ตัดกลับมาที่ลานฝึกวรยุทธ์ ในที่สุด ซุนฝูยวี่ ก็ถูกซัดกระเด็นถอยกลับมา พ่ายแพ้ให้แก่ อู๋ชิงชิง อีกครา แต่อย่างน้อยที่สุด ครั้งนี้เขาก็ยังยืนหยัดอยู่ได้นานกว่าเดิม
อู๋ชิงชิงสะบัดหยาดเหงื่อออกจากปลายนิ้วด้วยความรังเกียจ “ซุนซือตี๋ (ศิษย์น้องซุน) ฝีมือไม่เลว ไว้พรุ่งนี้ค่อยมาประลองกันใหม่” นางหลงเหลือสายตาดูแคลนเอาไว้ ก่อนจะเดินกลับไปรวมกลุ่มกับสหายด้วยท่าทีของผู้ชนะ
ซุนฝูยวี่หลุบตาลง ต่ำจนนางไม่อาจมองเห็นประกายมืดหม่นในดวงตา เขาใช้แขนเสื้อปิดบังปากพลางกลืนโอสถระดับต่ำลงคอเพื่อบรรเทาอาการาเ็ภายใน
อู๋ชิงชิง และกลุ่มของนางเดินไปสมทบกับกลุ่มของ หวังลี่เวย ดังเช่นที่ทำเป็ประจำ
“จัดการกับคนแซ่เหวินนั่นเสร็จแล้วหรือ?” อู๋ชิงชิงเอ่ยปากถาม
”เหอะ เ้าหมายถึงไอ้สารเลว เหวินจื้อหาว น่ะหรือ?” หวังลี่เวยเอ่ยด้วยน้ำเสียงรังเกียจเดียดฉันท์
”เขาหนีไปแล้วใช่ไหม ตอนที่ข้าเจอเขาคราก่อน เขาก็วิ่งหนีไปเหมือนกัน”
”ตอนนี้เขาก็คงขวัญหนีดีฝ่อไปอีกครั้งใช่หรือไม่” สหายคนหนึ่งในกลุ่มของอู๋ชิงชิงเอ่ยแทรกขึ้นมา
”เขาช่างเป็ผู้บำเพ็ญเพียรที่น่าสมเพชนัก มีแต่จะคอยสูบกินทรัพยากรของสำนักไปวัน ๆ” อู๋ชิงชิงว่า
หวังลี่เวยแค่นเสียงหัวเราะ “ด้วยท่าทางเยี่ยงนั้น อีกไม่นานพวกผู้าุโก็คงจะไล่ตะเพิดเขาออกจากสำนักแน่”
ซุนฝูยวี่ขบฟันแน่น เขาพุ่งตัวเข้าไปหาคนกลุ่มนั้นทันที
“หากพวกเ้าคิดว่าตัวเองเก่งกาจนัก ไยไม่กล้าตัดสินกับศิษย์พี่เหวินให้รู้ดำรู้แดงเล่า เขาน่ะอยู่เหนือกว่าพวกเ้า ที่เป็เพียงมดปลวกต่ำต้อยเสียอีก พวกมารที่ว่าสารเลวยิ่งกว่าดีกว่าพวกเ้าเสียอีก ไอ้พวกผู้ดีจอมปลอม!”
ใบหน้าของหวังลี่เวยพลันแปรเปลี่ยนเป็สีแดงฉานด้วยความโกรธา “เ้าเด็กนี่...อยากตายนักใช่หรือไม่ งั้นข้าจะทำให้เ้าสมปราถนา”
ซุนฝูยวี่ชักกระบี่ออกจากฝัก ทว่าเมื่อนึกถึงบทเรียนที่ได้รับมาจากเหวินซือซง เขาก็รีบเหินกระบี่บินหนีไปอย่างรวดเร็ว
ซุนฝูยวี่ทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าเหนือสำนัก พลันจำได้ว่าเหวินจื้อหาวมุ่งหน้าไปทางนั้น... ไม่นานสายตาอันเฉียบคมของเขาพลันเหลือบไปเห็นเหวินจื้อหาวอยู่ในคอกสัตว์อสูร
“เดี๋ยวก่อน ในคอกสัตว์อสูรงั้นรึ? แต่ศิษย์พี่เหวินเป็ผู้ฝึกกระบี่มิใช่่หรือ?” ซุนฝูยวี่หรี่ตาลงพลางร่อนกายลงไปเพื่อมองดูให้ชัด ๆ
ใกล้เข้าไป... ใกล้เข้าไปอีกนิด...
