ท่ามกลางความเงียบสงัดของคฤหาสน์ที่จมดิ่งอยู่ในความมืดมิด มีเพียงแสงสลัวจากตะเกียงในห้องนอนของเซเลสที่ยังคงส่องสว่าง มีอาปรับเร่งฝีเท้าไปตามระเบียงทางเดินเพื่อไปตามหมอเลียมตามคำสั่งของท่านปู่แวน หัวใจของนางเต้นรัวด้วยความกังวลต่ออาการของเด็กสาวที่ดูรุนแรงเกินกว่าไข้ธรรมดา
แต่แล้ว... ก่อนที่ฝีเท้าของมีอาจะไปถึงจุดหมาย เสียงะเิกัมปนาทก็ดังสนั่นหวั่นไหวขึ้น! "ตูม!!!" แรงสั่นะเืมหาศาลพุ่งมาจากบริเวณสวนกว้างทางทิศตะวันตกของปราสาท แรงอัดอากาศทำให้หน้าต่างบานพับและเครื่องเรือนสั่นกราวสยองขวัญ เสียงนกกลางคืนแตกฮือบินหนีขึ้นสู่ท้องฟ้าที่บัดนี้ถูกปกคลุมด้วยกลุ่มควันและกลิ่นอายทมิฬที่หนาวเหน็บ
ความโกลาหลเกิดขึ้นในชั่วพริบตา แสงไฟในห้องพักต่างๆ เริ่มทยอยสว่างขึ้นพร้อมกับเสียงฝีเท้าของเหล่าข้ารับใช้และคนในบ้านที่ตื่นใจากแรงะเิ ทุกคนต่างสับสนและหวาดกลัวต่อสิ่งลี้ลับที่กำลังคืบคลานเข้ามาในยามวิกาล บรรยากาศอบอวลไปด้วยร่องรอยของพลังเวทมนตร์สีดำที่กดดันจนหายใจลำบาก
ที่กลางสวนนั้นเอง เงาร่างสายหนึ่งที่แฝงไปด้วยความตายได้ปรากฏขึ้น พวกัดำผู้กระหายเืบุกเข้ามาถึงที่นี่แล้ว เป้าหมายของพวกมันชัดเจนและเยือกเย็น คือการกำจัดต้นตอของพลังปริศนาที่เพิ่งตื่นขึ้น ก่อนที่ใครจะทันได้ตั้งตัวรับมือ
[โถงทางเดินหน้าห้องเซเลส]
เสียงะเิกัมปนาทดังสนั่นจนพื้นสั่นะเื ประตูห้องพักชั้นสองเปิดออกแทบจะพร้อมกัน อีริคพุ่งตัวออกมาโดยมีซาร่าวิ่งตามมาติดๆ ทั้งคู่มุ่งหน้าไปยังห้องของเซเลส แต่ต้องชะงักเมื่อเห็นปู่แวนยืนขวางทางอยู่หน้าประตู
อีริค "ท่านพ่อ! เกิดอะไรขึ้นครับ เสียงนั่นมันดังมาจากในสวน!"
ซาร่า "ท่านพ่อคะ เลซ เลซเป็อะไรไหม"
ปู่แวนที่ยังคงความสง่างาม จ้องมองลูกชายและลูกสะใภ้ด้วยสายตาเฉียบคม เอ่ยด้วยน้ำเสียงดุดัน ก่อนจะผ่อนอารมณ์ลงพลางตบไหล่อีริคหนึ่งครั้งแล้วสะบัดชายเสื้อเดินลงบันไดไปอย่างรวดเร็ว
ปู่แวน "เ้า อีริค ซาร่า พวกเ้าทั้งคู่เข้าไปในห้องเดี๋ยวนี้ ดูแลนางให้ดีที่สุด อย่าห่างจากเตียงของนางเด็ดขาด"
อีริค "แต่ข้างนอกนั่นมีคนบุกรุกนะครับท่านพ่อ ให้ข้าไปช่วยท่าน"
ปู่แวน "เ้า เข้าไปอยู่กับเมียและลูกของเ้าซะ พ่อจะออกไปดูสถานการณ์ข้างนอกเอง"
อีริคและซาร่ารีบเปิดประตูเข้าไปในห้องของเซเลสทันที
[ภายในห้องนอนเซเลส]
ซาร่ารีบเข้าไปนั่งข้างเตียง กุมมือเลซที่ยังคงนอนซมด้วยพิษไข้ไว้แน่น ส่วนอีริคยืนอยู่กลางห้อง สายตาคอยเหลือบมองไปทางหน้าต่างด้วยความพะวง
อีริค 'ไข้นางยังไม่ลดเลย แล้วเสียงเมื่อครู่นั่นมันคืออะไรกันแน่'
ทันใดนั้นเอง เสียงะเิดังขึ้นอีกครั้ง ตูม ตูม แรงสั่นะเืทำเอาเครื่องเรือนในห้องสั่นกราว แสงสีแดงวาบขึ้นที่หน้าต่างสวนหลังบ้าน ตามด้วยเสียงคำรามและเสียงการปะทะของพลังเวทมนตร์ที่ดุเดือด
อีริค "ซาร่า เ้าดูลูกอยู่ที่นี่นะ ห้ามเปิดประตูให้ใครเด็ดขาดนอกจากข้าหรือท่านพ่อ"
ซาร่า "ท่านพี่จะไปไหนคะ ท่านพ่อสั่งไว้ว่าให้พวกเราอยู่เฝ้าลูกไม่ใช่เหรอคะ!"
อีริค "ข้าปล่อยให้ท่านพ่อเผชิญหน้าคนเดียวไม่ได้ กลิ่นอายข้างนอกนั่นมันรุนแรงเกินไป ข้าต้องไปดูท่านพ่อ!"
อีริคคว้าดาบประจำตัวแล้วพุ่งออกจากห้องไปทันที ทันทีที่เขาก้าวพ้นประตูออกมา เขาเผชิญหน้ากับมีอาที่พาหมอเลียมวิ่งสวนกลับมาพอดี โดยมีเอลและคาร์ลวิ่งตามมาติดๆ อีริคชะงักมองหน้าลูกๆ และมีอาเพียงครู่เดียวด้วยสายตาเคร่งเครียด ก่อนจะรีบวิ่งพุ่งตรงไปตามโถงทางเดินมุ่งหน้าไปทางประตูที่เชื่อมออกสู่สวนอย่างรวดเร็วโดยไม่เอ่ยคำใดออกมา
คาร์ล "ท่านพ่อ ท่านพ่อจะไปไหนครับ"
คาร์ละโถามตามหลังแต่ไม่มีเสียงตอบรับจากอีริค เมื่อเห็นว่าพ่อรีบร้อนมุ่งหน้าไปทางสวน เอลและคาร์ลจึงรีบวิ่งตามมีอาและหมอเลียมเข้าไปในห้องนอนของเซเลสที่อยู่ตรงหน้านั้นทันทีด้วยความกระวนกระวายใจ
[ภายในห้องนอนเซเลส]
คาร์ล "ท่านแม่ น้องเป็อย่างไรบ้างครับ"
เอล "ท่านแม่ครับ ท่านพ่อรีบออกไปไหนครับขอรับท่านแม่"
ซาร่าไม่ได้ตอบคำถามของลูกชายทั้งสอง นางเพียงแต่หันมามองด้วยสีหน้าตื่นใแต่ก็ยังคงมีความพะวงถึงลูกสาวที่นอนอยู่บนเตียงอย่างเห็นได้ชัด นางไม่ได้อธิบายอะไรเพิ่มเติมนอกจากรีบหันไปหาหมอเลียมที่เพิ่งเดินเข้ามาถึงตัวนาง
ซาร่า "ท่านหมอเลียม มาดูนี่เร็วเข้า มันแปลกมากจริงๆ จู่ๆ เมื่อสักครู่ไข้ของนางก็ลดลงไปมากจนเหมือนอาการจะปกติแล้ว แม้แต่เสียงลมหายใจของนางก็ไม่ได้หอบเหนื่อยหรืออ่อนแรงเหมือนใน่สองสามวันที่ผ่านมาเลย"
หมอเลียมมีสีหน้าเคร่งเครียดรีบก้าวเข้าไปใกล้เตียงแล้วลงมือตรวจดูอาการของเซเลสอย่างละเอียด ทันใดนั้นความกังวลบนใบหน้าของหมอก็เปลี่ยนเป็ความประหลาดใจอย่างที่สุด
หมอเลียม "เหลือเชื่อจริงๆ ครับท่านหญิงซาร่า กระผมเองไม่เคยเห็นอะไรแบบนี้มาก่อนเลย ไข้ของคุณหนูลดลงจนเกือบเป็ปกติได้อย่างไรกัน ทั้งที่เมื่อครู่อาการยังเหมือนไข้และหนักมากแท้ๆ แต่ตอนนี้ชีพจรกลับมาคงที่และแข็งแรงขึ้นอย่างรวดเร็วราวกับปาฏิหาริย์เลยครับ"
ซาร่าถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก แต่นางก็ยังคงมองออกไปทางหน้าต่างที่แสงไฟจากการต่อสู้ยังคงวาบผ่านเข้ามาเป็ระยะ ใจหนึ่งก็ดีใจที่ลูกพ้นขีดอันตราย แต่อีกใจหนึ่งก็หวาดกลัวต่อสิ่งที่ปู่แวนและอีริคกำลังเผชิญหน้าอยู่ในสวนด้านล่าง
ซาร่า “ขอบคุณ์... ในที่สุดไข้ของนางก็ลดลงแล้ว แม้นางจะยังสลบอยู่ แต่ลมหายใจของนางก็กลับมาสม่ำเสมอเหมือนเดิมแล้วค่ะท่านหมอ”
หมอเลียม “นับเป็เื่น่ายินดีที่หาคำอธิบายไม่ได้จริงๆ ครับท่านหญิง... แต่ตอนนี้เราคงต้องปล่อยให้คุณหนูพักผ่อนไปก่อน”
