ราชันเทพอัคคี [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 2 บทที่ 53 วิญญาณตัดขอบฟ้า

            การต่อสู้อันแสนดุเดือดรุนแรงเริ่มขึ้นอีกครั้ง

            หัวหน้าองครักษ์ทั้งสามท่านนั้นก่อนที่จะมาถึงคฤหาสน์ตระกูลเวินแห่งนี้ พวกเขาไม่ได้คิดไว้เลยว่าวันนี้พวกเขาจะต้องมาเจอกับการต่อสู้ที่มันหนักหนาสาหัสขนาดนี้

            ถึงจะต้องสู้กันศัตรูที่พวกเขาคิดว่าจะได้เจอก็มีแค่หนุ่มน้อยสุดอำมหิต หลินอี้และประมุขตระกูลเวิน เวินติ่งเทียน ที่เป็นยอดฝีมือแล้วเท่านั้น

            แต่ตอนนี้พวกเขากลับต้องมาต่อสู้จนเหนื่อยหอบกับศัตรูที่เป็นแค่วัยรุ่นไร้ชื่อเสียงแค่ยี่สิบคนเท่านั้น

            ในช่วงเวลาประมาณธูปหนึ่งก้านถูกเผาจนหมดนั้นหัวหน้าทั้งสามได้ปล่อยท่าไม้ตายสร้างชื่อของตัวเองออกมาอย่างต่อเนื่องไม่มีหยุดแต่ศัตรูในชุดเกราะสีดำทั้งยี่สิบคนนี่กลับอึดทนอย่างกับตุ๊กตาล้มลุกพอล้มลงไปก็ลุกขึ้นมาอีก ลุกขึ้นมาเสร็จก็บุกเข้าใส่พวกเขาต่อด้วย

            น่ารำคาญเกินบรรยาย

            น่าอึดอัดถึงที่สุด

            หลังจากเวลาผ่านไปสักพักหนึ่งแล้ว ในที่สุดหลังจากที่เซี่ยชางไห่ใช้เพลงดาบอันทรงพลังของเขาฟาดฟันใส่นักรบเกราะดำสามคนจนกระเด็นออกไปแล้ว ก็เกิดความเปลี่ยนแปลงขึ้นชุดเกราะสีดำของทั้งสามที่ถูกซัดปลิวไปนั้นก็ส่งเสียงดังกริ๊งๆจากนั้นประกายแสงอันศักดิ์สิทธิ์ก็สลายหายไปจนหมด

            ในที่สุด...ก็พลังหมดแล้วสินะ!!

            หัวหน้าทั้งสามคนถึงกับน้ำตาตกใน

            ในที่สุดการต่อสู้อันแสนอึดอัดและน่ารำคาญนี่ก็กำลังจะจบลงเสียทีเป็นอย่างที่เซี่ยชางไห่บอกไว้ไม่มีผิดพลังงานของชุดเกราะชุดนี้มันมีขีดจำกัดอยู่ถ้าพลังงานมันหมดเมื่อไหร่ก็ไม่สามารถแผลงฤทธิ์อะไรได้อีกแล้ว

            คราวนี้ก็ถึงทีของพวกข้าบ้างแล้ว!!!!

            แต่ทั้งสามคนยังดีใจได้ไม่ถึงสามวิ ก็ต้องเปลี่ยนกลับมาอยากร้องไห้อีกครั้ง

            นักรบเกราะดำที่พลังงานหมดไปแล้วทั้งสามคนนั้นอยู่ๆ ก็คว้าเอาผลึกวิญญาณต้นกำเนิดขนาดเท่าหนึ่งกำมือออกมาภายใต้การปกป้องของพรรคพวกคนอื่นๆที่เหลืออยู่ จากนั้นก็ใส่ไปในช่องเล็กที่อยู่บริเวณอก

            จากนั้นแสงศักดิ์สิทธิ์สีดำก็เปล่งประกายขึ้นมาอีกครั้งโดยที่ไม่ได้ดูอ่อนพลังลงเลย

            ทั้งสามก็กลับมายืนประจันหน้ากับเหวินไท่เป่ยอย่างองอาจอีกครั้ง

            เหวินไท่เป่ยตอนนี้อ้าปากค้างจนกรามล่างแทบจะร่วงไปอยู่บนพื้นแล้ว

            ไอ้ชุดเกราะที่ขี้โกงจนหน้าไม่อายนี่ มันยังสามารถเติมพลังเพิ่มได้ในพริบตาอีก...