สัตว์อสูรมารเ่าั้มีฟันซี่เล็ก ๆ อันแหลมคม และกรงเล็บขนาดเล็กที่คมกริบ ทว่าเหวินจื้อหาวลับกำลังป้อนอาหารพวกมันด้วยมือตนเอง ทั้งยังลูบหัวพวกมันอย่างทะนุถนอม
พฤติกรรมเช่นนี้... หมายความว่า เหวินจื้อหาวไปบรรลุวิถีแห่งธรรมข้อใดมากันแน่? มันไม่ใช่สิ่งที่ซุยฝูยวี่เคยคุ้นเลยแม้แต่น้อย
เมื่อพลิ้วกายลงพื้นนิ้วมือของซุนฝูยวี่เกาะเกี่ยวอยู่กับรั้วตาข่าย เขาเริ่มระแวดระวังขึ้นมาเมื่อมีอสูรมารตนหนึ่งย่องเข้ามาหา เนื่องจากตระหนักดีว่าสัตว์เดรัจฉานเ่าั้ดุร้าย และทรงพลังมากมายเพียงใด
เหวินจื้อหาวมองตามเส้นทางการเดินของอสูรมารตัวน้อย (ลูกแมวเหมียว) จากนั้นก็พลันเขาเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยด้วยความประหลาดใจเมื่อเห็นซุนฝูยวี่ยืนดูอยู่ตรงนั้น เงาร่างของเด็กหนุ่มดูโดดเดี่ยวเดียดายขณะยืนอยู่เพียงลำพังที่อีกฟากหนึ่งของรั้ว พร้อมด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความระแวงสงสัยต่อลูกแมวตัวเล็ก
”โอ้ ซุนซือตี๋” เหวินจื้อหาวเอ่ยทักทายด้วยน้ำเสียงต้อนรับอบอุ่น “เ้าอยากมาเล่นกับพวกมันหรือไม่ เข้ามานี่สิ”
ซุนฝูยวี่ก้มหน้าลงต่ำ “ระ...รับทราบครับ ศิษย์พี่”
เหวินจื้อหาวเปิดประตูรั้วและรีบพาร่างของซุนฝูยวี่เข้ามาด้านใน ก่อนที่ลูกแมวตัวใดจะทันได้วิ่งเล็ดลอดออกไป
”สัตว์อสูรมารพวกนี้...” ซุนฝูยวี่เริ่มเอ่ย
”ก็แค่ลูกแมวน้อยผู้น่ารักน่ะ” เหวินจื้อหาวกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ พลางตบหลังซุนฝูยวี่เบา ๆ “ไม่ต้องกลัวพวกมันหรอก อย่างไรเสียก็ยังมีศิษย์พี่คนนี้อยู่ด้วยไม่ใช่หรือ?”
