“เช็ดหน้าก่อนครับดูไม่ได้เลย”ผ้าเช็ดหน้าสีขาวถูกยื่นให้ ก่อนที่รถจะค่อยๆเคลื่อนตัวออกไปช้า ๆ
“ที่จริงฉันไม่ได้อยากไปไหน”
“ผมรู้ แต่คุณต้องออกมาเปลี่ยนบรรยากาศบ้างอยู่ในห้องคนเดียว ก็พาให้คิดแต่เื่เดิม ๆ มันจะยิ่งทำให้คุณเป็ซึมเศร้าเอา”
“ฉันไม่มีอารมณ์จะไปไหนหรือทำอะไรเลย”
“เพราะแบบนี้ไงคุณถึงไม่ควรอยู่คนเดียวขืนปล่อยให้อยู่คนเดียวแล้วเกิดคิดสั้นขึ้นมาจะทำยังไง”
“พี่พูดมาทั้งหมด คือกลัวฉันจะฆ่าตัวตายในบ้านของคุณเหรอ”
“ใช่ ผมกลัวผี อุตส่าห์พาหนีออกจากป่ามาได้”
“คุณนี่จริง ๆเลยนะแล้วนี่คุณกำลังพาฉันไปที่ไหน”
“น้ำตกครับ”
“น้ำตก...” เธอย้ำเสียงดัง
“คุณจะเสียงดังทำไมไม่ไกลหรอกอยู่ในไร่นี่แหละน้ำตกจะช่วยทำให้คุณผ่อนคลาย”
“ที่จริงฉันไม่ได้เป็อะไรหรอกแค่ต้องใช้เวลา”
“ผมรู้”
“ที่นี่ไร่ของคุณทั้งหมดเลยเหรอคะ”
“ครับ ที่นี่แบ่งเป็สี่ส่วน รีสอร์ตไร่องุ่น ไร่ส้ม และไร่ชา ที่คุณเห็นเป็ไร่องุ่นปลอดสารพิษ ตอนนี้คนงานกำลังเก็บผลผลิตส่งให้ลูกค้า”เขาอธิบายเกี่ยวกับไร่ของเขาขณะที่ขับผ่าน ถือเป็การเปลี่ยนเื่คุยไปในตัวตลอดสองข้างทางเต็มไปด้วยองุ่นพวงโตที่คนงานกำลังขนมาขึ้นรถทำเธอตื่นตาตื่นใจไม่น้อย
“คุณอยากลองชิมดูหน่อยมั้ย หวานนะ”
“ไม่ดีกว่าค่ะของซื้อของขาย”
“ผมให้คุณชิมไม่ได้ให้คุณกินทั้งไร่เสียหน่อยคุณคงไม่กินจนผมเจ๊งหรอกมั้ง”
เขาบอกยิ้มๆ ก่อนจอดรถแล้วเดินไปหยิบองุ่นจากคนงานพึ่งตัดจากต้นมาให้เธอทำเธอยิ้มตามในความใจดีของเ้าของไร่
เมื่อมาถึงน้ำตกเขาปล่อยให้เธอนั่งกินองุ่นฟังเสียงน้ำตกซึมซับบรรยากาศไปเพลินๆ
“น้ำตกนี้เป็น้ำตกสายเดียวกับที่คุณผลักฉันตกหรือเปล่า”
“คุณก็พูดซะผมเป็คนไม่ดีเลยใช่ครับสายเดียวกันตรงนี้เป็ชั้นแรกๆของน้ำตกก็ว่าได้”
“สวยมากเลยนะคะน่าเสียดายที่ไม่เปิดให้คนเข้ามาเที่ยว”
“คุณรู้ได้ยังไงว่าไม่ได้เปิดให้ใครเข้ามา”
“ก็ดูจากความอุดมสมบูรณ์ของพวกเฟิร์นมอสส์ ที่ขึ้นตามโขดหินยังมีสีเขียวขจีสวยงาม ต้นไม้โดยรอบก็ยังอุดมสมบูรณ์ดีบ่งบอกว่าระบบนิเวศที่นี่ยังสมบูรณ์ดีมาก ถ้ามีมนุษย์เข้ามาก็จะมีร่องรอยเท้า มอสส์จะตายเป็หย่อมๆให้เห็นแล้วที่สำคัญที่นี่ไม่มีขยะเลย”
“คุณรู้เื่พวกนี้ด้วยเหรอ”
“นิดหน่อยค่ะ พอศึกษามาบ้างคุณเคยลงไปเล่นน้ำตรงนี้มั้ย”