            ไม่ไหวแน่แบบนี้....

            ถ้าจะพูดให้ถูกก็คือ ไม่มีหน้าจะสู้ต่ออีกแล้ว

            ผลการต่อสู้ครั้งนี้ขึ้นอยู่กับจำนวนของผลึกวิญญาณต้นกำเนิดของอีกฝ่ายล้วนๆ

            ซึ่งสถานที่ๆ พวกเขากำลังยืนอยู่นี้คือคฤหาสน์ของตระกูลเวินที่เป็นตระกูลนักการช่างที่ใหญ่ที่สุดของเมืองอวิ๋นเฉิงแล้วตระกูลอย่างนั้นมันจะขาดแคลนผลึกวิญญาณต้นกำเนิดได้อย่างไร?

            สู้จนข้ามปียังไม่รู้เลยว่าจะหมดรึเปล่า...

            แต่ผลลัพธ์แบบนี้เป็นเรื่องน่าอับอายที่ไม่อาจยอมรับได้สำหรับเหล่าทหารองครักษ์แห่งราชวงศ์

            ทั้งสนามประลองตกลงสู่ความเงียบงันไปในทันที

            ความคิดที่จะต่อสู้ของพวกเหวินไท่เป่ยแทบจะไม่เหลืออยู่แล้วส่วนพวกของหลินหยางและเวินติ่งเทียนนั้นก็ยังคงดื่มชากันอย่างสบายอารมณ์ต่อไป

            เจ้าปี้ฟังน้อยหั่วเอ๋อร์ที่ตอนนี้เปลี่ยนที่อยู่จากบนไหล่ของเวินชิงชิงเป็นบนไหล่ของหลินหยางนั้นก็พูดออกมาอย่างไร้ความปรานีว่า

            “เอ้า? ทำไมไม่สู้กันแล้วเล่า?ข้ายังอยากดูต่ออยู่เลย... รีบๆ สู้กันต่อได้แล้ว!!”

            กรอด...

            เหมือนจะได้ยินเสียงกัดฟันจนแทบร้าวของหัวหน้าองครักษ์ทั้งสามคน

            ในที่สุดการต่อสู้ที่ใช้กำลังรบที่น่าจะแข็งแกร่งที่สุดของอาณาจักรชูอวิ๋นแล้วแต่ก็ยังไม่สามารถตัดสินผลแพ้ชนะกันได้แบบนี้กำลังจะจบลงแล้ว

            มีเสียงของคนๆ หนึ่งก็ดังขึ้นเพื่อช่วยกอบกู้เกียรติของพวกเหวินไท่เป่ยเอาไว้

            “ถอยไป...”

            เสียงพูดอันแหบแห้งและเบาหวิวนั่นกลับดังก้องไปทั่วทั้งสนาม

            มือของพวกเวินติ่งเทียนที่กำลังถือถ้วยชาเอาไว้ถึงกับกระตุกไปครู่หนึ่ง

            ส่วนหลินหยางนั้นเก็บสีหน้าสบายๆ นั่นเข้าไปแล้ว เขามองไปทางเกี้ยวสีดำที่ดูลึกลับและทรงพลังนั่น

            ผ้าม่านค่อยๆ ถูกเลิกขึ้นมาแล้ว

            เงาร่างของคนๆ หนึ่งค่อยๆ เดินออกมาจากด้านในนั้น

            “ท่านอาจารย์ต้วน!!”

            พวกของเหวินไท่เป่ยรู้สึกเหมือนได้รับการปล่อยให้เป็นอิสระพวกเขาไม่อยากจะต่อสู้อย่างน่าอึดอัดแบบนี้ต่อไปแล้ว

            พวกเขาต่างก็กระโดดออกจากสนามรบถอยหลังกลับเข้ามายืนอยู่ในฝั่งของตนสายตาของทุกคนในสนามแห่งนี้ล้วนหันไปมองทางเงาร่างของคนที่กำลังก้าวออกมาจากเกี้ยวสีดำนั่น

