เสียงปะทะของไม้กับไม้ดังสนั่นไปทั่วลานฝึก อาเฟยถอยหลังไปหลายก้าว แขนที่ถือดาบสั่นะเืจากแรงกระแทก เขารู้สึกได้ถึงความแตกต่างของพละกำลังระหว่างเขากับอาสามอย่างชัดเจน
"ฮ่าๆๆ! นี่แหละที่เรียกว่าการต่อสู้รึ?" อาสามหัวเราะเยาะ มันแกว่งไม้พลองในมืออย่างง่ายดาย ราวกับเป็เพียงของเล่น "ข้าคิดว่าเ้าจะทำอะไรได้มากกว่านี้เสียอีก!"
อาเฟยเช็ดเืที่ไหลจากมุมปาก เขาไม่ตอบ แต่จับดาบไม้ไว้แน่นขึ้น ในใจของเขาระลึกถึงคำสอนของพ่อที่เคยกล่าวไว้
"เฟยลูก การต่อสู้ไม่ใช่เื่ของพละกำลังเพียงอย่างเดียว" พ่อเคยสอนเขาไว้ขณะที่ทั้งสองฝึกดาบด้วยกันในยามเย็น "ความเร็ว เทคนิค และที่สำคัญที่สุดคือจิตใจที่มั่นคง นั่นคือสิ่งที่ทำให้นักสู้ตระกูลซ่งแตกต่างจากคนอื่น"
เขาหลับตาลงครู่หนึ่ง พยายามระลึกถึงท่าทางที่พ่อเคยสอน ท่าแรกของเคล็ดวิชาดาบตระกูลซ่ง "ลิงเซียนจี่เฟิง" หรือ "ลมใสพัดใบไผ่" เป็ท่าที่เน้นความเร็วและความคล่องแคล่ว
อาเฟยเปิดตาขึ้น ดวงตาของเขาฉายแววมุ่งมั่นที่ไม่เคยมีมาก่อน เขาก้าวเท้าไปข้างหน้าอย่างช้าๆ ดาบไม้ในมือเริ่มเคลื่อนไหวตามจังหวะที่ฝึกมาหลายปี
"โอ้? ยังไม่ยอมแพ้อีกรึ?" อาสามเห็นท่าทีของอาเฟยเปลี่ยนไป มันรู้สึกสนใจขึ้นเล็กน้อย "ดีมาก! งั้นข้าจะเล่นกับเ้าอีกสักหน่อย!"
อาสามพุ่งเข้าใส่อาเฟยด้วยความเร็วสูง ไม้พลองในมือของมันฟาดลงมาจาก้าอย่างหนักหน่วง แต่ครั้งนี้อาเฟยไม่ได้ยืนรับอย่างเดิม เขาเอียงตัวไปข้างหนึ่ง ปล่อยให้ไม้พลองของอาสามฟาดผ่านไปข้างๆ แล้วใช้ดาบไม้แทงเข้าไปที่ลำตัวของมัน
"เฮ้ย!" อาสามใเล็กน้อย มันไม่คิดว่าอาเฟยจะหลบได้ มันรีบถอยหลังและใช้ไม้พลองปัดดาบของอาเฟยออกไป
เสียงปะทะดังขึ้นอีกครั้ง แต่ครั้งนี้อาเฟยไม่ได้ถูกผลักออกไปไกลเหมือนเดิม เขาใช้แรงของการปะทะหมุนตัวไปรอบๆ แล้วโจมตีจากมุมอื่น
"ลิงเซียนจี่เฟิง!" อาเฟยเอ่ยชื่อท่าในใจ ดาบไม้ในมือของเขาเคลื่อนไหวอย่างคล่องแคล่ว ราวกับลมที่พัดผ่านป่าไผ่ โจมตีจากหลายทิศทางอย่างรวดเร็ว
อาสามเริ่มรู้สึกกดดันขึ้นมาบ้าง แม้ว่าพละกำลังของอาเฟยจะยังด้อยกว่า แต่ความเร็วและเทคนิคที่เพิ่มขึ้นทำให้มันต้องใช้ความพยายามมากขึ้นในการป้องกัน
"ไม่เลวเลย!" อาสามะโขึ้น "แต่ยังไม่พอ!"
