่ได้แล้วว่าเ้าสำนักคนไหนเป็คนสอนนางมา ขอแค่ถึงยามคับขันแล้วนึกออก นำมาใช้ได้ผลก็เพียงพอแล้ว
……
ในเวลานั้นเอง ต้าเป่าก็วิ่งกระหืดกระหอบมาถึงที่เกิดเหตุ
"ใครบังอาจมาแตะต้องน้องสาวข้า! ข้าจะสู้ตาย! คืนน้องสาวข้ามาเดี๋ยวนี้!"
ฝูงชนที่กำลังมุงดูต่างหันกลับไปมองเขา เอ้อร์เป่ารีบเบียดตัวออกมาจากฝูงชนแล้วอธิบายเื่ราวให้พี่ชายฟัง เมื่อต้าเป่ารู้ว่าน้องสาวไม่ได้อยู่ในอันตราย เขาจึงค่อยยอมวางมีดพร้าลง
ชาวบ้านต่างรู้สึกประทับใจ ในยามที่อดอยากยากแค้นเช่นนี้ พี่ชายทั้งหลายยังคงรักและปกป้องน้องสาวดั่งแก้วตาดวงใจ ช่างเป็ภาพที่ชวนให้รู้สึกดีนัก
ต้าเป่าเดินตามมาข้างโลงศพด้วยหัวใจที่เต้นระทึกเพื่อดูสถานการณ์ เขาเห็นน้องสาวกำลังพึมพำคาถาอย่างจริงจัง หัวใจของเขาก็แทบจะกระดอนออกมาที่ลำคอด้วยความลุ้นระทึก!
ทุกคนในที่นั้นต่างเห็นเสี่ยวหยวนเป่าพูดอยู่คนเดียว ราวกับกำลังสนทนาอยู่กับใครบางคนที่ไม่มีตัวตน อีกทั้งยังร่ายคาถายาวเหยียดที่ไม่มีใครฟังออก แต่กลับร่ายได้คล่องแคล่วจนน่าแปลกใจ
เด็กตัวน้อยอายุเพียงสามขวบเศษจะไปรู้ความกระไร ก่อนหน้านี้ยังเป็เด็กใบ้อยู่เลย อยู่ดี ๆ ก็พูดได้ แถมยังร่ายคาถาได้ไหลลื่นเสียขนาดนี้ แม้แต่ผู้ใหญ่ที่ฝึกมาอย่างดียังทำไม่ได้เลย นับเป็เื่มหัศจรรย์แท้ ๆ
เื่ประหลาดเช่นนี้ย่อมมีเงื่อนงำ หากไม่ใช่เพราะเป็เวลากลางวันแสก ๆ และมีผู้คนอยู่มากมายปานนี้ คงมีคนรู้สึกขนลุกซู่ไปตาม ๆ กันแล้ว
ภาพที่เห็นทำให้แม่หมอหลิวเริ่มเกิดความนึกเสียดายในตัวเด็กน้อย เด็กคนนี้มีความสามารถเหลือล้นพอจะเป็ลูกศิษย์นางได้สบาย ๆ นี่คือคนที่เกิดมาเพื่อกินข้าวในชามของหมอผีโดยแท้!
นางคิดในใจว่าเมื่อเด็กคนนี้ทำเื่เหลวไหลเสร็จ นางจะไม่เอาเื่ถึงตาย จะหาทางลงให้นางสักหน่อย แล้วค่อยแอบไปหาที่บ้านเพื่อรับเป็ศิษย์ มอบทางทำมาหากินให้นางเสีย
ในขณะที่กำลังคิดอยู่นั้น เสี่ยวหยวนเป่าก็ทำท่ามุทราแล้วะโเสียงใส "พี่ชาย คืนชีพ!"
ทุกคนสะดุ้งสุดตัว! พากันถอยกรูดไปข้างหลังก้าวใหญ่โดยพร้อมเพรียง
คนที่ยังยืนหยัดอยู่ที่เดิมมีเพียงสองตายายตระกูลหวัง ไฉ่ซื่อ และพวกต้าเป่า ฝ่ายหนึ่งห่วงลูกชายสุดใจ อีกฝ่ายก็ห่วงน้องสาวสุดกำลัง คนที่อยู่ใกล้โลงศพรู้สึกได้ถึงลมเย็นะเืวูบหนึ่งพัดผ่านใบหูไป...
