บทที่ 8 นางเขียนสวยกว่าเขาเสียอีก!
หลังจากฝนตกสองวันติดต่อกัน ท้องฟ้าก็แจ่มใส
ยามเช้าตรู่ ลานในบ้านหลังเล็กของหมออวี๋เต็มไปด้วยแสงอรุณ
เซวียเช่อนั่งอยู่บนเตียง เมื่อเปิดหน้าต่างก็สามารถมองเห็นดวงอาทิตย์ที่กำลังขึ้นทางทิศตะวันออก แสงแรกของวันสาดส่องเข้ามาเต็มอ้อมกอด
เพื่อความสะดวกในการรักษาร่างกาย หัวหน้าหมู่บ้านห่าวจึงจัดการให้เขาพักอยู่ที่บ้านของหมออวี๋
เซวียเช่อรู้เื่อาการป่วยของตนเองเกือบทั้งหมด
หลายปีมานี้ จวนของเขาได้เชิญหมอหลวงจากวังหลวง และยังทุ่มเงินมากมายเพื่อตามหาหมอผู้มีชื่อเสียงมารักษาเขา
แต่หมอเก่งทุกคนที่เคยจับชีพจรเขา ล้วนส่ายหน้าด้วยสีหน้าเสียดาย
พวกเขาไม่ได้พูดออกมาตรง ๆ แต่สีหน้าที่ดูลังเลนั้นบ่งบอกชัดเจนว่า รักษาไม่หาย
แต่เช้านี้เมื่อเขาตื่นขึ้นมา หมออวี๋บอกเขาอย่างชัดเจนว่า "โรคของเ้าสามารถรักษาให้หายได้ เพียงแค่เ้าให้ความร่วมมือ ใช้เวลาสองถึงสามปีก็จะรักษาให้หายได้"
เซวียเช่อไม่กล้าเชื่อในตอนแรก
หลังจากที่หมออวี๋อธิบายตำรับโอสถและวิธีการรักษาแล้ว เซวียเช่อรู้สึกซาบซึ้งใจ จึงค้อมกายคำนับหมออวี๋อย่างลึกซึ้ง
"พระคุณของท่านหมออวี๋ ผู้น้อยจะไม่มีวันลืม วันหน้าจะต้องตอบแทนบุญคุณท่านอย่างแน่นอน"
หมออวี๋ไม่ได้ใส่ใจเื่พวกนั้น ส่งชามโอสถสีดำสนิทให้เขา
"โอสถนี้ใช้ขับพิษในร่างกายเ้า ต้องดื่มเดือนละสองครั้ง ร่วมกับการฝังเข็ม"
เซวียเช่อก้มหน้าดื่มโอสถรสขมลงคอ ได้ยินหมออวี๋กล่าวว่า
"หากเ้าจะขอบคุณก็ขอบคุณจือจือเถอะ นางเป็คนเก็บเห็ดหลินจือพันปี โอสถนี้ถึงต้มได้สำเร็จ"
เซวียเช่อดื่มโอสถจนหมด นึกถึงเื่ราวที่เกิดขึ้นใน่ที่ผ่านมา รู้สึกได้อย่างชัดเจนว่าอะไรคือคติที่ว่า 'โชคลาภกับหายนะมาคู่กัน'
การที่เขาถูกพวกค้ามนุษย์จับตัวไปคือเคราะห์ร้าย แต่การได้รับการช่วยให้ขึ้นเขาคือโชคดี
การที่เขาตากฝนจนเป็ไข้กับซูจือจือคือเคราะห์ร้าย แต่การที่ซูจือจือไปหาร่มจนได้ถอนเห็ดหลินจือคือโชคดี
เขานึกถึงดวงตาเป็ประกายของซูจือจือตอนที่นางกางร่มเห็ด จู่ ๆ ก็รู้สึกอยากพบนางขึ้นมา
ยามเที่ยง ซูจือจือถือกล่องอาหารมาถึง
"หมออวี๋ อาเช่อ!"
นางดูสดใสร่าเริง ผมถูกมวนเป็จุกสองข้าง ประกอบกับใบหน้าขาวอมชมพู น่ารักจนทำให้คนอยากจับมาบีบเล่น
ซูจือจืออารมณ์ดี จุกผมทั้งสองข้างกระดกขึ้นลงอย่างมีชีวิตชีวา
นางได้ยินว่าเซวียเช่อจะไม่ตาย อีกทั้งเห็ดที่เก็บมาก็สามารถรักษาอาการป่วยของเขาได้
บิดามารดาบอกว่าเห็นแก่ที่นางช่วยเก็บสมุนไพรมา ครั้งนี้จะไม่ลงโทษนาง แต่ต่อไปห้ามออกไปตอนกลางคืนอีก
"หมออวี๋ นี่เป็น้ำแกงปลาที่มารดาของข้าทำ" ซูจือจือเปิดกล่องอาหาร ตักน้ำแกงชามหนึ่งให้หมออวี๋
จากนั้นก็ตักอีกชามให้เซวียเช่อ
"อาเช่อ เมื่อวานมารดาของข้าต้มน้ำแกงปลาหม้อใหญ่ให้ทุกคนดื่ม ปลาตัวใหญ่ถูกกินหมดแล้ว วันนี้ปลาตัวเล็กกว่า มารดาของข้าต้มให้เ้ากับหมออวี๋โดยเฉพาะ"
"รบกวนท่านป้าอิงแล้ว" เซวียเช่อรู้สึกละอายใจ
ชาวบ้านล้วนดีต่อเขา แต่เขากลับป่วยอยู่เช่นนี้ ไม่สามารถทำอะไรตอบแทนพวกเขาได้เลย
แม้จะรู้สึกละอายใจ แต่ก็ไม่ได้ทำให้เซวียเช่อดื่มน้ำแกงช้าลงแต่อย่างใด
น้ำแกงหอมอร่อย ก้นหม้อใส่ขิงแผ่น ช่วยขับความเย็นและดับกลิ่นคาว ้าโรยต้นหอมเขียวอ่อน
เซวียเช่อดื่มน้ำแกงจนหมด กินเนื้อปลาในน้ำแกงจนเกลี้ยง
เขาสังเกตว่าเนื้อปลาในชามของเขาล้วนเป็ส่วนที่ไม่มีก้าง คงเป็เพราะท่านป้าอิงคัดเลือกมาให้โดยเฉพาะ
ซูจือจือถือชามน้ำแกงที่ว่างเปล่ากลับไป แต่ไม่นานก็วิ่งกลับมาที่ห้องของเซวียเช่ออีกครั้ง
คราวนี้ในมือนางไม่ได้ถือกล่องอาหาร แต่สะพายหีบตำรา และจูงแกะตัวหนึ่งมาที่หน้าประตู
เซวียเช่อมองด้วยความสงสัย "เ้ายังมีธุระอะไรอีกหรือ?"
"ข้าจะมาอยู่เป็เพื่อนเ้าเอง เ้าป่วยแบบนี้ อยู่คนเดียวคงเหงาเป็แน่" ซูจือจือพูดอย่างเป็ธรรมชาติ
นางล้วงกระดาษ แบบตัวอักษร พู่กันและหมึก ออกมาจากหีบใส่ตำราของนาง...
"ข้าจะฝึกคัดอักษรที่นี่ ตัวอักษรที่ท่านพ่อสั่งให้ข้าเขียน ข้ายังเขียนไม่เสร็จเลย"
ที่หน้าประตู ลูกแกะส่งเสียงร้องแบะ ๆ
ซูจือจือล้วงหญ้าเขียวมัดหนึ่งออกมาจากใต้หีบตำรา แล้วนำไปให้ลูกแกะที่หน้าประตู
เซวียเช่อเอ่ยถามขึ้นอย่างอดไม่ได้ "เ้ามาฝึกคัดอักษร แล้วทำไมต้องจูงแกะมาด้วย?"
ซูจือจือวางหญ้าในมือลงบนพื้น ปล่อยให้ลูกแกะกินเอง
"เพราะว่ามันขาหัก ก่อนที่อาการาเ็จะหาย ข้าต้องดูแลมัน"
เซวียเช่อเห็นขาหลังของลูกแกะถูกดามด้วยไม้กระดาน
เขานึกขึ้นได้ว่านี่คือลูกแกะที่ถูกอู๋เหล่าซานชนจนขาหัก และถูกซูจือจือเผาก้น
เซวียเช่อนึกถึงบางอย่างขึ้นมา "จือจือ ข้าขอยืมกระดาษและพู่กันของเ้าใช้สักครู่ได้หรือไม่?"
ดวงตาของซูจือจือเป็ประกายด้วยความตื่นเต้น "เ้าอยากช่วยข้าเขียนตัวอักษรใหญ่หรือ?"