หัวของซุนฝูยวี่ยิ่งก้มต่ำลงไปอีก “อืม”
มุมปากของเหวินจื้อหาวกระตุกเบา ๆ ช่างเป็เด็กหนุ่มที่ว่าง่ายอะไรเช่นนี้! หากเป็บิดามารดาคงจะรักใคร่เอ็นดูเด็กคนนี้มิน้อย เหวินจื้อหาวตบไหล่ของซุนฝูยวี่เบา ๆ เขาไม่อาจลูบหัวอีกฝ่ายได้ เกรงว่าจะทำให้ทรงผมที่จัดแต่งมาอย่างเป็ระเบียบนั้นยุ่งเหยิง
จากนั้นเหวินจื้อหาวก็ทรุดกายลงนั่งบนพื้น ซุนฝูยวี่ก้มตัวลงนั่งยอง ๆ ใบหน้าขึ้นสีแดงระเรื่อบางเบา ภายใต้การหลอกล่อด้วยอาหารอย่างไร้ยางอายของเหวินจื้อหาว เหล่าลูกแมวก็พากันมาล้อมรอบผู้บำเพ็ญเพียรรุ่นเยาว์ทั้งสอง และเล่นสนุกกันอย่างสำราญใจ บางตัวปีนขึ้นมาบนตักของเหวินจื้อหาว และมีตัวที่ใจกล้าตัวหนึ่งปีนขึ้นไปบนหลังของเขา กรงเล็บเล็ก ๆ จิกลงบนชุดคลุม
ซุนฝูยวี่ลอบมองดวงตาอันเป็ประกายแฝงความขี้เล่นของเหวินจื้อหาวขณะที่กำลังหยอกล้อเล่นกับอสูรมารตัวน้อย ยามที่เหวินจื้อหาวเหลือบสายตามามองเขาด้วยความฉงน ซุนฝูยวี่ก็พลันเบือนหน้าหนีทันที โดยแสร้งทำเป็สนใจอสูรลูกแมวขนสีทองตัวเล็ก ทว่าเขายังคงรู้สึกได้ถึงสายตาของเหวินซือซงที่ทอดมองมา
ซุนฝูยวี่ไม่เข้าใจเลยสักนิด เหวินซือซงมิได้เป็เช่นนี้มาก่อน... หรือว่าเขาจะผ่านด่านเคราะห์อันใดมา? ไม่สิ หรือบรรลุธรรมขั้นสูง?
“เขายังมิได้ทวงหนี้ที่ข้าติดค้างเขาไว้เลยด้วยซ้ำ...”
ริมฝีปากของเหวินจื้อหาวโค้งขึ้นด้วยความขบขัน ซุนฝูยวี่ใช้นิ้วเขี่ยพื้นดินพลางทำท่าทางขัดใจเล็กน้อย ใบหน้าแดงก่ำ เหวินจื้อหาวมั่นใจเลยว่าพวกท่านป้าทั้งหลายจะต้องเอ็นดูเด็กคนนี้แน่ ช่างน่ารักน่าเอ็นดูแทบจะเท่าพวกลูกแมวเหล่านี้เลยทีเดียว
ไม่นานนัก เสียงระฆังก็ดังเหง่งหง่างขึ้น ซุนฝูยวี่รีบดีดตัวลุกขึ้นยืนทันที
เหวินจื้อหาวเงยหน้าขึ้นมองเขา มืออีกข้างยังคงลูบขนลูกแมวตัวหนึ่งอยู่
“จะไปแล้วหรือ อยู่อีกต่อก็ได้นะ”
ซุนฝูยวี่ก้มศีรษะลง “ข้าขอตัวก่อนครับ ศิษย์พี่เหวิน พอดีข้ามีเข้าเรียนต่อ”
เหวินจื้อหาวลุกขึ้นยืน และเดินนำซุนฝูยวี่ออกจากคอกอสูรมาร
“เช่นนั้นก็ตั้งใจเรียนเล่านะ”
”คะ...ครับ ข้าทราบแล้ว” กล่าวจบ ซุนฝูยวี่ก็ชักกระบี่ออกมาแล้วบินจากไป
เหวินจื้อหาวมองตามเงาร่างที่ห่างออกไป อันที่จริง เขาเองก็เหมือนจะมีเรียนด้วยเช่นกัน แต่เื่เช่นนั้นมันน่าเบื่อ ใครจะไปสนใจกันเล่า ก่อนมาโลกแห่งนี้ เหวินจื้อหาวก็เรียนจบจากมหาวิทยาลัยมาแล้ว เขาเลยไม่มีความตั้งใจที่จะเข้าเรียนในระบบชั้นเรียนอันเข้มงวดแห่งใดอีก อีกทั้งการต้องนั่งบนพื้นเป็เวลานาน ๆ เพื่อเขียนอักษรด้วยพู่กันจีนน่ะหรือ?
ขาของเขาคงจะตะคริวกิน และคงถูกไล่ตะเพิดออกมาเพราะลายมืออันยอดแย่เป็แน่
แต่ครั้นจะให้กลับไปที่ห้องพักก็คงไม่ดีแน่ เผื่อมีบางคนมาตามหา เหวินจื้อหาวเลยตัดสินใจอยู่ที่นี่ต่อเพื่อเล่นกับพวกสัตว์อสูร(ลูกแมวเหมียว) ทั้งหลายเหล่านี้ต่อ
จบบท