            ยอดฝีมือระดับอวิ้นหลิงที่แข็งแกร่งที่สุดของอาณาจักรชูอวิ๋น - ต้วนเทียนหยากำลังจะลงมือแล้ว

            หลินหยางเคยได้ยินชื่อของต้วนเทียนหยามาบ้าง

            ความสามารถระดับอวิ้นหลิงนั้นน่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าระดับเซียนเทียนหลายเท่า

            ยอดฝีมือระดับเซียนเทียนขั้นท้ายมีพละกำลังเริ่มต้นอยู่ที่แปดพันชั่งหากสามารถฝึกฝนจนยกระดับไปถึงจุดสูงสุดได้แล้วละก็ พละกำลังจะมากถึงหนึ่งหมื่นห้าพันช่างเลยทีเดียว

            แต่สำหรับยอดฝีมือรดับอวิ้นหลิงนั้นตอนที่พวกเขาปล่อยพลังฟ้าดินออกมานอกร่างกายเพื่อใช้งานเคล็ดวิชาศักดิ์สิทธิ์อันทรงพลังรูปแบบต่างๆนั้น พวกเขาสามารถปล่อยพลังอันน่าหวาดหวั่นกว่าสองถึงสามหมื่นชั่งออกมาได้อย่างง่ายดาย

            ถ้าเซียนเทียนคือจุดสูงสุดของวิถียุทธ์สำหรับคนธรรมดา

            อย่างนั้นอวิ้นหลิงก็คือจุดเริ่มต้นในการเข้าสู่วิถีเซียนของพวกคนที่ไม่ธรรมดาแล้ว

            ตอนนี้ คือโอกาสดีที่จะได้ทดสอบความสามารถของตระกูลเวินภายใต้การนำของหลินหยางในการเผชิญหน้ากับยอดฝีมือระดับอวิ้นหลิงแล้ว

            ในที่สุดต้วนเทียนหยาก็ออกมาอยู่นอกเกี้ยวดำเสียที

            สิ่งที่น่าตกใจที่สุดก็คือบุคคลในตำนานแห่งอาณาจักรชูอวิ๋นผู้นี้นั้นสวมผ้าคลุมสีดำที่ดูหนักอึ้งที่คลุมไว้ทั้งตัวอีกทั้งยังสวมหน้ากากเอาไว้ด้วยดูท่าทางลึกลับกว่าหลินอี้อีก

            สิ่งเดียวที่ผู้คนโดยรอบมองเห็นกันก็คือร่างกายอันผอมแห้งของเขา และดวงตาคู่หนึ่ง ดวงตาสีน้ำเงินที่ส่องสว่างราวกับดวงตาของภูตผีจากปรโลก

            ไม่มีใครกล้ามองเข้าไปในดวงตาคู่นั้นตรงๆ เลยถ้าหากเผลอมองเข้าไปจะรู้สึกราวกับวิญญาณถูกดึงออกมาให้คุกเข่าศิโรราบอยู่ใต้เท้าของเขาก็ไม่ปาน

            เป็นแรงกดดันตามธรรมชาติของผู้แข็งแกร่งที่มองลงเบื้องล่างจากตำแหน่งอันสูงส่ง

            นี่คือยอดฝีมือระดับอวิ้นหลิงตัวตนอันแข็งแกร่งที่สามารถเชื่อมต่อกับพลังฟ้าดินตามธรรมชาติได้โดยตรง

            ตึง

            สองเท้าของเขาเหยียบลงบนพื้นสนามแล้ว

            ผู้คนทั่วทั้งสนามต่างก็รู้สึกใจสั่นด้วยความหวั่นเกรง

            “ชางไห่...”

            ต้วนเทียนหยาเรียกชื่อของเซี่ยชางไห่ขึ้น

            “อาจารย์ต้วน”

            เซี่ยชางไห่ก้มหัวอย่างนอบน้อม แสดงถึงความเคารพสุดหัวใจ

            ต้วนเทียนหยากระซิบอะไรบางอย่างที่ข้างหูของเซี่ยชางไห่ไปครู่หนึ่งทำให้เซี่ยชางไห่แสดงสีหน้าประหลาดใจออกมา

            จากนั้นไม่นาน เซี่ยชางไห่ก็พยักหน้าแรงๆ ตอบรับว่า “ได้เลย ท่านอาจารย์ต้วนชางไห่จะจัดการตามที่ท่านบอกไว้เอง”

            “ไปเถอะ...”