เป็ความหนาวเย็นที่ยากจะอธิบายได้
ทันใดนั้นเอง มีคนตาไวะโขึ้น "อา! นิ้วมือของเทียนโกวเหมือนจะขยับแล้ว"
"ข้าก็เห็น ขนตาก็เหมือนจะสั่นด้วย"
"อา! เทียนโกวฟื้นคืนชีพแล้วจริง ๆ หรือ! ผีหลอกรึเปล่า! หรือจะเป็ศพเดินได้!"
ชาวบ้านพากันถอยหลังไปอีกก้าวใหญ่ด้วยความหวาดกลัวจนเกือบจะล้มหงายหลัง มีเพียงสองเฒ่าตระกูลหวังที่ตื่นเต้นจนตัวสั่น ทั้งคู่เกาะขอบโลงศพแล้วเอ่ยเรียกด้วยเสียงสะอื้น "ลูกแม่ เทียนโกวของแม่ ลูกฟื้นแล้วหรือ"
เด็กชายตัวน้อยที่ดูบวมเป่งในโลงศพ ค่อย ๆ ลืมตาขึ้นอย่างช้า ๆ เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงแหบพร่า "ท่านพ่อ ท่านแม่... ข้าเป็กระไรไป ข้าตกน้ำตายไปแล้วไม่ใช่หรือ"
"อึก!" เขากระอักน้ำเน่าเหม็นออกมาคำโต
โชคดีที่เสี่ยวหยวนเป่าหลบได้ทันควัน มิเช่นนั้นคงได้เปื้อนตัวนางแน่ ๆ นางไม่อยากเป็ยัยหนูตัวเหม็นหรอกนะ
"โอ้! เทียนโกวของแม่! ลูกฟื้นแล้วจริง ๆ ด้วย!"
"ท่านอาจารย์น้อย ท่านมีอิทธิฤทธิ์เหลือล้นจริง ๆ"
สองผู้เฒ่าตระกูลหวังหลั่งน้ำตาออกมาด้วยความตื้นตันใจ
เสี่ยวหยวนเป่าตบมือน้อย ๆ อย่างร่าเริง เป็อันเสร็จสิ้น "พี่ชายฟื้นแล้วก็ไม่มีอะไรน่าห่วงแล้วเ้าค่ะ ท่านแม่ อุ้มข้าออกไปที"
เด็กหญิงตัวน้อยแสดงสีหน้าภูมิใจออกมาอย่างปิดไม่มิด ชาวบ้านเห็นแล้วก็อดหัวเราะไม่ได้ อย่างไรเสียนางก็ยังเป็เพียงเด็กน้อย
ไฉ่ซื่ออุ้มบุตรสาวออกมาจากโลงศพด้วยอาการเหม่อลอย เื่นี้มันเกินกว่าความเข้าใจของนางไปไกลนัก ลูกสาวตัวน้อยของนาง เก่งกาจถึงเพียงนี้เชียวหรือ ถึงขั้นช่วยคนตายให้ฟื้นคืนชีพได้เลยหรือ
ในเวลานั้น เทียนโกวก็ยันกายลุกขึ้นนั่งในโลงศพ แม้สภาพร่างกายจะยังดูอ่อนเพลีย แต่เขาก็เริ่มจำหน้าผู้คนได้แล้ว หยุดอาเจียน และอาการบวมตามตัวก็ดูเหมือนจะทุเลาลงไปมาก
ญาติมิตรคนอื่น ๆ ของตระกูลหวังที่ไปตามหมอมาถึงพอดี จึงรีบให้หมอเข้าไปตรวจดูอาการ ท่านหมอถึงกับอุทานออกมาว่าไม่น่าเชื่อ
"ฟื้นแล้วจริง ๆ! หัวใจเต้นแล้ว ร่างกายมีความร้อน ชีพจรแม้จะอ่อนแรงไปบ้างแต่ถ้าบำรุงดี ๆ ก็คงไม่มีปัญหา..."
ตอนที่เด็กคนนี้ตกน้ำตายใหม่ ๆ หมอผู้นี้ก็อยู่ในเหตุการณ์ช่วยชีวิตด้วย แต่ยามนั้นช่วยไว้ไม่ได้ เขาจึงเป็คนวินิจฉัยว่าตายไปแล้วเองกับมือ ผ่านไปตั้งวันกว่า ๆ กลับฟื้นขึ้นมาได้จริง ๆ!
ชาวบ้านที่มามุงดูต่างพากันตื่นเต้นยินดีไปตาม ๆ กัน!
มีเพียงแม่หมอหลิวเท่านั้นที่สีหน้าเปลี่ยนไปมา เดี๋ยวเขียวเดี๋ยวคล้ำ นางกำลังหาจังหวะแอบหลบหนีไปจากฝูงชนอย่างเงียบ ๆ