เซวียเช่อ "...ไม่ใช่"
เมื่อวานนี้หัวหน้าหมู่บ้านห่าวบอกว่า อีกสองวันนี้จะมีคนเดินทางไปส่งจดหมายที่ฉางอันและทางตะวันตกเฉียงเหนือ จึงถามเซวียเช่อว่า้าจะเขียนจดหมายถึงครอบครัวหรือไม่
เซวียเช่อคิดว่าการเขียนจดหมายด้วยตนเองจะดีกว่า บิดาจะจำลายมือของเขาได้
"ให้เ้า เ้าเขียนจดหมายก่อน"
ซูจือจือยื่นกระดาษและพู่กันไปที่เตียง แต่เซวียเช่อยืนกรานจะลงจากเตียงไปเขียนที่โต๊ะ
แม้ร่างกายของเซวียเช่อยังไม่หายดี ไม่สามารถออกไปสูดลมข้างนอกได้ แต่ยังเคลื่อนไหวภายในห้องได้
โต๊ะที่บ้านหมออวี๋ค่อนข้างสูงสำหรับเด็ก เซวียเช่อจึงต้องยืนเขียน
ปลายพู่กันจุ่มหมึก เขียนตัวอักษรไม่กี่ตัวลงบนกระดาษสีเหลืองหยาบ
[เรียน ท่านบิดาที่เคารพ
ลูกตกเป็เหยื่อของคนชั่ว ล่องลอยมาถึงเมืองสวินโจว โชคดีที่มีชาวบ้านใจดีช่วยเหลือไว้ บัดนี้ลูกปลอดภัยดี]
เขียนเสร็จแล้วก็จะพับกระดาษ
"เ้าเขียนเสร็จแล้วหรือ?" คราวนี้กลับเป็ซูจือจือที่ประหลาดใจ
นางคิดว่าเซวียเช่อจะต้องเขียนสักหลายหน้า แต่กลับเขียนเพียงไม่กี่ตัวอักษรก็จบ
เซวียเช่อ "ข้ากับท่านพ่อติดต่อกันด้วยจดหมายสั้น ๆ มาตลอด"
เซวียอวี้เฉิงจากบ้านไปทำงานนอกเมืองเป็เวลานาน ยามเทศกาลสำคัญจะส่งจดหมายกลับมา
แต่เนื้อความในจดหมายมีเพียงหนึ่งถึงสองบรรทัด ไม่พ้นไปจาก
[บิดาสบายดี ลูกเป็อย่างไรบ้าง?]
เซวียเช่อตอบกลับอย่างเรียบง่าย
[ลูกสบายดีทุกประการ ไม่ต้องกังวลขอรับ]
ซูจือจือยัดพู่กันคืนใส่มือเซวียเช่อ "ไม่ได้ ๆ เ้าเขียนแค่นี้ดูไม่จริงใจ บางทีท่านพ่อของเ้าอาจคิดว่าพวกข้าบังคับให้เ้าเขียนเสียอีก!"
เซวียเช่อมองไปที่ซูจือจือ "แล้วต้องเขียนอย่างไรจึงจะดูจริงใจ?"
"เ้าต้องเขียนว่าถูกอู๋เหล่าซานจับตัวไปอย่างไร ข้าช่วยเ้าออกมาได้อย่างไร เ้ายังได้ดื่มน้ำแกงงูและน้ำแกงปลาที่ท่านแม่ของข้าต้มให้..."
ซูจือจือพูดพล่ามไม่หยุด ราวกับมีเื่เล่าไม่รู้จบ
เซวียเช่อ "เื่เล็กน้อยพวกนี้ต้องเขียนลงในจดหมายด้วยหรือ?"
ซูจือจือ "จดหมายถึงครอบครัวก็มีไว้เขียนเื่เล็กน้อยพวกนี้ไม่ใช่หรือ?"
เซวียเช่อจุ่มพู่กันลงในน้ำหมึก แล้วเขียนต่อจากบรรทัดเดิม
ไม่ใช่เพราะเขาถูกซูจือจือโน้มน้าวใจ แต่เป็เพราะเขารู้ว่าถ้าไม่เขียนเพิ่มอีกสักสองสามบรรทัด วันนี้ซูจือจือคงไม่ยอมให้เขาวางพู่กันแน่
เซวียเช่อนึกถึงเื่ราวที่เพิ่งผ่านมา เขาเขียนอย่างละเอียดว่าถูกวางแผนลักพาตัวจากจวนิกั๋วกงอย่างไร ข้ามเื่ความทุกข์ทรมานระหว่างเดินทางกับอู๋เหล่าซานไป แล้วเขียนถึงเหตุการณ์ที่เขาพบเจอบนเขาเฮยเฝ่ยอย่างละเอียด
เขาเขียนถึงหัวหน้าหมู่บ้านที่หมู่บ้านเหลียนหมินว่ามีบุคลิกโดดเด่น เขียนถึงฝีมือการทำอาหารอันยอดเยี่ยมของท่านป้าอิง เขียนถึงนกอินทรีั์บนเขาที่ชอบต่อสู้
เขายังเขียนถึงการที่ซูจือจือพาเขาไปจับปลา จับได้ปลาตัวใหญ่กว่าตัวเขาเอง เขียนถึงการที่ซูจือจือหาร่มให้เขา และพบเห็ดหลินจือที่ช่วยชีวิตเขาไว้...
โดยไม่รู้ตัว เมื่อเซวียเช่อวางพู่กัน เขาถึงตระหนักว่าตนเองเขียนไปถึงสามหน้ากระดาษแล้ว
ซูจือจือเลียนแบบน้ำเสียงผู้ใหญ่ "ศิษย์ผู้นี้สอนได้"
เซวียเช่อเป่าหมึกบนจดหมายให้แห้ง พับจดหมายอย่างระมัดระวัง แล้วหันไปมองซูจือจือ
"ถึงเวลาที่เ้าต้องฝึกคัดอักษรแล้ว"
ซูจือจือ "..."
เด็กน้อยหยิบพู่กันขึ้นมาอย่างไม่เต็มใจ แล้วเริ่มฝึกคัดอักษร
เซวียเช่อเห็นสีหน้าของซูจือจือเช่นนั้น มุมปากก็ปรากฏรอยยิ้มที่กลั้นไว้ไม่อยู่
แต่ไม่นานนัก รอยยิ้มของเขาก็หายไป
เซวียเช่อสังเกตเห็นว่าแม้สีหน้าของซูจือจือจะไม่ค่อยเต็มใจ แต่นางกลับจับพู่กันได้ตรง ลงพู่กันอย่างมั่นคง เส้นขวางเบา เส้นตั้งหนัก
ตวัดเส้นตั้งได้คมกริบ ไม่มีร่องรอยของความลังเลแม้แต่น้อย
เซวียเช่อได้รับการสอนจากอาจารย์ชื่อดังในเมืองหลวงมาั้แ่เด็ก ลายมือของเขานับว่าดีที่สุดในหมู่คนวัยเดียวกัน
แต่บัดนี้เขากลับพบว่าตัวอักษรที่ซูจือจือเขียนนั้นสวยกว่าของเขาเสียอีก!
การค้นพบครั้งนี้ทำให้เซวียเช่อตกตะลึงยิ่งกว่าที่ได้เห็นการประชุมในหมู่บ้านเมื่อสองวันก่อนเสียอีก
แม้แคว้นต้าอวี๋จะสนับสนุนให้สตรีได้เรียนหนังสือ แต่ส่วนใหญ่มีเพียงบุตรีตระกูลร่ำรวยเท่านั้นที่มีโอกาส สตรีจากครอบครัวสามัญชนที่อ่านออกเขียนได้มีเพียงส่วนน้อย ยิ่งไม่ต้องพูดถึงในถิ่นทุรกันดารเช่นนี้
ซูจือจือที่เติบโตบนูเา แอบออกไปจับปลาตอนกลางดึก เล่นจุดไฟเผาก้นแกะ... กลับเขียนหนังสือได้ดีกว่าเขา!!!
มือของเซวียเช่อสั่นเล็กน้อย
เขาพยายามกดความรู้สึกในใจไว้ แล้วมองดูซูจือจือเขียนหนังสือต่อ สีหน้าของเขาพลันเปลี่ยนไปอีกครั้ง
เขาชี้ไปที่ตัวอักษร '真' ที่ซูจือจือเพิ่งเขียนเสร็จ แล้วเอ่ยถามด้วยเสียงสั่นเครือ
"จือจือ เหตุใดเ้าจึงเขียนตัวอักษรเหมือนลายราชครูจางได้?"