มันเปลี่ยนท่าทาง หยุดการป้องกันแล้วเริ่มโจมตีอย่างดุเดือด ไม้พลองในมือของมันแกว่งไปมาอย่างรวดเร็ว สร้างเสียงหวือหวาในอากาศ พละกำลังที่เหนือกว่าทำให้การโจมตีของมันมีพลังมหาศาล
อาเฟยเริ่มรู้สึกถึงความกดดัน เขาต้องใช้ความพยายามทั้งหมดเพื่อหลบหลีกและป้องกัน ร่างกายของเขาเริ่มเหนื่อยล้า เหงื่อไหลไคลไปทั่วตัว แต่เขาไม่ยอมแพ้
ในขณะที่ทั้งสองต่อสู้กันอย่างดุเดือด ชาวบ้านเริ่มรวมตัวกันมาดูรอบๆ ลานฝึก ทุกคนต่างตื่นเต้นและกังวลไปพร้อมๆ กัน
"เด็กเฟยสู้ได้ดีกว่าที่คิดนะ" ลุงหนึ่งกระซิบกับเพื่อนข้างๆ
"แต่ดูสิ เขาเริ่มเหนื่อยแล้ว อาสามยังแข็งแกร่งอยู่เลย" อีกคนตอบกลับ
"น่าสงสารจริงๆ ทำไมต้องไปยุ่งกับอาสามเล่า"
ในหมู่ผู้ชม มีเสี่ยวเหลียนที่รีบวิ่งกลับมาเมื่อได้ยินเสียงการต่อสู้ นางยืนอยู่ห่างๆ ดวงตาเต็มไปด้วยความเป็ห่วง มือทั้งสองข้างกำแน่นจนเล็บจิกเข้าไปในฝ่ามือ
"อาเฟย..." นางกระซิบในใจ "ทำไมต้องทำแบบนี้เล่า"
การต่อสู้ดำเนินต่อไปอีกสักครู่ อาเฟยพยายามใช้ท่าต่างๆ ที่จำได้ ทั้ง "เซียนเหอซิงหยุน" หรือ "นกกระต่ายบินข้ามเมฆ" และ "จู่เหยียนหลิงโป" หรือ "ไผ่โค้งคลื่นลม" แต่ทุกท่าต่างก็ถูกอาสามสกัดไว้ได้ด้วยพละกำลังที่เหนือกว่า
ในที่สุด อาเฟยก็เริ่มทำผิดพลาด ความเหนื่อยล้าทำให้การเคลื่อนไหวของเขาช้าลง อาสามเห็นช่องว่างจึงใช้ไม้พลองฟาดเข้าที่ข้อมือของเขาอย่างแรง
"อ๊าก!" อาเฟยร้องเจ็บ ดาบไม้หลุดจากมือกระเด็นไปไกล เขาสะดุ้งถอยหลังแต่ก็เสียหลักล้มลงไป
อาสามไม่พลาดโอกาส มันเดินเข้ามาใกล้และใช้ปลายไม้พลองจิ้มที่คอของอาเฟย "ยอมแพ้หรือยัง?"
อาเฟยหอบหายใจหนัก ร่างกายเต็มไปด้วยรอยฟกช้ำและฝุ่นดิน เขามองดูดาบไม้ที่กระเด็นไปไกล แล้วมองกลับมาที่อาสาม ในดวงตาของเขายังคงมีแววไม่ยอมแพ้
"ข้า... ข้ายังไม่แพ้!" เขาะโขึ้น พยายามจะลุกขึ้น
"ยังไม่แพ้รึ?" อาสามหัวเราะก้อง "ดูสารรูปเ้าเสียก่อนเถอะ! ข้าจะบอกอะไรให้นะอาเฟย ความขยันน่ะมันเป็เื่ของคนโง่ คนฉลาดอย่างข้า แค่มีพละกำลังมากกว่า ก็ทุบเ้าให้จมดินได้แล้ว!"
คำพูดเหล่านี้เหมือนเข็มที่แทงเข้าไปในหัวใจของอาเฟย เขาเริ่มสงสัยในตัวเอง เริ่มสงสัยในความฝันของเขา เริ่มสงสัยว่าการฝึกฝนทั้งหมดที่ผ่านมานั้นมันมีความหมายอะไรบ้าง
"เ้ารู้หรือไม่ อาเฟย?" อาสามเดินวนรอบตัวอาเฟยเหมือนเสือที่กำลังเล่นกับเหยื่อ "ข้าได้ยินมาว่า เ้ากำลังคิดจะสมัครเข้าสำนักยุทธ์ในเมืองใหญ่ ฮ่าๆๆ! ด้วยฝีมือแบบนี้ เ้าคิดว่าจะผ่านการคัดเลือกได้รึ?"
