เมื่อเมืองขนาดกลางของผู้บำเพ็ญปรากฏแก่สายตา อวี่ฟ่านก็เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงสบาย ๆ ว่า
"เมืองนี้มีชื่อว่า 'เมืองตงฝาน' ที่นี่มีค่ายอาคมห้ามเหาะเหิน หากอยากจะเข้าไป พวกเราต้องลงเดินกันแล้ว และข้าขอแนะนำว่าให้พวกเราเปลี่ยนชุดด้วยจะดีกว่า ฮิ ๆ" เขาหัวเราะอย่างเจ้าเล่ห์
หลี่ซวนกับจางเหว่ยเห็นท่าทีเช่นนั้นก็มีสีหน้าประหลาดใจ แต่ก็พยักหน้าเห็นด้วย ทั้งสามค่อย ๆ ร่อนลงสู่ผืนป่าเบื้องล่าง พอเท้าแตะพื้น อวี่ฟ่านก็เก็บใบไม้วิเศษเข้ากระเป๋ามิติ ก่อนจะหยิบเอาชุดผู้บำเพ็ญแบบธรรมดาออกมาส่งให้ทั้งสอง รวมถึงตัวเขาเองด้วย
อาภรณ์ทั้งสามชุดล้วนเป็นสีดำสนิทตัดขอบขาว เมื่อจางเหว่ยกับอวี่ฟ่านสวมใส่แล้วก็ขับเน้นบุคลิกให้ดูดีกว่าคนทั่วไปอยู่บ้าง ทว่าหากนำไปเทียบกับหลี่ซวนแล้วกลับต่างกันลิบลับ แม้เขาจะเป็นเพียงเด็กหนุ่มย่างเข้าสู่วัยสิบเก้าปี แต่เมื่ออยู่ในชุดรัดกุมสีดำขลับเช่นนี้ เขากลับดูหล่อเหลาคมคายและดูสุขุมเป็นผู้ใหญ่ขึ้นมาทันตา
"หืม..." จางเหว่ยเอ่ยชม "เจ้าดูดีกว่าตอนใส่ชุดศิษย์อีกแฮะ ข้าว่าสำนักควรให้เจ้าไปเป็นหุ่นลองชุดเสียจริง ๆ"
อวี่ฟ่านกล่าวเสริม "ฮ่า ๆ ข้าก็คิดเช่นนั้น เสี่ยวหลี่น้อยของเราสวมใส่อันใดก็ดูดีไปเสียหมดจริง ๆ"
"พวกท่านเลิกหยอกข้าได้แล้ว รีบไปกันเถอะ" หลี่ซวนหลับตาถอนหายใจเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยตัดบท
"ทำเป็นเขินไปได้ เช่นนั้นระหว่างที่เดินไป ข้าจะอธิบายข้อมูลคร่าว ๆ ของเมืองนี้ให้ฟังก็แล้วกัน" อวี่ฟ่านสะบัดมือก่อนกล่าว
หลังจากนั้นพวกเขาก็ออกเดินเท้า พลางฟังอวี่ฟ่านที่กำลังเดินนำและคอยอธิบายเรื่องราวของเมืองตงฝานไปตลอดทาง
เมื่อมาถึงหน้าประตูเมือง พวกเขาก็จ่ายค่าเข้าเมืองคนละห้าสิบหินวิญญาณ ซึ่งอวี่ฟ่านรับอาสาเป็นคนออกให้ทั้งหมด พวกเขาทั้งสองเกรงใจและกำลังจะควักหินวิญญาณออกมาจ่ายเอง แต่ยังไม่ทันที่จะหยิบหินวิญญาณออกมา
อวี่ฟ่านกลับตีมือพวกเขาดัง เพียะ! และมองแรงใส่พวกเขาทั้งสองราวกับว่าหากไม่ให้ตัวของอวี่ฟ่านจ่ายวันนี้ก็คงไม่มีหวังว่าจะได้เข้าเมือง พวกเขาทั้งคู่ถึงกลับแสดงสีหน้าเหวอ และไม่กล้าเอ่ยขัดอันใดอีก เพียงให้อวี่ฟ่านยิ้มแป้นใช้หินวิญญาณของตนเป็นค่าเข้าเมือง หลังจากนั้นผู้คุมหน้าประตูก็เอ่ยกฎระเบียบของเมืองเล็กน้อย ทั้งสามพยักหน้าเข้าใจพร้อมกับก้าวผ่านประตูเมืองเข้าไป
ทันทีที่ก้าวเข้ามา ก็พบกับความคึกคักของร้านค้าต่าง ๆ รวมถึงแผงลอยตามข้างทางที่มีทั้งมนุษย์ธรรมดาและผู้บำเพ็ญกำลังค้าขายกันอย่างขวักไขว่ ทำให้แม้ตอนนี้จะเป็นยามราตรี กลับดูไม่เงียบเหงาเลยแม้แต่น้อย ตลอดทางมีผู้คนหันมามองทางกลุ่มของเขาสามคนอยู่เป็นระยะ คนเหล่านั้นสายตามักจับจ้องไปที่หลี่ซวน
แถมส่วนใหญ่ล้วนเป็นผู้บำเพ็ญสตรีที่จ้องมองมาด้วยสายตามีนัยแอบแฝง ทว่าชายหนุ่มกลับไม่ใส่ใจกับสายตาพวกนั้นเลยแม้แต่น้อย เขาเพียงเดินตามอวี่ฟ่านที่มักจะแอบหันมามองเขาแล้วหัวเราะคิกคักอยู่เป็นระยะ
ไม่นานนัก อวี่ฟ่านก็พาทั้งสองมาถึงโรงเตี๊ยมแห่งหนึ่ง เขาบอกว่าคืนนี้จะแวะพักผ่อนที่นี่ก่อน แล้วพรุ่งนี้ค่อยออกไปเดินชมเมืองและหาซื้อของกัน จากนั้นทั้งสามก็เตรียมตัวก้าวเข้าไปในที่พัก
ทว่าหลี่ซวนที่ยังไม่ทันจะก้าวข้ามธรณีประตูพลันชะงักฝีเท้า เขาสัมผัสได้ถึงสายตาคู่หนึ่งที่กำลังจ้องมองมา ชายหนุ่มหันขวับไปมองยังทิศทางนั้นทันที ก่อนจะรีบแผ่จิตสัมผัสออกไป ทว่ากลับพบว่าเหมือนมีอะไรบางอย่างขวางกั้น ทำให้จิตสัมผัสของเขาไม่อาจแผ่ขยายออกไปตรวจสอบได้เลย
"เจ้าเป็นอันใดไป หลี่ซวน?" จางเหว่ยเอ่ยถามอย่างสงสัย
อวี่ฟ่านเอ่ยถามตาม "เหตุใดเจ้าจึงหันไปมองแล้วพยายามแผ่จิตสัมผัสเช่นนั้นเล่า? ที่นี่เขามีค่ายอาคมกันจิตสัมผัสอยู่ ต่อให้เจ้าพยายามทำไปก็ไม่มีประโยชน์หรอกนะ"
"เมื่อครู่ข้าเหมือนจะรู้สึกถึงสายตาแปลก ๆ จับจ้องมาที่ข้า..." หลี่ซวนตอบเสียงเครียด
ทั้งสองได้ยินดังนั้นก็หันมองไปรอบด้าน แต่ก็เห็นเพียงฝูงชนเดินขวักไขว่ไปมา มีบางคนหันมามองพวกเขากลับบ้าง แต่ก็ไม่พบสิ่งใดที่ดูผิดปกติหรือน่าสงสัย
"ข้าว่าอาจจะเป็นสตรีบางคนที่ส่งสายตาหวานเชื่อมมาให้เจ้าเสียมากกว่ากระมัง" อวี่ฟ่านเอ่ยติดตลก "ถึงอย่างไรตั้งแต่เดินเข้ามา ข้าก็เจอคนมองมาทางเจ้าด้วยสายตาแบบนี้เป็นสิบ ๆ คนแล้ว พรุ่งนี้คงต้องหาหมวกสานหรือหน้ากากมาปิดหน้าเจ้าซะแล้วล่ะ รีบเข้าไปพักผ่อนกันเถอะ"
จางเหว่ยพยักหน้าเห็นด้วยแล้วเดินนำเข้าไป หลี่ซวนค่อย ๆ ชักสายตากลับมา ทว่าความรู้สึกคลางแคลงใจที่โดนแอบมองนั้นยังไม่จางหายไปเลยแม้แต่น้อย ชายหนุ่มลอบเพิ่มความระแวดระวังตัวขึ้นมาอีกหลายส่วน แล้วเดินตามหลังศิษย์พี่ทั้งสองของตนไป
... ...
ณ ตรอกลับตาคนแห่งหนึ่ง
ภายในมุมมืด ชายชุดดำสวมหน้ากากสีขาวลายแปลกประหลาดสามคนที่เร้นกายอยู่ พลันปรากฏตัวสมทบกับกลุ่มคนลึกลับอีกสามคนที่ยืนรออยู่ก่อนแล้ว
เมื่อมือสังหารทั้งหกรวมตัวกันครบ หนึ่งในนั้นที่ยืนรออยู่นานแล้วก็เอ่ยปากถามขึ้นเสียงต่ำ "เป็นอย่างไร? ใช่เจ้านั่นจริง ๆ หรือไม่?"
ชายชุดดำที่เพิ่งมาถึงพยักหน้าตอบ "ไม่ผิดตัวแน่ รูปลักษณ์โดดเด่นเช่นนั้น ทันทีที่มันเหยียบเข้ามาในเมืองพร้อมกับคนทั้งสองที่น่าจะเป็นสหายของมัน สายข่าวของเราก็ระบุตัวมันได้ทันที ทว่าขนาดพวกเราสามคนใช้ยันต์พรางกายแล้ว มันยังหันขวับมาทางพวกเราจนเกือบจะพบเข้า หากไม่ใช่เพราะพวกข้าไหวตัวทัน ประกอบกับเมืองนี้มีอาคมกั้นจิตสัมผัสเอาไว้ล่ะก็ คงถูกมันจับได้ไปแล้ว"
นํ้าเสียงสตรีอีกคนกล่าวเสริมด้วยความกังวล "เช่นนั้นก็ไม่ผิดคนแน่... แต่จากข่าวที่ได้มา เป้าหมายผู้นี้แข็งแกร่งขึ้นกว่าตอนแรกที่ผู้ว่าจ้างระบุไว้ในภารกิจมาก การที่มันเกือบจะรู้ตัวของพวกเจ้าได้จึงไม่ใช่เรื่องแปลก และเป้าหมายของพวกเราคือการสังหารมันนอกเมือง หากคิดจะล่อมันออกไป เกรงว่ากำลังของพวกเราเพียงเท่านี้คงยังไม่พอ"
ชายผู้เป็นหัวหน้ากลุ่มแค่นเสียงหัวเราะเย็นชา
"หึ ๆ เจ้าพูดว่ามันพาสหายมา เช่นนั้นพวกเราก็สามารถใช้จุดอ่อนนี้ล่อมันออกมาได้อย่างง่ายดาย อีกอย่าง พวกเราได้รับมอบหมายงานนี้มาตั้งแต่ห้าเดือนก่อนแล้ว หากเสร็จงานค่อยไปเรียกเงินรางวัลจากผู้อาวุโสท่านนั้นเพิ่มก็ย่อมได้ ในเมื่อสบโอกาสที่มันโผล่มาที่นี่พอดี พวกเราไม่มีทางปล่อยเหยื่อชิ้นโตนี้หลุดมือไปเด็ดขาด! และที่สำคัญ... ข้าเพิ่งส่งคำเชิญให้ 'ผู้อาวุโส' มาร่วมลงมือด้วยอีกคน ซึ่งเขาก็ตอบตกลงแล้ว"
"ผู้อาวุโสท่านใดงั้นหรือขอรับลูกพี่? เป็นคนของพวกเราหรือเปล่า" เหล่าลูกน้องเอ่ยถามด้วยความประหลาดใจ
"หึ ๆ... ถึงเวลานั้นพวกเจ้าก็จะรู้เอง เตรียมตัวให้พร้อม..." หัวหน้ากลุ่มแสยะยิ้มเหี้ยมเกรียม
"พรุ่งนี้... จะเป็นวันตายของมัน!"
