บทที่ 17 าแ
หลังจากเดินตามเทสมาจนถึงตู้ขบวนเธอก็เริ่มลงมือทำความสะอาดาแให้ผมด้วยเศษผ้าผืนเล็กเท่าที่มี ตลอดเวลาเธอรักษาความเงียบได้อย่างดีเยี่ยม
ไม่มีการตั้งคำถามเซ้าซี้หรือพูดจาให้ผมรำคาญใจเธอเพียงแค่จดจ่ออยู่กับการซับเือย่างเบามือ
เทสรู้จักนิสัยผมดีเสมอและนั่นคงเป็เหตุผลที่ทำให้ผมรู้สึกผ่อนคลายเวลาอยู่ใกล้เธอ
าแบางส่วนดูสาหัสพอตัวแต่ขอบคุณค่าความทนทานที่ทำให้พวกมันเริ่มสมานตัวเร็วกว่าคนปกติ
ระหว่างที่เธอวุ่นอยู่กับแผลผมก็หยิบขวดน้ำขึ้นมาดื่มหยดสุดท้ายที่เหลืออยู่จนหมดแล้วเก็บขวดเปล่าลงกระเป๋าอย่างเสียดาย
"ฉันไม่รู้จะจัดการกับแผลพวกนี้ยังไงต่อดี"
เทสเปรยขึ้นด้วยใบหน้าเรียบเฉย
"น้ำยาฆ่าเชื้อก็ไม่มีจะให้เผาแผลแบบในหนังก็ไม่รู้ว่ามันจะใช้ได้จริงไหม ในตู้รถไฟขบวนนี้ไม่มีแม้แต่ชุดปฐมพยาบาลเบื้องต้นด้วยซ้ำ"
ผมสังเกตเห็นว่าเธอรวบผมยาวสีบลอนด์เป็หางม้าคู่ไว้ด้านหลังและเปลี่ยนจากกระโปรงมาสวมกางเกงเลกกิ้งที่คล่องตัวขึ้น
เธอกำลังมองมาที่ผมด้วยสายตาที่ยากจะอธิบายแม้เธอจะไม่พูดออกมา แต่ผมก็พอจะเข้าใจสิ่งที่เธอคิดได้
"ครั้งหน้าถ้าผมจะเข้าป่า...เธอมาด้วยกันก็ได้นะ"
ผมพูดแค่นั้นและไม่ต้องอธิบายอะไรเพิ่มเทสพยักหน้าตอบรับช้าๆผมปล่อยให้เธอพันแผลต่อไปพลางเรียกหน้าต่างสถานะออกมาตรวจสอบ
[ชื่อ: เนเทล วิน]
ความยาก: นรก
ชั้นที่: 1
เวลาที่เหลือก่อนการบังคับส่งกลับ: 4 ปี364 วัน 20 ชั่วโมง 9 นาที
เลเวล: 3
ความแข็งแกร่ง: 6
ความว่องไว: 8
ความทนทาน: 10
มานา: 4
[อาชีพหลัก: ยังไม่เปิดใช้งาน]
[อาชีพรอง: ยังไม่เปิดใช้งาน]
ทักษะ: สมาธิ Lv.3
การควบคุมมานา Lv.2
การรับรู้มานา Lv.1
[แต้มทักษะคงเหลือ: 0]
[แต้มสถานะคงเหลือ: 0]
ผมขมวดคิ้วแน่นด้วยความในี่มันเื่บ้าอะไรกัน? เวลาผ่านไปไม่ถึงสี่ชั่วโมงเองงั้นเหรอ?ระบบต้องรวนแน่ๆ
ความรู้สึกของผมมันเหมือนเราติดอยู่ที่นี่มานานกว่านั้นหลายเท่านักแต่ไม่ว่าผมจะโวยวายในใจอย่างไร ตัวเลขบนหน้าต่างระบบก็ไม่เปลี่ยนแปลงผมจึงได้แต่ถอนหายใจออกมาหนักๆ
“เทส”
ผมเรียกเธอเสียงเบา
“คะ?”
“ผมหิว...”
เธอดูชะงักไปเล็กน้อย
ก็นะ... ผมพยายามกลั้นไว้แล้วแต่ความหิวที่เผชิญอยู่มันรุนแรงจนแทบไส้กิ่ว
หลังจากตั้งสติได้ เทสก็พยักหน้ารับคำ
“แล้วแขนคุณเป็ยังไงบ้าง?”
เธอถามต่อ
ผมลองขยับมือเล็กน้อยแต่ความเจ็บแปล็บก็แล่นริ้วจนต้องหยุดทันที
“แขนใช้งานไม่ได้เลยแผลที่สีข้างก็เจ็บทุกครั้งที่เอี้ยวตัวคงต้องปล่อยให้ค่าความทนทานเยียวยามันไปก่อน”
“ฉันก็คิดไว้แบบนั้นแหละ”
เธอใช้นิ้วจิ้มมือซ้ายผมเบาๆแววตาของเธอสั่นไหวด้วยประกายล้อเลียนเมื่อเห็นผมขมวดคิ้วหน้ามุ่ยแม้ใบหน้าส่วนอื่นของเธอจะยังนิ่งสนิทไร้อารมณ์ก็ตาม
“ค่าสถานะของเธอเป็ยังไงบ้าง?”
ผมถามเข้าเื่
เธอเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะตอบ
“เลเวล 0 ความแข็งแกร่ง 4 ความว่องไว 7ความทนทาน 2 และมานา 1”
ตัวเลขของเธอต่ำกว่าตอนผมเริ่มต้นนิดหน่อยแต่ก็ไม่ได้แย่เลย ผมรู้ว่าเธอพอจะสู้ได้ ซึ่งนั่นดีกว่าคนอื่นในขบวนรถไฟมาก
“ถ้าเลเวลอัปให้ลงความทนทานสองแต้มและมานาอีกหนึ่งแต้มนะเธอทำได้เลยแค่ตั้งสมาธิจดจ่อกับค่าที่้า”
จากนั้นผมก็เล่าเื่ราวทั้งหมดที่เจอในป่าให้เธอฟังทั้งก๊อบลินชาแมนและหมาป่าคืนชีพ ผมบอกทุกอย่างที่เป็ประโยชน์ั้แ่วิธีการโจมตี อาวุธที่พวกมันใช้ ไปจนถึงความรู้เื่มานาที่ผมเพิ่งค้นพบ
เทสบอกผมว่าตอนนี้เธอได้รับทักษะมาสองอย่างคือพลังจิตควบคุมวัตถุ และ ตาทิพย์ นอกจากนี้เธอยังให้ข้อมูลสำคัญว่าผู้โดยสารคนอื่นๆก็เริ่มมีทักษะปรากฏขึ้นเช่นกัน ทั้งสะท้อนกลับ, ดูดซับ, พลังจิต หรือแม้แต่คนที่มีทักษะ สมาธิ เหมือนผมก็ยังมี
ตอนแรกผมคิดว่าทักษะจะจำเพาะเจาะจงรายบุคคลเสียอีกข้อนี้ทำให้ผมแปลกใจไม่น้อย นอกจากนี้บางคนถึงขนาดเริ่มต้นมาพร้อมกับค่ามานาถึง 3แต้ม ซึ่งถือว่าสูงมาก
มานาเป็ทรัพยากรที่ลึกลับและเปี่ยมไปด้วยโอกาสไม่ว่าจะเป็การร่ายเวทหรือเสริมพลังอาวุธมันทำให้ผมรู้สึกหลงใหลจนอยากจะใช้เวลาหลายชั่วโมงไปกับการทดลองพลังนี้เหมือนเด็กที่ได้ของเล่นใหม่
แต่น่าเสียดาย...ที่ตอนนี้ผมไม่มีเวลาว่างให้ทำเื่สนุกๆ แบบนั้นเลย
ก่อนที่เทสจะสูบบุหรี่หมดมวนแฮดวินก็ปรากฏตัวขึ้นอีกครั้ง พร้อมกับชายฉกรรจ์สองคนที่อายุน่าจะราว 30-40ปี ผมเคยเห็นหน้าค่าตาพวกเขาผ่านๆ บนรถไฟขบวนนี้ดูเหมือนทั้งคู่จะเป็เพื่อนสนิทที่ไปไหนมาไหนด้วยกันตลอด
แฮดวินที่ยังเดินกะเผลกอ้าปากเตรียมจะพูดอะไรบางอย่างแต่เขาก็ชะงักไปชั่วครู่เมื่อเห็นสภาพาแของผม
ผมสังเกตเห็นแววตาที่กำลังต่อสู้กับจิตสำนึกของตัวเองแต่สุดท้ายเขาก็เลือกที่จะสวมหน้ากากความใจกล้าปนหน้าด้านเข้าใส่ผมจนได้
"เนเทล...ผมรู้ว่าคุณยังาเ็อยู่ แต่ตอนนี้พวกเรา้าคุณจริงๆ"
เขายักไหล่พลางขยับตัวอย่างเก้ๆ กังๆอย่างน้อยเขาก็คงรู้ตัวดีว่าคำขอของตัวเองมันเห็นแก่ตัวแค่ไหน
แต่ผมก็โทษเขาไม่ได้หรอกเพราะผมเองก็มั่นใจว่าตัวเองมีประโยชน์กว่าคนส่วนใหญ่ที่นี่แม้จะอยู่ในสภาพที่สะบักสะบอมแบบนี้ก็ตาม
"ตอนที่ผมเดินแบกเดนี่กลับมา..."
เขาหยุดนิ่งไปอึดใจหนึ่งการเอ่ยชื่อเพื่อนที่เพิ่งจากไปดูเหมือนจะกระทบจิตใจทุกคนไม่เว้นแม้แต่แฮดวินที่พยายามรักษาท่าทีสุขุม
เขาสูดลมหายใจเบาๆ ก่อนจะกัดฟันพูดต่อ
"ตอนนั้นผมเห็นแม่น้ำอยู่ตรงหุบเขาด้านล่างเดินถัดจากจุดที่เราเจอพวกก๊อบลินไปไม่เกิน 5 นาที"
ผมมองเขาด้วยสายตาเรียบเฉยไม่แน่ใจว่าเขากำลังแสดงละครเรียกความสงสาร หรือกำลังรู้สึกผิดจริงๆที่ต้องมาขอร้องคนเจ็บแบบผม
แต่ที่แน่ๆะุในมือเขาคงเหลือไม่มากแล้ว อาจจะแค่หนึ่งหรือสองแม็กกาซีนเท่านั้นไม่เช่นนั้นคนอย่างเขาคงไม่มาง้อผมแบบนี้
"แคสเซียนกับโดมินิกจะไปกับเราด้วย"
เขาแนะนำชายสองคนที่ตามมา
แคสเซียนเป็ชายร่างเตี้ยผมดำส่วนโดมินิกมีผิวเข้มและผมหยิกทั้งคู่ดูมีร่างกายกำยำแบบคนงานที่ใช้แรงงานหนักมาอย่างต่อเนื่อง
ผมแอบแปลกใจที่พวกเขาอาสาจะไปด้วยทั้งที่เห็นสภาพศพของเดนี่ไปแล้วแท้ๆ การที่มีคนเพิ่มมาช่วยงานน่ะมันดีอยู่แล้วแต่มันดูผิดปกติเกินไปที่มีผู้กล้า ปรากฏตัวขึ้นมาในเวลาแบบนี้
ผมปรายตามองไปที่โชอี้ ซึ่งตอนนี้เธอกำลังนั่งอยู่กับน้องสาวของเธอบางทีอาจจะ... แต่ช่างมันเถอะ ผมสลัดความคิดทิ้ง
ผมค่อยๆยันตัวลุกขึ้นยืนพลางลอบประเมินระยะการโจมตีจากความยาวแขนและสังเกตท่าทางการเคลื่อนไหวเพื่อประเมินความคล่องตัวของชายแปลกหน้าทั้งสอง
หากพวกเขาถูกโชอี้บงการอยู่จริงๆและคิดจะหันมาเล่นงานผมล่ะก็...ก็มาลองวัดกันดูสักตั้งว่ามานาและสมาธิของผมจะจัดการกับพวกเขาได้ดีแค่ไหน
"ผมจะพาเทสไปด้วยแต่ผม้าเวลาพักเพิ่มอีกสักชั่วโมง และช่วยหาหอกให้เธอเล่มหนึ่งด้วย"
ผมยื่นข้อเสนอด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
เมื่อเห็นแฮดวินพยักหน้าอย่างจนใจผมก็ก้าวเดินตรงไปยังตู้ขบวนรถไฟทันทีระหว่างทางผมได้ยินเสียงแคสเซียนกับโดมินิกบ่นพึมพำลับหลังด้วยความไม่พอใจ แต่ผมไม่สนใจ
ในโลกใบนี้ผมเชื่อใจใครไม่ได้ทั้งนั้นไม่ว่าจะเป็แฮดวินหรือโชอี้ ทุกย่างก้าวของผมจึงต้องรัดกุมและรอบคอบเสมอผมไม่มีวันยอมตกอยู่ภายใต้เงื้อมมือหรือการควบคุมของใครเด็ดขาด