คำพูดนี้แทงใจอาเฟยเข้าไปลึก เพราะมันเป็ความจริง เขาฝันที่จะเข้าเรียนในสำนักยุทธ์เพื่อเรียนรู้เคล็ดวิชาขั้นสูง แต่ด้วยฝีมือในปัจจุบัน โอกาสที่จะผ่านการคัดเลือกนั้นเหมือนกับการหยิบดาวบนฟ้า
"หรือว่า..." อาสามยิ้มเ้าเล่ห์ "เ้าคิดจะพาเสี่ยวเหลียนหนีไปด้วยกันรึ? ฮ่าๆๆ! แม่นางคนงามอย่างนั้น สมควรได้ผู้ชายที่แข็งแกร่งกว่านี้มากนะ!"
เมื่อได้ยินชื่อของเสี่ยวเหลียนถูกพูดถึงในทำนองดูิ่ อาเฟยรู้สึกโกรธขึ้นมาทันที แม้ร่างกายจะเ็ป แต่เขาก็พยายามลุกขึ้นยืน
"อย่า... อย่ามาพูดถึงเสี่ยวเหลียน!" เขาะโด้วยเสียงแหบพร่า
"โอ้! ยังมีแรงพูดอีกรึ?" อาสามหัวเราะดัง "งั้นข้าจะทำให้เ้าเงียบไปเลย!"
มันยกไม้พลองขึ้นสูง เตรียมจะฟาดลงมาที่อาเฟยอีกครั้ง แต่แล้วเสียงใสดุจระฆังแก้วก็ดังขึ้น
"พอได้แล้ว อาสาม!"
เสี่ยวเหลียนวิ่งเข้ามาขวางระหว่างอาสามกับอาเฟย ใบหน้าของนางเต็มไปด้วยความโกรธและความไม่พอใจ
"โอ้! แม่นางเสี่ยวเหลียน" อาสามหันไปมองนาง แววตาหื่นกระหายฉายวาบขึ้นมาทันที "มาดูคนรักของเ้ารึ? ไม่คิดบ้างรึว่าการมีคนรักขี้แพ้แบบนี้มันน่าอาย"
"น่าอายยิ่งกว่าคือการรังแกคนที่อ่อนแอกว่า!" เสี่ยวเหลียนสวนกลับอย่างไม่เกรงกลัว "ถ้าเ้าเก่งจริง ทำไมไม่ไปประลองกับยอดฝีมือในเมืองเล่า มัวมาระรานคนในหมู่บ้านเดียวกันทำไม!"
คำพูดของเสี่ยวเหลียนแทงใจดำของอาสามอย่างจัง เพราะมันเป็ความจริงที่มันไม่อยากยอมรับ อาสามแม้จะแข็งแกร่งในหมู่บ้านแห่งนี้ แต่เมื่อเทียบกับยอดฝีมือในเมืองใหญ่แล้ว มันก็เป็เพียงกบในกะลาเท่านั้น
"ปากดีนักนะแม่นาง!" อาสามหน้าแดงก่ำด้วยความโกรธ "หรืออยากจะโดนข้าสั่งสอนแทนไอ้ขี้แพ้นี่!"
มันง้างไม้พลองขึ้นสูง ทำท่าจะฟาดลงมาที่เสี่ยวเหลียน อาเฟยเบิกตากว้าง พยายามจะรวบรวมแรงทั้งหมดเพื่อลุกขึ้นไปขวาง แต่ร่างกายที่บอบช้ำไม่อาจเคลื่อนไหวได้ทันเวลา
ความสิ้นหวังและความโกรธแค้นเริ่มพุ่งพล่านขึ้นมาในใจของเขา เขารู้สึกเหมือนมีไฟลุกโชนขึ้นมาในร่างกาย ความรู้สึกแปลกๆ ที่ไม่เคยมีมาก่อนเริ่มก่อตัวขึ้นในท้องน้อย
แต่แล้ว...
"หยุดนะ!" เสียงทรงอำนาจของผู้ใหญ่บ้านดังขึ้น พร้อมกับชาวบ้านชายฉกรรจ์อีกหลายคนที่วิ่งเข้ามาสมทบ
ผู้ใหญ่บ้านเป็ชายวัยกลางคนที่มีหนวดเคราขาวโพลน ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยย่นแห่งประสบการณ์ชีวิต เขาเป็คนที่ได้รับความเคารพจากชาวบ้านทุกคน เพราะความยุติธรรมและปัญญาที่สั่งสมมายาวนาน
"อาสาม! เ้าทำอะไรอยู่!" ผู้ใหญ่บ้านะโด้วยเสียงโกรธ "นี่เป็การต่อสู้หรือการรังแก!"
อาสามชะงักไป มันมองหน้าผู้ใหญ่บ้านและชาวบ้านคนอื่นๆ สลับกัน แม้จะเป็ลูกพ่อค้าร่ำรวย แต่มันก็ไม่กล้าท้าทายผู้ใหญ่บ้านและชาวบ้านหมู่มากต่อหน้าต่อตา
"ผู้ใหญ่บ้าน นี่เป็การต่อสู้ที่ยุติธรรม!" มันพยายามแก้ตัว "อาเฟยเป็คนท้าข้าเอง!"
"ยุติธรรมตรงไหน!" ผู้ใหญ่บ้านส่ายหน้า "เ้ารู้ดีว่าพละกำลังของเ้าเหนือกว่าเขามาก แล้วยังจะทำร้ายเสี่ยวเหลียนอีก นี่มันเป็การกระทำของคนไร้ยางอาย!"
ชาวบ้านคนอื่นๆ ก็พากันพูดสนับสนุนผู้ใหญ่บ้าน บรรยากาศเริ่มไม่เป็ใจอาสาม มันแค่นเสียงอย่างไม่พอใจ
"ชิ! ถือว่าวันนี้เ้าโชคดีไปนะอาเฟย!" มันโยนไม้พลองทิ้งอย่างหัวเสีย "จำไว้ อย่าให้ข้าเจอเ้าอีก!"
ก่อนจากไป มันหันกลับมาขู่อีกครั้ง "และเ้า เสี่ยวเหลียน! อย่าคิดว่าจะหลบหนีข้าไปได้นานหรอก สักวันหนึ่งเ้าจะต้องเป็ของข้า!"
พูดจบ อาสามก็เดินกระทืบเท้าจากไปอย่างไม่สบอารมณ์ พร้อมกับเพื่อนๆ ที่ตามมา
เมื่อสถานการณ์คลี่คลายลง ผู้ใหญ่บ้านเดินเข้ามาหาอาเฟย ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความเป็ห่วง
"เฟยหลาน เ้าเป็อย่างไรบ้าง? าเ็หนักหรือไม่?"
อาเฟยพยายามจะลุกขึ้นนั่ง แต่ความเ็ปทำให้เขาใบหน้าเบี้ยว "ข้าไม่เป็ไร ผู้ใหญ่บ้าน แค่รอยฟกช้ำเล็กน้อย"
"ไม่เป็ไรได้อย่างไร ดูสิ เืออกเต็มไปหมด" ผู้ใหญ่บ้านส่ายหน้า "ทำไมต้องไปยุ่งกับอาสามเล่า รู้อยู่แล้วว่ามันเป็อย่างไร"
"ผม... ผมทนไม่ไหวที่มันดูิ่เคล็ดวิชาตระกูล และ..." อาเฟยหยุดพูด เขาไม่อยากบอกว่าเขาโกรธที่อาสามพูดถึงเสี่ยวเหลียนในทำนองดูิ่
ผู้ใหญ่บ้านถอนหายใจยาว เขาเข้าใจความรู้สึกของอาเฟย เพราะเขาเองก็เคยรู้จักพ่อของอาเฟยมาก่อน
"เฟยหลาน ข้าเข้าใจความรู้สึกของเ้า แต่บางครั้งการถอยก็ไม่ใช่เื่น่าอาย การรู้จักเลือกสู้ต่อเมื่อเวลาเหมาะสมต่างหากที่เป็ปัญญา พ่อของเ้าเป็คนดี เป็นักสู้ที่กล้าหาญ แต่เขาก็รู้จักเวลาที่ควรสู้และเวลาที่ควรถอย"
ชาวบ้านคนอื่นๆ ก็พากันเข้ามาปลอบใจและช่วยเหลือ บางคนนำน้ำมาให้ดื่ม บางคนช่วยทำความสะอาดแผล บางคนช่วยประคองร่างกาย ความเป็ห่วงเหล่านี้ทำให้อาเฟยรู้สึกอบอุ่นใจ แต่ก็ยิ่งทำให้เขารู้สึกอับอายมากขึ้นไปอีก
เสี่ยวเหลียนก็รีบทรุดตัวลงข้างๆ อาเฟยทันที นางใช้ผ้าเช็ดหน้าเช็ดคราบเืที่มุมปากให้เขาอย่างแ่เบา ดวงตาของนางเต็มไปด้วยความเ็ปและสงสาร
"อาเฟย... เ้าเป็อย่างไรบ้าง? เจ็บมากหรือไม่?"