“เคยสิ ถามทำไมอยากเล่นเหรอ”
“ไม่อยากค่ะ แค่ถามดูเฉยๆอิจฉาคุณจังได้เป็เ้าของสถานที่ที่สวยงามแบบนี้”
“คุณอยากเป็เ้าของบ้างมั้ยละ”คำพูดนี้ของเขาทำเธอต้องหันไปมองแวบเดียวที่ได้เห็นรอยยิ้มกรุ้มกริ่มนั้นของเขายิ้มแบบนั้นหมายความว่ายังไง เธอคิด
“มองผมทำไม” -แล้วคุณพูดแบบนั้นทำไม-เธออยากถามเขาแบบนี้แต่ก็ช่างเถอะเธอคงคิดมากไป
“ฉันมองหินที่มีมอสส์ขึ้นก้อนนั้นต่างหาก”
เธอแก้ตัวก่อนนั่งกินองุ่นต่อเงียบๆสายตามองไปทางนั้นทีทางนี้ที ส่วนเขาก็ถือโอกาสนี้นอนพักสายตาเสียหน่อย
“เชื่อเขาเลยบอกจะพามาเปลี่ยนบรรยากาศแต่ตัวเองดันมาหลับเองซะนี่” เธอบ่นเมื่อหันมาเห็นเขานอนหลับนิ่งหายใจสม่ำเสมอคิดว่าเขาหลับไปแล้ว
ไม่นานเธอจึงล้มตัวนอนลงข้างๆเขานั่นแหละ-พื้นเย็นขนาดนี้หลับลงไปได้ยังไง-เธอบ่นเบาๆเมื่อหลังถึงพื้น โดยไม่รู้เลยว่าเขาเพียงหลับตาลงเท่านั้นแต่เธอนี่สิเจอเสียงน้ำตกกล่อมเข้าหน่อย ถึงกลับผล็อยหลับไปเลยเห็นเธอหลับได้เขาจึงปล่อยให้เธอได้พักผ่อนก่อนเสื้อแจ็กเกตตัวใหญ่ถูกคลุมบนร่างบางที่หลับสนิทก่อนที่ชายหนุ่มจะหลับตาลงพักสายตาอีกครั้ง แต่ครั้งนี้เขาก็เผลอผล็อยหลับไปกับเธอเช่นกันรู้สึกตัวอีกทีก็ฟ้าก็เกือบมืดเสียแล้ว
“อิ้งค์ตื่นเถอะ” เขาปลุกคนที่หลับสนิทและไม่มีทีท่าว่าจะตื่นทั้งที่ก่อนหน้านี้บ่นว่าพื้นเย็น
“อืม!” คนถูกกวนร้องอื้ออึงแต่ไม่ยอมลืมตา
“ใกล้จะมืดแล้วแถวนี้งูเยอะนะถ้าเราไม่รีบกลับไปตอนนี้” เห็นคนงัวเงียเลยขู่เสียหน่อยเผื่อจะรีบตื่นและได้ผลดวงตาโตกลมลืมตาขึ้นจ้องเขาไม่วางก่อนบ่น
“หืม ไม่เห็นต้องขู่กันเลย” คนพึ่งตื่นย่นจมูกใส่อย่างไม่พอใจนักที่ถูกขัดจังหวะเวลานอนเขาพาเธอกลับมาถึงบ้านก็เป็เวลามื้ออาหารเย็นพอดี อาหารถูกจัดเตรียมไว้รอทั้งสองเรียบร้อยแล้ว
“ทำไมมีแค่สองที่ละคะ” เธอถามเมื่อเห็นว่าโต๊ะจัดไว้แค่สองที่
“ก็มีแค่เราสองคนนิครับ”เขาตอบเสียงเรียบ
“รีบทานตอนที่ร้อน ๆเถอะเดี๋ยวจะไม่อร่อย”คนไม่อยากตอบ ทำสีหน้าเรียบเฉยผิดกับก่อนหน้านี้ เธอเห็นดังนั้นเลยไม่ถามต่อก้มหน้าก้มตารับประทานอาหารตรงหน้าต่อ
หลังทานมื้อค่ำเสร็จเรียบร้อยเขาจัดการอุ้มเธอขึ้นไปส่งบนห้องนอนเช่นเดิม ส่วนเขาลงมาจัดการงานในไร่ต่อหลังจากที่หนีงานไปอยู่เป็เพื่อนเธอมาทั้งบ่าย