            ต้วนเทียนหยาพยักหน้าเล็กน้อยจากนั้นเซี่ยชางไห่ก็เดินไปยืนข้างๆ เหวินไท่เป่ยและซูหมิงชุนพร้อมกับป่าวประกาศด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำว่า

            “เหล่าองครักษ์ทั้งหมดจงฟัง ภารกิจเสร็จสิ้นแล้วถอยทัพ!!”

            อะไรนะ!!!!

            เหล่าทหารสองพันกว่าคนอึ้งไปทันทีแต่ไม่นานก็กลับมารับคำสั่งได้อย่างรวดเร็ว

            พวกเขาไม่ได้โง่ ล้วนดูออกว่าสถานการณ์ได้เปลี่ยนไปแล้ว

            ส่วนคนที่ไม่อยากยอมรับความจริงมากที่สุดตอนนี้ก็คิอหวังหมิงชง

            ตั้งแต่ที่ตระกูลเวินเผยชุดเกราะสีดำทั้งยี่สิบชุดนั่นออกมาให้เห็นแล้วหวังหมิงชงพูดได้ทันทีเลยว่า...เขาพลาดท่าไปเสียแล้ว

            เขาที่เป็นถึงขุนนางชั้นผู้ใหญ่นั้นย่อมสามารถมองเห็นคุณค่าของชุดเกราะชุดนี้ที่มีต่ออาณาจักรชูอวิ๋นได้ในพริบตาอยู่แล้ว

            หรือถ้าพูดตรงๆ เลยก็คือ

            หากตระกูลเวินถือครองวิชาการช่างที่ใช้สร้างชุดเกราะสีดำนี่ไว้จริงๆละก็ อย่าว่าแต่โทษสังหารเฉินเย่เซิงเลย ต่อให้พวกเขาไปฆ่าล้างโคตรใครมาองค์จักรพรรดิก็ไม่มีทางทำอะไรพวกเขาแน่นนอน

            มันเปรียบเสมือนกับสัญลักษณ์แห่งอำนาจอันไร้ขีดจำกัด

            ขอแค่มีมันในครอบครอง ตระกูลเวินก็จะสามารถเชิดหน้าชูตาสามารถเป็นกำลังรบที่ยืนเคียงบ่าเคียงไหล่กับเชื้อพระวงศ์แห่งอาณาจักรชูอวิ๋นได้เลยทีเดียว

            หวังหมิงชงรู้ว่าตัวเองได้พ่ายแพ้ไปเรียบร้อยแล้ว

            พ่ายแพ้อย่างราบคาบอีกด้วย

            ถึงแม้ตัวเขาจะมีอำนาจควบคุมเหล่าองครักษ์แห่งเชื้อพระวงศ์ก็ตามแต่อำนาจของเขาก็ต้องสูญสลายไปกับสายลมเมื่ออยู่ต่อหน้าต้วนเทียนหยา

            การต่อต้านของตระกูลเวินนั้นไม่อาจหยุดยั้งได้อีกต่อไปแล้วต้วนเทียนหยาไม่ต้องการให้เหล่าองครักษ์ของเขาถูกหวังหมิงชงดึงไปเกี่ยวข้องกับปัญหาส่วนตัวของมันจนทำให้เกิดความบาดหมางกับตระกูลเวินมากไปกว่านี้

            ฮุ่ยเล่ฮุ่ย

            เหล่าองครักษ์ขยับเคลื่อนตัวกันอย่างคล่องแคล่วเพียงพริบตาเดียวพวกเขาก็รวมตัวกันเดินออกไปยังด้านนอกแล้ว

            เซี่ยงชางไห่นำคนกว่าสองพันคนในหัวเต็มไปด้วยคำสั่งของต้วนเทียนหยาที่สั่งไว้ว่า... ทหารทั้งสองพันคนที่ได้เห็นชุดเกราะนั่นแล้วพวกเขาจะต้องไปอยู่ในสถานที่ลับแห่งหนึ่ง ห้ามข้องแวะกับบุคคลภายนอกโดยเด็ดขาดจนกว่าอาณาจักรชูอวิ๋นจะเปิดเผยการมีอยู่ของชุดเกราะนี้อย่างเป็นทางการ

            ส่วนหวังหมิงชงนั้น...

