ฉินจงใช้เวลาอยู่พักใหญ่กว่าจะฟื้นคืนสติจากอาการหูอื้อตาลาย พอหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดูถึงเพิ่งพบว่าสายถูกตัดไปแล้ว แถมหน้าจอยังดับมืด กลับไปอยู่ในสถานะปิดเครื่องเหมือนเดิม
"เวรเอ๊ย!"
ฉินจงแอบหงุดหงิดตัวเองที่มัวแต่เหม่อลอย ถ้าไม่มัวแต่อึ้งกิมกี่ เขาก็คงหลอกถามข้อมูลจากอีกฝ่ายได้มากกว่านี้ เขาไม่แน่ใจเลยสักนิดว่าผู้หญิงคนนั้นกำลังล้อเขาเล่นอยู่หรือเปล่า!
ยัยนั่นถึงกับบอกว่าโทรมาจากปี 2024 นั่นมันสิบปีก่อนเลยนะ! จะเป็ไปได้ยังไง!
ต้องเป็เื่ตอแหลแน่ ๆ หลอกกันชัด ๆ!
ถึงแม้ปากจะพร่ำบอกว่าเป็เื่ไร้สาระ แต่ลึก ๆ ในแววตาของฉินจงกลับฉายแววตื่นตะลึงและคลางแคลงใจอย่างปิดไม่มิด
เขามองโทรศัพท์ในมือ ก่อนจะกดเปิดเครื่องและลองโทรออกไปยังเบอร์แปลกนั้นอีกครั้ง ทว่าเสียงที่ดังมาจากปลายสายกลับมีเพียงสัญญาณความว่างเปล่า ทำเอาจิตใจที่ร้อนรนของเขาราวกับถูกจับไปย่างสดบนเตาไฟ
หลังจากกระหน่ำกดโทรออกซ้ำแล้วซ้ำเล่าและได้ยินแต่สัญญาณเดิม ๆ ในที่สุดฉินจงก็ต้องยอมแพ้ ดูเหมือนว่าสายที่ต่อติดเมื่อครู่จะเป็แค่ความบังเอิญจนถึงที่สุดเท่านั้น หากหวังจะโทรติดอีกครั้ง ก็ไม่รู้เลยว่าต้องรอไปจนถึงเมื่อไหร่
ชายหนุ่มมองลอดกระจกรถออกไป ถึงเพิ่งสังเกตเห็นว่าพายุฝนฟ้าคะนองก่อนหน้านี้ได้อันตรธานหายไปจนหมดเกลี้ยงั้แ่ตอนไหนก็ไม่รู้ แสงแดดยามบ่ายกำลังสาดส่องความร้อนแผดเผาผืนปฐีอีกครั้ง
เมื่อสภาพจิตใจที่ตึงเครียดถึงขีดสุดเริ่มผ่อนคลายลง ฉินจงก็รู้สึกคอแห้งผาก ร่างกายอาบโชกไปด้วยเหงื่อ ลำคอร้อนรุ่มราวกับมีไฟสุม
เขาหดตัวอยู่หลังเบาะรถ พลางกวาดสายตาสำรวจไปรอบห้องโดยสาร เมื่อครู่เขาตื่นตระหนกเกินไป พอหนีเข้ามาได้ก็เอาแต่ซุกตัวอยู่หลังเบาะ ไม่กล้าแม้แต่จะขยับเขยื้อน
ทว่าพอขยับตัว จู่ ๆ ก็มีวัตถุบางอย่างกลิ้งหล่นลงมาจากตัวเขา ทำเอาฉินจงชะงักงัน และอดไม่ได้ที่จะก้มลงไปมอง
มันคือแหวนเงินวงหนึ่ง รูปทรงดูเก่าแก่คร่ำคร่า วงแหวนด้านนอกสลักลวดลายประณีต ส่วนด้านในจารึกสัญลักษณ์บางอย่างที่อ่านไม่ออกเอาไว้ ดูแปลกตาเป็พิเศษ
เอ๊ะ นี่มันแหวนของใครกัน?