... ...
เช้าวันรุ่งขึ้น...
ทั้งสามตื่นขึ้นมาด้วยความสดชื่นหลังจากได้พักผ่อนอย่างเต็มที่ พร้อมกับได้รู้ข้อมูลคร่าว ๆ เกี่ยวกับเมืองนี้เพิ่มเติมจากอวี่ฟ่านที่คอยอธิบายให้เพิ่มเมื่อคืน
เมืองตงฝานแห่งนี้ถูกปกครองด้วยผู้บำเพ็ญระดับแก่นวิญญาณสองคน และเต็มไปด้วยร้านค้าจำหน่ายสิ่งของประเภท อาวุธ โอสถ ยันต์คาถา หรือแม้กระทั่งของใช้ที่จำเป็นต่าง ๆ สำหรับผู้บำเพ็ญ ผู้คนที่สัญจรไปมาส่วนใหญ่จะอยู่ในระดับลมปราณแรกเริ่มและระดับฐานวิญญาณเป็นหลัก ส่วนผู้บำเพ็ญในระดับที่สูงกว่านี้มักจะเดินทางไปยังเมืองที่ใหญ่กว่า
พวกเขาทั้งสามพอเตรียมตัวเสร็จก็ออกเดินเที่ยวชมบรรยากาศในตัวเมือง แวะเวียนดูร้านค้าต่าง ๆ และซื้อหาของถูกใจ โดยเฉพาะอาหารเลิศรสที่ปรุงโดยมนุษย์ธรรมดา ซึ่งเมื่อใดที่หลี่ซวนเห็นสิ่งใดน่าลิ้มลอง เขาก็จะตรงเข้าไปซื้อด้วยท่าทางที่มีความสุขในทันที ศิษย์พี่ทั้งสองของเขาเห็นหลี่ซวนดูมีความสุข พวกเขาเองก็ดีใจไปด้วยแล้วเดินเข้าไปซื้อตามเขาด้วยเช่นกัน
เหตุผลที่หลี่ซวนวิ่งเข้าหาร้านอาหารอยู่หลายคราเป็นเพราะว่าเขายังคงคิดถึงรสชาติอาหารที่เคยกินยามที่ยังไม่เป็นผู้บำเพ็ญ มันทำให้เขานั้นนึกถึงท่านปู่ของตนที่จากไปที่คอยทำอาหารให้เขากิน แต่หากนำอาหารในเมืองนี้ไปเทียบกับอาหารที่เขาเคยกินในหมู่บ้านซีเหอ รสชาติในอดีตนั้นแทบจะเรียกได้ว่าจืดชืดไปเลยทีเดียว แต่ถึงอย่างไรสำหรับเขาอาหารของท่านปู่ก็ถือว่าอร่อยที่สุดสำหรับเขาอยู่ดี
ผ่านไปครึ่งวันพวกเขายังคงเดินท่องเที่ยวเยี่ยมชมสถานที่ต่าง ๆ อย่างเพลิดเพลิน และพอถึงร้านขายเสื้อผ้าหรือชุดต่างๆหลี่ซวนก็ได้ซื้อหมวกสานใบหนึ่งมาสวมใส่เพื่อบดบังใบหน้าของตนเอาไว้
หลังจากนั้นไม่นาน ทั้งสามก็เดินมาถึงร้านเกี่ยวกับโอสถ หลี่ซวนนั้นขอแวะเข้าไปในร้านนี้เพื่อนำโอสถฟื้นฟูระดับต่ำสองชนิด ทั้งโอสถฟื้นฟูพลังวิญญาณและโอสถฟื้นฟูร่างกายที่มีอยู่เต็มกระเป๋ามิติออกไปแลกกับบางสิ่ง
โอสถทั้งสองอย่างนี้เป็นยาที่เขาเคยปรุงสะสมไว้ตอนที่อยู่ในเรือนโอสถ ยามที่เขาปรุงโอสถได้ครั้งละแปดถึงสิบเม็ด เขามักจะเก็บสะสมไว้กับตัวสองถึงสามเม็ด ส่วนที่เหลือจึงส่งมอบให้ผู้อาวุโสกู้เจี้ยนหมิง ซึ่งตัวกู้เจี้ยนหมิงเองก็ทำเป็นไม่เห็นเขาเพียงยิ้มบางทำสีหน้าเอ็นดูและมิได้ว่ากล่าวอันใด
จนนานๆเข้าผู้อาวุโสกู้ก็บอกให้หลี่ซวนทำๆไปเถิด เมื่อได้ยินเช่นนั้นเขาก็คอยสะสมเรื่อยมาตลอดหลายเดือน ผนวกกับยาที่เขาใช้เงินส่วนตัวซื้อสมุนไพรมาปรุงเอง จนในกระเป๋ามิติมีโอสถสองชนิดนี้สะสมไว้มากกว่าหลายร้อยเม็ด
ชายหนุ่มนำโอสถระดับต่ำออกมาแลกเปลี่ยน โดยใช้ยี่สิบเม็ดแลกโอสถระดับกลางได้หนึ่งเม็ด เขาแลกมาทั้งหมดสิบเม็ด จนในกระเป๋าเหลือโอสถระดับต่ำไม่ถึงห้าสิบเม็ด เพื่อที่เขาจะได้นำโอสถฟื้นฟูระดับกลางเหล่านี้กลับไปศึกษาและทดลองปรุงด้วยตนเองในภายหลัง
ด้านอวี่ฟ่านกับจางเหว่ยที่ไม่ค่อยสันทัดเรื่องศาสตร์แห่งโอสถนัก ก็ได้แต่ยืนมองดูหลี่ซวนแลกเปลี่ยนสิ่งของและเดินวนดูรอบด้านจนเขาแลกเปลี่ยนเสร็จสิ้น
และแล้วเวลาก็ได้ล่วงเลยผ่านไปอย่างรวดเร็วจนดวงตะวันเริ่มหม่นแสง ลมหนาวในราตรีพัดพาความมืดมิดเข้ามาปกคลุมในเมือง ทว่าแสงไฟสีส้มอมเหลืองจากโคมไฟรอบๆบ้านเรือนกลับค่อย ๆ สว่างไสวขึ้นทีละดวงทั่วทั้งเมือง ขับเน้นให้เมืองตงฝานกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง อวี่ฟ่านเห็นบรรยากาศเช่นนั้นก็ฉีกยิ้มกว้างทันที
"เอาล่ะ ๆ ได้เวลาแล้ว! ข้าจะพาพวกเจ้าไปสถานที่สนุก ๆ เพื่อผ่อนคลายร่างกายกันสักหน่อย!"
หลี่ซวนกับจางเหว่ยเพียงพยักหน้ารับและเดินตามไปอย่างสงสัย
เมื่อเดินมาถึงสถานที่แห่งนั้น ทั้งสองก็พบกับหอขนาดใหญ่ที่สร้างซ้อนทับกันหลายชั้นอย่างวิจิตรงดงาม ทว่าสิ่งที่ทำให้หลี่ซวนต้องหรี่ตาลง... คือภาพของเหล่าหญิงคณิกาในอาภรณ์ผ้าแพรบางเบาน้อยชิ้น ที่กำลังเดินตรงเข้ามาหาพวกตนอย่างช้าๆ และเมื่อหญิงงามเหล่านั้นจำอวี่ฟ่านได้ ก็รีบปรี่เข้ามาควงแขนเขาในทันที ทำเอาอวี่ฟ่านหัวเราะคิกคักอย่างพออกพอใจ
"พี่อวี่... นี่มันหมายความว่าเช่นไร?" หลี่ซวนเอ่ยถามเสียงเย็นชา