            หวังหมิงชงผู้น่าสงสาร...

            เซี่ยชางไห่ทำได้แค่มองไปทางหัวหน้าฝ่ายผู้ดูแลภายใน คนที่เคยยิ่งใหญ่คับฟ้าคนนั้นอย่างไม่มีทางช่วยจากนั้นก็ก้มหัวลงกล่าวว่า

            “ท่านหวัง ท่านอาจารย์ต้วนสั่งว่า ท่านเองก็ยังไม่สามารถกลับไปที่ราชสำนักได้เป็นการชั่วคราวให้ไปพักผ่อนที่ค่ายใหญ่ของทหารองครักษ์ก่อนรอจนกว่าจะรายงานเรื่องทั้งหมดให้ท่านจักรพรรดิรับทราบแล้วค่อยมาตัดสินใจเรื่องของท่านอีกที!!”

            หวังหมิงชงสั่นไปทั้งตัวทันทีเมื่อนึกถึงจุดจบของตัวเองที่กำลังจะมาถึงในไม่ช้า

            ต้วนเทียนหยาไม่ได้จะตัดหางปล่อยวัดเขาเพียงอย่างเดียวเท่านั้นอีกฝ่ายยังคิดจะปิดปากเขาอีกด้วย...

            หัวหน้าองครักษ์สุดลี้ลับผู้นี้เป็นคนสนิทขององค์จักรพรรดิที่ได้รับความไว้วางใจมากที่สุดคำพูดของเขาในบางครั้งสามารถเป็นดั่งตัวแทนความคิดของจักรพรรดิหลินเฮ่ายวนได้เลย

            ถ้าเอาตัวเขาไปเปรียบเทียบกับชุดเกราะมหัศจรรย์ของตระกูลเวินนี่แล้วคุณค่าในตัวของเขานั้นก็ไม่ต่างอะไรจากหมาข้างถนนตัวหนึ่ง

            “ได้...”

            หวังหมิงชงรับคำด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ สั่นไปจนถึงลำตัวจากนั้นจึงค่อยๆ เดินตามเซี่ยชางไห่ออกไปจากคฤหาสน์ตระกูลเวินอันใหญ่โตนี้

            ความพ่ายแพ้ครั้งนี้สำหรับเขานั้นเปรียบเสมือนจุดจบของเส้นทางราชการของเขา

            การลุกขึ้นสู้ของตระกูลเวิน เพื่อที่ราชสำนักจะสามารถประนีประนอมได้แล้วพวกนั้นจะต้องผลักความผิดทั้งหมดมาที่ตัวเขาหวังหมิงชง และเฉินเย่เซิงแน่ๆ

            เมื่อถึงตอนนั้นเขาก็จะกลายเป็นคนที่ทำผิดทั้งหมดทันทีส่วนตระกูลเวินก็จะถูกล้างความผิดทั้งหมดจนขาวสะอาด

            เป็นวิธีการทางการเมืองแบบสองฝักสองฝ่ายทุกอย่างตั้งอยู่บนผลประโยชน์เป็นหลัก หวังหมิงชงถูกกำหนดให้กลายเป็นเครื่องสังเวยไปแล้ว

            แต่ถึงอย่างนั้นหวังหมิงชงก็ยังไม่สิ้นหวัง

            เพราะเบื้องหลังเขายังมีองค์ชายเก้าจอมโลภนั่นอยู่ขอแค่รอดชีวิตไปได้ เมื่อถึงเวลาที่องค์ชายเก้าได้ขึ้นเสวยราชสมบัติละก็ตัวเขาก็จะสามารถกลับมายิ่งใหญ่อีกครั้งได้...

            อีกทั้งเบื้องหลังขององค์ชายเก้า ก็ยังมีคนๆ นั้นสนับสนุนอยู่ด้วย...

            ตระกูลเวินนี่ไม่ได้อยู่อย่างสุขสสบายแน่!!