เขาวางแหวนบนฝ่ามือแล้วพินิจดูอยู่ครู่หนึ่ง แต่ไม่นานก็หมดความสนใจไป ชายหนุ่มจับมันยัดใส่กระเป๋าเสื้อลวก ๆ แล้วหันไปสำรวจพื้นที่ด้านหลังรถแทน
รถตู้คันนี้ถูกดัดแปลงเป็รถขนของ เบาะนั่งสองแถวหลังถูกถอดออกจนโล่งเตียน ภายในห้องโดยสารด้านหลังมีลังน้ำอัดลมและน้ำแร่กองสุมอยู่สิบกว่าลัง
พอเห็นพวกน้ำอัดลมและน้ำแร่เหล่านี้ ูเาในใจของฉินจงก็ถูกยกออกไปเปลาะหนึ่ง อย่างน้อยที่สุด ตอนนี้เขาก็ไม่ต้องกังวลเื่อดน้ำตายไปได้พักใหญ่
ฉินจงรีบฉีกกล่องกระดาษอย่างรวดเร็ว หยิบน้ำแร่ขวดหนึ่งมากระดกดื่มรวดเดียวจนหมดเกลี้ยง สายน้ำเย็นฉ่ำไหลผ่านหลอดอาหารตรงเข้าสู่ช่องท้อง ช่วยดับความร้อนรุ่มในร่างกายของเขาลงไปได้มาก
หลังจากดับกระหาย ฉินจงก็ไม่กล้าขยับตัวสุ่มสี่สุ่มห้าอีก ได้แต่ขดตัวซ่อนอยู่อย่างนั้น โดยมีเพียงกระจกรถบาง ๆ กั้นกลาง เสียงคำรามโหยหวนลากยาวของพวกซอมบี้ดังกึกก้อง ราวกับเสียงคร่ำครวญของิญญาอาฆาตจากขุมนรก แทรกซึมทะลวงเข้าสู่โสตประสาทของเขาทีละเสียง
เมื่อมองทะลุกระจกหน้ารถออกไป ก็เห็นเพียงกลุ่มควันดำนับสิบสายพวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้าอยู่ไกลลิบ บางครั้งก็มีเสียงปืนดังแว่วมาตามสายลม ไม่รู้เลยว่าทางฝั่งนั้นเกิดเื่บ้าอะไรขึ้นกันแน่!
ท่ามกลางความสะลึมสะลือ ฉินจงเผลอหลับไปตอนไหนก็ไม่รู้ พอสะดุ้งตื่นขึ้นมาอีกทีก็พบว่าท้องฟ้าเริ่มมืดครึ้มลงแล้ว เดิมทีเขาตั้งใจจะอาศัยความมืดเป็สิ่งกำบังเพื่อรีบหลบหนีออกไปจากที่นี่ แต่พอมองลอดกระจกออกไป กลับพบว่าฝูงซอมบี้ข้างนอกดันเพิ่มจำนวนขึ้นมาตั้งหลายเท่าตัวั้แ่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ ดูท่าแล้วคงจะมีซอมบี้จากละแวกอื่นเดินเตร็ดเตร่หลงมาสมทบเป็แน่
เมื่อสถานการณ์เป็เช่นนี้ แผนการหลบหนีของฉินจงจึงพังทลายลง จำต้องพับเก็บไว้ชั่วคราว
ต้องเข้าใจก่อนว่า พวกซอมบี้ยุควันสิ้นโลกไม่ได้เชื่องช้าหรือเดินเตาะแตะเหมือนในหนังเลยสักนิด ทันทีที่มันเห็นเหยื่อ ความเร็วในการพุ่งตัวของมันก็ไม่ได้ด้อยไปกว่าคนเป็เลย เผลอ ๆ จะเร็วกว่านิดหน่อยด้วยซ้ำ
ยิ่งถ้าซวยไปเจอพวกซอมบี้กลายพันธุ์เข้าล่ะก็ ยิ่งอันตรายหนักเข้าไปใหญ่ ดังนั้น หากไม่ได้เตรียมตัวมาอย่างดี การเสี่ยงออกไปแล้วดันทำพวกซอมบี้ตื่นตัวจนมาดักหน้าดักหลัง เกรงว่ายังไม่ทันหนีพ้นทางแยกก็คงถูกจับฉีกร่างกินไปเสียก่อน
...
ชีวิตมีแค่หนเดียว ถ้าไม่มั่นใจเต็มร้อย ทางที่ดีอย่าไปเสี่ยงดีกว่า
ฉินจงคิดในใจ
ยิ่งไปกว่านั้น ตอนนี้ข้างนอกตกเป็โลกของพวกซอมบี้ไปหมดแล้ว ต่อให้รอดพ้นถนนเส้นนี้ไปได้ ก็อาจจะต้องไปเจอกับฝูงซอมบี้ที่ฝูงใหญ่กว่าเดิมอยู่ดี
ในตอนที่ฉินจงกำลังคิดสะระตะ ท้องของเขาก็ร้องโครกครากประท้วงขึ้นมา วันนี้ทั้งวันเขาแทบไม่มีอะไรตกถึงท้องเลย แถมยังต้องมาวิ่งหนีตายจนเหนื่อยหอบอีก ชักจะเริ่มหิวโซขึ้นมาแล้วสิ
ชายหนุ่มแอบคลานไปหลังรถ ค่อย ๆ รื้อเปิดลังทั้งสิบกว่าใบนั้นดูทั้งหมด สิ่งที่ทำให้เขาผิดหวังสุด ๆ ก็คือ ในลังพวกนั้นถ้าไม่ใช่น้ำแร่ก็เป็น้ำอัดลม ของพวกนี้มันช่วยดับกระหายได้ แต่ไม่อยู่ท้องเลยสักนิด
ถ้าต้องอดอาหารแค่วันเดียว เขายังพอทนไหว แต่ถ้าสองหรือสามวันไม่มีอะไรตกถึงท้องเลย เกรงว่าคงจะหิวจนก้าวขาไม่ออก ถึงตอนนั้นถ้าไม่มีเรี่ยวแรง ก็อย่าหวังเื่จะหนีรอดไปได้เลย
เขาอาศัยแสงจันทร์สลัวที่ลอดผ่านกระจกหน้า พยายามเอื้อมแขนออกไปให้สุดเพื่อเปิดลิ้นชักเก็บของฝั่งที่นั่งข้างคนขับ แล้วก็ต้องตาลุกวาวเมื่อพบกับบิสกิตอาหารเช้าที่กินเหลือไว้ครึ่งถุง!
พอเห็นบิสกิตถุงนี้ ภายในใจของฉินจงก็ลิงโลดขึ้นมาทันที เขารีบคว้าบิสกิตกลับมา ถึงแม้จะหิวจัด แต่ชายหนุ่มรู้ดีว่าบิสกิตแค่ครึ่งถุงนี้ จะกินสุ่มสี่สุ่มห้าไม่ได้เด็ดขาด ต้องเก็บไว้กินในยามคับขันที่สุดเพื่อใช้ฟื้นฟูพละกำลังเท่านั้น
มีเพียงวิธีนี้เท่านั้นถึงจะรีดเค้นคุณค่าของบิสกิตครึ่งถุงนี้ออกมาใช้ได้อย่างคุ้มค่าที่สุด
ฉินจงเอนตัวนอนหงายทับลังน้ำอัดลม สองแขนประสานรองท้ายทอย มองเหม่อผ่านกระจกหน้ารถไปยังเสาไฟริมถนน การที่เขาสามารถเอาชีวิตรอดมาได้อย่างหวุดหวิดในครั้งนี้ คงจะเหนือความคาดหมายของหยางซินไปมากแน่ ๆ
ที่นี่ต้องอยู่ไม่ไกลจากศูนย์หลบภัยแน่ ขอแค่เขาหนีรอดไปจากตรงนี้ได้ ถึงตอนนั้นเขาจะต้องกลับไปชำระแค้นอย่างสาสม จะปล่อยให้ไอ้ชายโฉดหญิงชั่วคู่นั้นลอยหน้าลอยตาเสวยสุขไม่ได้เด็ดขาด!
ยิ่งคิดถึงหยางซินกับอู๋เชี่ยน ฉินจงก็ยิ่งเคียดแค้นจนขบกรามกรอด เวลาไหลผ่านไปทีละนาทีจนล่วงเข้าสู่่ดึกสงัด ถึงแม้ร่างกายจะเหนื่อยล้าสายตัวแทบขาด แต่เขากลับไม่รู้สึกง่วงงุนเลยสักนิด
ในสถานการณ์แบบนี้ ใครมันจะไปหลับลง!
พวกซอมบี้ด้านนอกราวกับเครื่องจักรที่ไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย พวกมันเดินเพ่นพ่านไปมาเหมือนแมลงวันหัวขาด บางครั้งก็แผดเสียงคำรามต่ำ ๆ ออกมาอย่างกะทันหัน ในค่ำคืนที่เงียบสงัดราวกับป่าช้าเช่นนี้ เสียงนั้นยิ่งบาดลึกเข้าไปในแก้วหูเป็พิเศษ
หากเขาเผลอหลับไปจริง ๆ แล้วเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้นมา ถึงตอนนั้นคงถูกกินจนตายโดยไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ
และแล้ว ท่ามกลางความงัวเงียสะลึมสะลือใน่ใกล้รุ่งสาง จู่ ๆ ท้ายรถตู้ก็มีเสียงกระแทกดังตึง! ทื่อ ๆ ขึ้นมา ทำเอาฉินจงสะดุ้งตื่นเต็มตา พอหันขวับกลับไปมอง ถึงได้รู้ว่าเป็ซอมบี้ตัวหนึ่งที่เดินมาชนท้ายรถเข้าอย่างจังโดยไม่รู้สาเหตุ
ซอมบี้ตัวนี้มีรูปร่างสูงใหญ่ล่ำบึก แรงกระแทกโดยไม่ได้ตั้งใจของมัน กลับทำให้ตัวรถสั่นะเืและค่อย ๆ ไหลเลื่อนไปข้างหน้า!
ที่แท้ถนนเส้นนี้ก็เป็ทางลาดเอียงเล็กน้อย เพียงแต่มุมเอียงมันน้อยมาก หากไม่สังเกตให้ดี ก็คงมองไม่ออก
เมื่อััได้ว่ารถตู้เริ่มไหล ฉินจงก็ใ หันขวับไปมองฝั่งคนขับก็พบว่าเบรกมือไม่ได้ดึงเอาไว้ ขณะที่กำลังจะพุ่งตัวเข้าไปดึงเบรก จู่ ๆ เขาก็ชะงักมือ ใบหน้าพลันปรากฏรอยยิ้มยินดีระคนประหลาดใจขึ้นมา เขาตัดสินใจปล่อยให้ตัวรถไหลเลื่อนไปข้างหน้าต่อไป
ล้อทั้งสี่หมุนเคลื่อนไปข้างหน้าอย่างอืดอาดเหมือนหอยทากคลาน ราวกับพร้อมจะหยุดกึกได้ทุกเมื่อ ฉินจงกำมือแน่นจนเหงื่อซึมชื้น ภายในใจพร่ำภาวนาอย่างบ้าคลั่ง
ไหลไปสิ! ไหลไปเลย! อย่าเพิ่งหยุดนะเว้ย! ห้ามหยุดเด็ดขาด!
เพราะเมื่อครู่นี้ ฉินจงเพิ่งจะคิดขึ้นมาได้ว่า ไม่ว่ารถจะไหลต่อไปทางไหน หรือจะเกิดผลลัพธ์อะไรตามมา... มันก็ยังดีกว่าจอดรอความตายอยู่ที่นี่ล่ะวะ!