อาเฟยไม่ตอบ เขาเบือนหน้าหนีด้วยความอับอาย ในใจของเขาเต็มไปด้วยความรู้สึกผิดและความไร้ค่า เขารู้สึกว่าตัวเองไม่สมควรที่จะได้รับความห่วงใยจากหญิงสาวที่เขารัก
"ข้าไม่เป็ไร" เขาตอบเสียงเบา
"จะไม่เป็ไรได้อย่างไรเล่า? ดูสิ มีแต่รอยแผลเต็มไปหมด" เสี่ยวเหลียนพยายามจะพยุงเขาลุกขึ้น "กลับบ้านกันเถอะ ข้าจะทำยาให้"
อาเฟยปัดมือนางออกเบาๆ "ไม่ต้อง ข้ากลับเองได้"
เขาพยุงตัวเองลุกขึ้นยืนอย่างยากลำบาก เก็บดาบไม้ที่กระเด็นไปไว้ข้างๆ ขึ้นมา ไม่ยอมสบตากับเสี่ยวเหลียนแม้แต่น้อย ความอับอายและความรู้สึกไร้ค่าท่วมท้นใจของเขา
แต่ละย่างก้าวที่เขาเดินจากไปนั้นดูหนักอึ้งราวกับมีูเาทั้งลูกกดทับอยู่บนบ่า เสี่ยวเหลียนมองตามแผ่นหลังที่อ้างว้างของเขาไปจนลับสายตา ในใจของนางรู้สึกเ็ปเสียยิ่งกว่าถูกฟาดด้วยไม้พลองเสียอีก
นางรู้ดีว่าาแบนร่างกายของอาเฟยนั้นเทียบไม่ได้เลยกับาแในใจของเขา
ผู้ใหญ่บ้านมองตามอาเฟยไปด้วยสายตาเศร้าใจ เขาหันมาหาเสี่ยวเหลียน
"เหลียนหลาน ช่วยดูแลเฟยหลานด้วยนะ เด็กคนนี้มันดื้อ ไม่ยอมให้ใครช่วยเหลือง่ายๆ แต่ในใจลึกๆ มันก็้าความอบอุ่นเหมือนคนอื่น"
"ค่ะ ผู้ใหญ่บ้าน เสี่ยวเหลียนจะดูแลเขาเอง" นางตอบพร้อมกับโค้งคำนับ
หลังจากที่ทุกคนแยกย้ายกันไป เสี่ยวเหลียนยืนอยู่คนเดียวในลานที่เต็มไปด้วยร่องรอยการต่อสู้ นางมองไปที่รอยเท้าบนพื้นดิน รอยเืที่หยดลง และเศษไม้ที่กระเด็นมาจากการปะทะ
ในใจของนาง ความคิดหนึ่งเริ่มก่อตัวขึ้นอย่างช้าๆ... เป็ความคิดที่อันตราย... เป็ความคิดที่อาจจะเปลี่ยนแปลงชีวิตของทั้งสองคนไปตลอดกาล...
นางจ้องมองไปยังทิศทางที่อาเฟยเดินไป ดวงตาของนางฉายแววเด็ดเดี่ยวที่ไม่เคยมีมาก่อน
"อาเฟย..." นางกระซิบในใจ "ถ้าความขยันของเ้าไม่เพียงพอ... ถ้าพร์ของเ้าไม่มีอยู่จริง... เช่นนั้น ข้าจะเป็คนสร้างพร์นั้นให้เ้าเอง..."