            ตอนนี้เหล่าผู้ที่ไม่เกี่ยวข้องก็ได้เดินออกไปกันหมดแล้ว

            ณ ลานประลองแห่งนี้จึงเหลือแต่เพียงคนของตระกูลเวิน และต้วนเทียนหยา

            เหล่าทหารถอยออกไปแล้ว ทำให้พวกเขาดีใจกันมากนี่เป็นหลักฐานที่แสดงให้เห็นว่าพลังของตระกูลเวินนั้นแข็งแกร่งพอที่จะสยบอำนาจของราชวงศ์แห่งอาณาจักรชูอวิ๋นได้

            แต่ต้วนเทียนหยากลับยังคงยืนอยู่ราวกับขุนเขาลูกหนึ่งไม่ได้ถอยกลับไปด้วยทำให้ผู้คนรู้สึกอึดอัดขึ้นมา

            ยอดฝีมือผู้นี้คิดจะทำอะไร?

            หลินหยาง และเหล่าผู้นำของตระกูลเวินลุกขึ้นยืน

            ต่อหน้าตัวตนระดับตำนานแบบนี้ พวกเขาจะผลีผลามไม่ได้ จึงค่อยๆ เดินไปอยู่ข้างหน้ากลุ่มของพวกเวินเทาแล้วจึงมองไปยังตัวตนอันแสนลึกลับพิสดารที่ซ่อนตัวอยู่ภายใต้ผ้าคลุมสีดำทมิฬผืนนั้น

            “ท่านคงจะเป็นหนึ่งในหัวหน้าองครักษ์ท่านต้วนเทียนหยาสินะ?”

            เวินติ่งเทียนยกสองมือขึ้นทำท่าเคารพ

            ฝั่งตรงข้ามกันนั้น

            ต้วนเทียนหยาก็ได้พูดออกมาคำหนึ่งซึ่งเป็นคำที่ทำให้คนทั้งหมดถึงขวัญผวา

            “หนึ่งฝ่ามือ”

            อะไรนะ?

            “รับหนึ่งฝ่ามือของข้า”

            คำพูดสั้นๆไม่กี่คำ ก็สั่นสะเทือนไปถึงจิตวิญญาณของผู้คนแล้ว

            ยอดฝีมือระดับอวิ้นหลิงท่านนี้ยังคิดจะสู้อยู่!!

            และสิ่งที่ยิ่งเกินความคาดหมายมากกว่าเดิมก็คือต้วนเทียนหยาพูดออกมาอีกเต็มประโยคหนึ่งเลยว่า

            “ชุดเกราะนี่ช่วยปกป้องชื่อเสียงและเกียรติยศของตระกูลเวินเอาไว้แต่ศักดิ์ศรีของราชวงศ์ รวมอยู่ในฝ่ามือนี้ทั้งหมด”

            คำพูดประโยคเดียว ก็อธิบายอย่างชัดเจนแล้ว

            ตระกูลเวินสามารถชนะใจจนได้รับความนับถือจากฝ่ายราชวงศ์ได้แล้วแต่เรื่องราวครั้งนี้จะปล่อยให้จบลงตรงที่ทหารองครักษ์ของราชวงศ์ที่ถูกปราบจนต้องถอยทัพไม่ได้

            ดังนั้นต้วนเทียนหยาจึงคิดจะแก้ไขเรื่องทั้งหมดโดยการที่จะปราบตระกูลเวินให้พ่ายแพ้อย่างราบคาบด้วยการใช้ออกแค่เพียงหนึ่งฝ่ามือเท่านั้น

            ดังนั้นแล้วหนึ่งฝ่ามือนี้จะต้องเป็นกระบวนท่าสังหารอันน่าสะพรึงกลัวที่สามารถสะเทือนไปทั่วทั้งฟ้าดินได้แน่นอน

            คนที่รับท่านี้ หากไม่ตายก็ต้องเจ็บหนัก

            คนของตระกูลเวินถึงกับนิ่งเงียบไปชั่วขณะ

            เป็นเวินติ่งเทียนที่ก้าวออกมารับหน้า “ถ้าอย่างนั้นให้ข้าเป็นคนรับกระบวนท่าชั้นสูงของท่านก็แล้วกัน”

            แต่กลับมีคนๆ หนึ่งก้าวออกมายืนขวางหน้าเวินติ่งเทียน

            หลินหยางนั่นเองที่ยืนแย้มยิ้มอยู่ตรงหน้าของต้วนเทียนหยา

            “ให้ข้ารับแทนดีกว่า...”

    คล้ายกับเรื่องราชันเทพอัคคี [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน