หลังจากเหตุการณ์ในห้องประชุม ฉันกลับมานั่งด้วยใบหน้าที่เรียบเฉยเ็าจนคนรอบข้างััได้บรรยากาศรอบตัวฉันดูเหมือนจะแผ่รังสีของความห่างเหินออกมาพี่ฝนที่พยายามจะเข้ามาถามไถ่เื่งานยังต้องถอยกลับไปตั้งหลักเมื่อเห็นแววตาที่ว่างเปล่าของฉัน
ตลอด่บ่ายที่เหลือฉันทำงานเอกสารทุกอย่างด้วยความรวดเร็วและแม่นยำแต่มันคือความแม่นยำที่ไร้ชีวิตชีวา เมื่อไหร่ก็ตามที่ผู้กองเอกเดินผ่านหรือจังหวะที่สายตาเราบังเอิญปะทะกันฉันจะหันหน้าหนีหรือก้มลงจดบันทึกทันทีโดยไม่แม้แต่จะปรายตามองเขา
ฉันปิดกั้นเขาออกไปจากวงโคจรชีวิตอย่างสมบูรณ์แบบทหารผู้เย่อหยิ่งคนนั้นไม่มีตัวตนอยู่ในสายตาฉันอีกต่อไป......
ขณะที่ฉันกำลังง่วนอยู่กับการจัดเรียงเอกสารงบประมาณรอบสุดท้ายโทรศัพท์ในกระเป๋าก็สั่นเตือนรัวๆ เป็จังหวะที่ฉันรู้ทันทีว่าเป็ใครฉันเหลือบมองหน้าจอเห็นชื่อ 'Big Boss' เด้งขึ้นมา
[ BigBoss ] : "เหนื่อยไหมครับ ?”
หัวใจฉันกระตุกวูบหนึ่งด้วยความรู้สึกที่อยากจะคว้าโทรศัพท์มาพิมระบายรัวๆกับเหตุการณ์ที่ต้องเสียน้ำตาเมื่อกี้แต่วินาทีถัดมา ความทรงจำตอนที่ถูกเขาตวาดกลางที่ประชุมก็แล่นเข้ามาแทนที่ความกลัวว่าจะพลาดทำอะไรผิดพลาดจนถูกเขาดุอีกครั้งทำให้ฉันตัดสินใจทำสิ่งที่ใจแข็งที่สุดฉันกดปิดเสียงโทรศัพท์แล้วคว่ำหน้าจอลงกับโต๊ะทันที
ฉันหันมาจดจ่อกับหน้าจอกองเอกสารตรงหน้าอย่างบ้าคลั่งพิมพ์งานรัวเร็วด้วยความเร็วที่ไม่เคยเป็มาก่อน ในหัวมีแต่คำสั่งเตือนตัวเองว่า 'ห้ามพลาดห้ามเล่นมือถือ ห้ามให้เขามีช่องมาตำหนิได้อีก'
ที่อีกฟากของห้องประชุม...ผู้กองเอกที่แอบสังเกตการณ์อยู่ห่างๆ เห็นครูเอมหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาแล้วทำหน้าเรียบเฉยก่อนจะปิดเสียงและคว่ำหน้าลงด้วยใบหน้าเรียบเฉยเขาก็ได้แต่ขมวดคิ้วแน่นด้วยความรู้สึกกระวนกระวาย
เขาเห็นครูสาวตั้งใจทำงานอย่างหนักจนแทบไม่ได้เงยหน้ามาพักสายตาแม้แต่ตอนที่เขาจงใจเดินไปหยิบแก้วน้ำใกล้ๆ เธอเพื่อหาโอกาสทักทาย เธอกลับทำเพียงก้มหน้าก้มตาจดบันทึกราวกับว่าโลกทั้งใบมีแค่ตัวเลขในเอกสารพวกนั้น
เขารู้สึกได้ทันทีว่ากำแพงที่เธอสร้างขึ้นมานั้นหนาแน่นและเ็าเกินกว่าที่เขาจะจินตนาการไว้...การที่เธอเลือกจะเมินเฉยต่อเขาในทุกช่องทาง ทั้งในที่ทำงานและในโลกของ 'BigBoss' ทำให้เขาเริ่มตระหนักว่างานนี้ไม่ได้ต้องใช้แค่ความเด็ดขาดแบบทหาร... แต่มันต้องใช้ 'หัวใจ'เข้าแลกเสียแล้ว...........
หลังจากที่ฉันกลับมาถึงห้องพักด้วยความรู้สึกที่หนักอึ้งทั้งงานที่รัดตัวและการเผชิญหน้ากับผู้กองเอกที่ทำให้ฉันเสียความรู้สึกไปทั้งวันฉันก็ทิ้งตัวลงบนเตียงด้วยความเหนื่อยล้าเสียงแจ้งเตือนจากแอปพลิเคชันหาคู่ก็ดังขึ้น
ตลอด่บ่ายฉันไม่จับโทรศัพท์เลยไม่แม้แต่จะกดเข้าไปอ่านหรือตอบข้อความของเขาที่ยังคงค้างอยู่แม้แต่น้อย หน้าจอแสดงข้อความจากชื่อที่คุ้นเคยที่ตอนนี้กลายเป็พื้นที่ปลอดภัยเดียวของฉันในตอนนี้ มันเป็ช่องทางเดียวที่ฉันรู้สึกเป็ตัวของตัวเองและสามารถปลดปล่อยความรู้สึกที่หนักหนานี้ได้
[ BigBoss ] : "วันนี้เป็ยังไงบ้างครับ? เห็นเงียบๆ ไป?"
เขาถามคำถามที่ดูเรียบง่ายเหมือนการทักทายทั่วไปไม่มีการจี้ถามถึงหน้าที่การงานหรือชีวิตส่วนตัวที่ทำให้ฉันต้องระแวงเลยสักนิดนั่นทำให้ฉันยิ่งรู้สึกวางใจและอยากจะระบายความอัดอั้นทั้งหมดออกมา
[ เอม ]: "วันนี้รู้สึกแย่มากเลยค่ะ! เจอคนที่ต้องร่วมงานด้วย ไม่น่ารักเอาเสียเลย !คนอะไรไม่รู้ ใจร้ายที่สุด ทั้งดุ ทั้งเผด็จการ ไม่มีเหตุผลแถมยังชอบใช้อำนาจบาตรใหญ่ตำหนิคนอื่นต่อหน้าคนเยอะๆ ไม่ให้เกียรติคนอื่น เหมือนเขาเป็พระเ้าที่ชี้ขาดได้ทุกอย่างยังไงยังงั้น!"
ฉันกัดริมฝีปากพิมพ์ต่อด้วยความโกรธที่ยังไม่จางหาย
[ เอม ]: "มันน่าเศร้ามากเลยนะคะ ฉันเพิ่งมาทำงานได้ไม่กี่วันแถมยังไกลบ้านมากๆ ตัวคนเดียว ไม่ได้อยู่ใกล้ครอบครัว พอเจอเื่แบบวันนี้โดนตำหนิต่อหน้าคนระดับสูงๆ มันทำลายความมั่นใจไปเลยยิ่งทำให้ฉันรู้สึกโดดเดี่ยวมากกว่าเดิมหลายเท่า จะโทรไปหาแม่ก็กลัวว่าเขาจะเป็ห่วง การทำลายความมั่นใจของคนอื่น มันทำให้เขารู้สึกดีมากเลยมั้งในขณะที่คนที่โดนตำหนิแบบฉัน ต้องมานอนทบทวนคิดแล้วคิดอีกับเื่นั้นซ้ำๆตอกย้ำตัวเองว่าฉันผิดมากขนาดนั้นเลยเหรอ”
ฉันกดส่งข้อความชุดนั้นไปความโกรธที่อัดอั้นอยู่ในใจเริ่มเบาบางลงบ้างจากการได้ระบายกับคนแปลกหน้าที่ไม่รู้จักใครในที่ทำงานของฉันเลย
ที่อีกฝั่งของหน้าจอ...ผู้กองเอกที่กำลังถือโทรศัพท์แน่นจนข้อนิ้วขาวซีดเขาอ่านข้อความที่ครูเอมพิมพ์ตัดพ้อด้วยความช้ำใจทีละบรรทัดหัวใจของเขาเหมือนถูกบีบอัดจนแน่นเมื่อเห็นคำว่า 'โดดเดี่ยว' และ 'ไม่อยากโทรหาแม่เพราะกลัวเป็ห่วง' ใบหน้าของเขานิ่งสงบแต่แววตาสั่นไหวด้วยความรู้สึกผิดที่เพิ่มขึ้นเป็ทวีคูณเขารู้ดีว่าถ้าเขาทักท้วงหรือเถียงกลับไปว่าเขาคือคนที่กำลังทำให้เธอต้องรู้สึกแย่ขนาดนี้ความลับที่เขาพยายามปิดบังว่าเขารู้ตัวตนของเธอในชีวิตจริงแล้วจะแตกทันทีและที่สำคัญ... เขาไม่เคยรู้เลยว่าการตักเตือนด้วยความเข้มงวดตามแบบฉบับทหารของเขาจะสร้างแผลในใจให้ผู้หญิงตัวเล็กๆ คนหนึ่งได้ลึกซึ้งถึงเพียงนี้
เขาสูดหายใจเข้าลึกๆ แล้วค่อยๆพิมพ์ข้อความตอบกลับด้วยความนุ่มนวลและระมัดระวังที่สุดเพื่อเยียวยาหัวใจที่บอบช้ำของคนตรงหน้า
[ Big Boss] : "ผมเสียใจด้วยนะครับที่วันนี้คุณต้องเจอเื่แย่ๆ แบบนั้น...แต่จำไว้นะครับว่า คำพูดแย่ๆ ของคนที่มองไม่เห็นคุณค่าในตัวคุณมันไม่ได้แปลว่าคุณไม่มีความสามารถเลยสักนิด"
ฉันกะพริบตาปริบๆเมื่ออ่านข้อความนั้น หัวใจที่กำลังแข็งกระด้างเริ่มสั่นไหวขึ้นมาทีละน้อย
[ Big Boss] : "คุณเก่งมากแล้วครับที่อดทนทำงานจนจบวันได้ขนาดนี้อย่าเอาคำพูดใจร้ายของคนคนนั้นมาทำร้ายตัวเองซ้ำอีกเลยนะ... คนเก่งของผมวันนี้เหนื่อยมามากพอแล้ว พักผ่อนเถอะนะครับ ปล่อยให้ความโกรธมันหายไปกับวันนี้พรุ่งนี้ค่อยเริ่มต้นใหม่นะ"
อ่านถึงตรงนั้นน้ำตาสองสายที่พยายามกลั้นไว้ตลอดทั้งวันก็ไหลรินลงมาอาบแก้มอย่างห้ามไม่อยู่มันไม่ใช่ความเสียใจ แต่เป็ความรู้สึกตื้นตันที่มีใครสักคน แม้จะเป็แค่คนแปลกหน้าในโลกออนไลน์กลับเข้าใจและมองเห็นความพยายามของฉันมากกว่าคนที่ยืนอยู่ในโลกแห่งความเป็จริงซะอีก
[ เอม ] : "ขอบคุณนะคะ....ตอนนี้รู้สึกสบายใจขึ้นเยอะเลย"
[ Big Boss] : "ผมไม่อยากเห็นรอยยิ้มของคุณหายไป... ถ้าวันไหนเขาทำร้ายจิตใจคุณอีกร้องไห้กับผมได้เสมอนะครับ ผมจะคอยรับฟังคุณเอง"
ฉันยกมือขึ้นเช็ดน้ำตาที่ข้างแก้มเผลอยิ้มออกมาได้เป็ครั้งแรกในรอบวันความรู้สึกโกรธขึงที่มีต่อโลกใบนี้และผู้กองจอมดุคนนั้นค่อยๆถูกแทนที่ด้วยความอบอุ่นแปลกประหลาดที่ไหลเข้ามาในหัวใจโดยที่ฉันไม่มีทางรู้เลยว่า ผู้ชายแสนดีที่กำลังพิมพ์ข้อความปลอบประโลมฉันอยู่คนนี้...คือคนเดียวกับปีศาจตัวร้ายที่ทำให้ฉันต้องร้องไห้ในห้องประชุมเมื่อตอนกลางวัน!
[ เอม ] : "ตอนนี้สบายใจขึ้นเยอะมากๆแล้วค่ะขอบคุณที่เป็พื้นที่ปลอดภัยให้เอมนะคะ"
ที่อีกฝั่งของหน้าจอผู้กองเอกชะงักไปครู่หนึ่ง รอยยิ้มบางๆ เคลื่อนขึ้นบนใบหน้าคมสันที่มักจะเคร่งขรึมเขารู้สึกทั้งอบอุ่นหัวใจและรู้สึกผิดลึกๆไปพร้อมกันที่ต้องสวมหน้ากากคุยกับเธอแบบนี้แต่มันคือทางเดียวที่ทำให้เขาได้เห็นมุมที่อ่อนโยนและตัวตนที่แท้จริงของเธอโดยไม่ต้องมีกำแพงความกลัวหรือความโกรธมากั้นกลาง...เขากดพิมพ์ตอบกลับด้วยความรู้สึกที่พยายามกลั้นรอยยิ้มไว้ไม่ให้กว้างเกินไป
[ Big Boss] : "บางที... อาจจะเป็เพราะในโลกออนไลน์เราไม่ต้องใส่หน้ากากเข้าหากันมั้งครับ คุณสามารถเป็ตัวของตัวเองได้เต็มที่ส่วนผม... ก็ยินดีที่จะรับฟังทุกเื่ที่คุณอยากระบายโดยไม่มีอคติอะไรทั้งนั้น"
ฉันอ่านข้อความนั้นแล้วเผลอยิ้มออกมาท่ามกลางความเงียบงันในห้องพักความรู้สึกอึดอัดที่สะสมมาตลอดสัปดาห์ราวกับถูกปัดเป่าออกไปทีละน้อยมือเรียวกดพิมพ์ตอบกลับไปอย่างรวดเร็ว
[ เอม ] : "ถ้าผู้กองคิดได้แบบคุณก็คงดี แค่มีความเห็นอกเห็นใจคนอื่นสักนิดเอมคงไม่ต้องมานั่งเครียดจนปวดหัวแบบนี้หรอก"
เอกหลุดหัวเราะออกมาเบาๆเมื่อเห็นข้อความที่ยังคงแอบเหน็บแนมตัวเขาเองกลายๆ เขาส่ายหัวเบาๆก่อนจะพิมพ์ตอบกลับด้วยความเอ็นดู
[ Big Boss ] : "ฮ่า ๆสงสัยผู้กองคนนั้นคงทำบาปกับคุณไว้เยอะสินะครับ งั้นเอาอย่างนี้ไหม...เพื่อเป็การไถ่โทษแทนผู้กองใจร้ายคนนั้น เดี๋ยวผมจะคอยเป็ 'ที่ปรึกษาพิเศษ'คอยรับฟังและแก้ปัญหาให้คุณทุกครั้งที่คุณเจอเื่แย่ๆ ดีไหมครับ?"
[ เอม ] : "พูดจริงนะคะ? "
[ Big Boss ] : "สัญญาด้วยเกียรติของ... คนคนนี้เลยครับดึกมากแล้ว คุณครูคนเก่งควรพักผ่อนได้แล้วนะครับ ฝันดีล่วงหน้านะครับ"
ฉันมองข้อความสุดท้ายก่อนจะปิดหน้าจอโทรศัพท์ลงวางมันไว้ข้างหมอนด้วยความรู้สึกที่เบาสบายขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อหัวใจที่เคยปิดตายและเต็มไปด้วยความโกรธเกรี้ยวกลับถูกความอ่อนโยนของคนแปลกหน้าในแอปพลิเคชันเยียวยาจนหลับตาลงได้อย่างสนิทโดยไม่รู้ตัวเลยแม้แต่น้อยว่า ในโลกความเป็จริง...ผู้ชายคนที่เธอเพิ่งนินทาและด่าทอไปจนหมดเปลือกคือคนเดียวกันกับคนที่เฝ้าเป็ห่วงและคอยยิ้มให้กับข้อความของเธอในตอนนี้