ในยามนี้เขายังสวมหมวกสานบดบังใบหน้าอยู่ จึงทำให้สตรีเหล่านั้นมองไม่เห็นหน้าตาที่โดดเด่นของเขา มิเช่นนั้นพวกนางคงกรูเข้ามารุมล้อมเขาเป็นแน่
อวี่ฟ่านและหญิงสาวรอบข้างหันมามองหลี่ซวน ก่อนที่อวี่ฟ่านจะปลีกตัวออกจากสตรีเหล่านั้นแล้วเดินเข้ามากอดคอศิษย์น้องของตน ทว่ายังไม่ทันที่เขาจะได้เอ่ยปาก หลี่ซวนก็กล่าวแทรกขึ้นมาทันควัน
"ข้าจะกลับ"
หลี่ซวนทำท่าจะหมุนตัวเดินหนี แต่อวี่ฟ่านรีบดึงรั้งแขนเขาไว้สุดกำลัง
"เอาน่า ๆ เสี่ยวหลี่น้อย! นาน ๆ ทีจะได้ออกมาพักผ่อนหย่อนใจ ถือเสียว่าทำเพื่อศิษย์พี่คนนี้ไม่ได้รึอย่างไร ฮิ ๆ"
หลี่ซวนหันไปมองทางจางเหว่ยเพื่อขอความช่วยเหลือ ทว่าภาพที่เห็นคือ... จางเหว่ยถูกเหล่าสาวงามรุมล้อมจนตัวแข็งทื่อราวกับก้อนหินไปเสียแล้ว พร้อมกับพึมพำเสียงแปลกๆอยู่ตลอดเวลาราวกับสติหลุดไปแล้ว "ข้ามีแม่นางซูเหมยอยู่แล้ว ๆ ๆ"
หลี่ซวนถึงกับยกมือกุมขมับ "เฮ้อ... ข้าจะเข้าไปนั่งเป็นเพื่อนท่านเท่านั้น บริการอื่นใดจากที่นี่ข้าไม่ต้องการ หากท่านไม่รับปาก ข้าจะไม่ก้าวเท้าเข้าไปเด็ดขาด"
เขาเอ่ยย้ำด้วยน้ำเสียงหนักแน่น เมื่อเห็นบรรยากาศเช่นนี้เขาก็เดาออกได้ทันทีว่าที่นี่คือสถานที่แบบใด
"ก็ได้ ๆ! เจ้าเข้าไปนั่งเป็นเพื่อนก็พอ ข้าจะบอกไม่ให้แม่นางพวกนี้ไปวุ่นวายกับเจ้ามากนัก... แม่นางทั้งหลาย พาพวกเราเข้าไปเถิด!"
หลี่ซวนถอนหายใจแล้วยอมเดินตามเข้าไป โดยมีหญิงงามนางหนึ่งเดินเคียงข้างเขาไปอย่างเงียบ ๆ
เมื่อก้าวเข้ามาด้านใน พวกเขาก็ถูกพาตัวไปยังห้องรับรองพิเศษส่วนตัวโดยที่มีอวี่ฟ่านเป็นคนออกจ่ายให้ เมื่อเปิดประตูออกก็พบว่าภายในห้องกว้างขวางสามารถรองรับคนได้นับสิบคน แสงไฟสลัวรอบด้านสร้างบรรยากาศที่ชวนให้รู้สึกผ่อนคลาย
ทันทีที่ทั้งสามเลือกที่นั่งของตนได้ก็นั่งลงบนเบาะนุ่ม อาหารรสเลิศและสุราชั้นดีพลันถูกยกเข้ามาจัดวางบนโต๊ะอย่างรวดเร็วราวกับเตรียมการไว้ล่วงหน้า กลิ่นหอมอันเย้ายวนทำเอาหลี่ซวนถึงกับน้ำลายสอ ในขณะที่จางเหว่ยนั่งเกร็งจนแทบไม่ขยับเขยื้อน
"ฮ่า ๆ ๆ นี่เป็นของโปรดที่ข้าชอบสั่งเวลามาที่นี่ พวกเจ้ากินกันได้เต็มที่เลยนะ!"
หลังจากนั้นไม่นาน ก็มีสตรีเข้ามาบรรเลงดนตรีอันไพเราะขับกล่อม ช่วงเวลาแห่งความสำราญของอวี่ฟ่านจึงเริ่มต้นขึ้น เขานั่งสนทนากับหญิงงามรอบกายที่คอยปรนนิบัติรินสุรา พลางฟังเสียงดนตรีและคอยชวนจางเหว่ยคุย จางเหว่ยหลังจากโดนอวี่ฟ่านจับดื่มสุราเข้าไปได้ไม่กี่จอก ใบหน้าก็แดงก่ำและทำตัวไม่ถูกจนสตรีรอบข้างต่างพากันหัวเราะคิกคักด้วยความเอ็นดู
ส่วนหลี่ซวนยังคงไม่ยอมถอดหมวกสานออก เขาคอยคีบอาหารบนโต๊ะกินอย่างเงียบ ๆ ยามที่อวี่ฟ่านเอ่ยถามสิ่งใดก็ตอบกลับด้วยท่าทีสบาย ๆ และเมื่ออาหารชุดแรกหมดลง สตรีที่เคยเดินเคียงข้างหลี่ซวนตอนเข้ามา ก็ยกอาหารและสุราชุดใหม่เข้ามาเสิร์ฟเพิ่มเติม
เมื่ออาหารและสุราถูกจัดวางบนโต๊ะ อวี่ฟ่านกับจางเหว่ยที่เริ่มเมามายไม่ได้สติ ยามที่มีคนรินสุราให้ พวกเขาก็ดื่มกินอย่างไม่คิดระแวง พร้อมทั้งชักชวนสตรีรอบข้างร่วมดื่มด้วย
"แม่นางทั้งหลาย ฮ่า ๆ ๆ! พี่อวี่ของพวกเจ้าในวันนี้... เอิ๊ก... จะดื่มยันเช้าให้ดูเลย ฮ่า ๆ ๆ!"
"พี่อวี่จะดื่มไหวถึงเพียงนั้นเชียวหรือเจ้าคะ? สงสัยคืนนี้พวกข้าคงต้องอยู่กับท่านจนถึงรุ่งเช้าตามที่ท่านบอกเสียแล้วสิเจ้าคะ" หญิงสาวข้างกายอวี่ฟ่านเอ่ยเย้ายวน
"มันแน่อยู่แล้ว ฮ่า ๆ ๆ! น้องจาง น้องหลี่ พวกเรามาดื่มกันต่อเถอะ!"
จางเหว่ยและอวี่ฟ่านยกจอกสุราขึ้นกระดกต่อทันที
ทว่า ในขณะที่หลี่ซวนกำลังจะยกจอกสุราขึ้นดื่มตาม สตรีที่ยกสุราเข้ามาเสิร์ฟกลับถือวิสาสะทรุดตัวลงนั่งข้างกายเขาอย่างแนบเนียนโดยที่เขาไม่ทันตั้งตัว นางเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงอ่อนหวานไพเราะว่า
"สหายของท่านนี่... ดีจริง ๆ เลยนะเจ้าคะ"
หลี่ซวนชะงักมือที่กำลังจะส่งจอกสุราเข้าปาก "เจ้าหมายความว่าอย่างไร?"
หญิงสาวคลี่ยิ้มบางพลางกระซิบตอบ
"ก็หมายความว่า... การที่ท่านพาสหายมาด้วยนั้น มันดีจริง ๆ ยังไงล่ะเจ้าคะ"
สิ้นเสียงนั้น จมูกของหลี่ซวนพลันจับกลิ่นแปลกประหลาดที่ลอยออกมาจากจอกสุราได้! ด้วยประสบการณ์การคลุกคลีและปรุงยาอยู่ในเรือนโอสถมานานหลายเดือน แม้กลิ่นนี้จะเจือจางเพียงใด แต่เขาก็ตระหนักได้ทันทีว่า... มันคือ 'ยานอนหลับ' ที่ใช้สำหรับเล่นงานผู้บำเพ็ญเพียรโดยเฉพาะ!
เมื่อปะติดปะต่อคำพูดมีเลศนัยของหญิงสาวเข้ากับกลิ่นยาพิษ หลี่ซวนอ้าปากเตรียมจะตะโกนเตือนสหายทั้งสอง ทว่ามันก็สายเกินไปเสียแล้ว...
คนทั้งห้องที่ดื่มสุราเข้าไป ต่างพากันหมดสติและล้มพับลงในพริบตา!
ฟุ่บ!