[สวนกว้างทางทิศตะวันตก — การต่อสู้ดุเดือด]
ท่ามกลางเศษซากปรักหักพังของสวนสวยที่บัดนี้กลายเป็ลานปะา ปู่แวนยืนตระหง่านอยู่กึ่งกลางวงล้อมของัระดับ SS ถึง 3 ตัว และัระดับ S อีกนับ 10 ตัว แม้ภายนอกพวกมันจะดูดุดันตามสัญชาตญาณสัตว์ร้าย แต่ปู่แวนกลับััได้ถึงความผิดปกติบางอย่างที่เล็ดลอดออกมาตามรอยปริแตกของเกล็ดสีเข้มเ่าั้
ปู่แวน "พวกเ้า... ไม่ใช่พวกัดำจากป่าลึกอย่างที่พยายามจะแสดง" ปู่แวนกัดฟันพูด แววตาของเขาฉายแววหยั่งรู้ "ภายใต้เปลือกนอกที่มืดมิดนี้... ข้าััได้ถึงไอพลังสีขาวที่เน่าเฟะจนน่าสะอิดสะเอียน... กลิ่นอายที่แสร้งทำเป็บริสุทธิ์แบบนี้ ข้าไม่มีวันลืม!"
ัทั้ง 10 กว่าตัวคำรามก้อง พวกมันรุมจู่โจม ปู่แวนรับมืออย่างเอาเป็เอาตาย ดาบในมือปะทะกับกรงเล็บจนเกิดประกายไฟครั้งแล้วครั้งเล่า แม้จะสังหารไปได้บ้างแต่จำนวนที่มากกว่าเกินไปทำให้ร่างกายของชายชราเริ่มถึงขีดจำกัด
ปู่แวน 'พวกมันใช้วิธีเดิม... ปลอมตัวมาเพื่อใส่ร้ายัดำและทำลายทุกอย่างที่ข้ารัก ถ้าปล่อยให้พวกสอดแนมที่มีไอพลังน่ารังเกียจนี่รอดไปแจ้งนายใหญ่ของมันได้ ความลับเื่หลานข้าจะไม่มีทางรักษาไว้ได้อีก... ข้าจะยอมให้ใครหน้าไหนมาแตะต้องหลานของข้าได้เด็ดขาด!'
ปู่แวนปักดาบลงบนพื้นดินอย่างแรงจนเกิดรอยร้าว ชายชราหลับตาลงและเริ่มเปล่งเสียงพึมพำเป็ภาษาโบราณที่ฟังดูแหบพร่าแต่กลับทรงพลังจนอากาศรอบข้างสั่นะเื
"โอ... เปลวเพลิงแห่งการดับสูญที่ถูกกักขังในนามแห่งเงามืด..."
อีริค "ท่านพ่อ! หยุดนะขอรับ! พลังนั้นมัน... ท่านพ่อจะใช้มันไม่ได้นะขอรับ! ร่างกายมนุษย์ของท่านจะรับคำสาปนั่นไม่ไหว!"
ปู่แวน "ถ้าข้าหยุดตอนนี้... พลังสีขาวที่เน่าเฟะพวกนี้จะพรากหลานข้าไป... ข้าจะไม่ยอมให้ประวัติศาสตร์ที่นครัต้องซ้ำรอยที่นี่เด็ดขาด!"
ปู่แวนะโก้องกลางบทสวด "อีริค! ยื้อเวลาให้พ่อที! พ่อเริ่มมันไปแล้ว... และมันจะหยุดไม่ได้จนกว่าพวกมันจะกลายเป็จุณ!"
ทันใดนั้น ท้องฟ้ากลับมืดสนิทลงในชั่วอึดใจ ก่อนจะถูกฉีกกระชากด้วย ปีกัสีดำทมิฬ ที่พุ่งสยายออกมาจากหลังของปู่แวน ที่โคนปีกมี ไอสีขาวขุ่น ของคำสาปไหลเวียนอยู่ราวกับจะสูบเอาชีวิตของผู้ใช้ออกไป ปู่แวนใช้ร่างมนุษย์เป็ภาชนะรองรับมานาต้องห้าม ะเิวงเวทย์อักขระัโบราณเป็ "เพลิงทมิฬไอขาว" ที่เย็นเยียบและทรงพลัง
“ตูมมมมม!”
เสียงสนั่นกึกก้องแผดเผาัทั้ง 10 กว่าตัวสลายกลายเป็เถ้าถ่านสีขาวโพลนในพริบตา แสงนั้นดับวูบลงทิ้งไว้เพียงควันไฟและความเงียบสงัดที่น่ากลัว
[ฉากหลังจบการต่อสู้]
เมื่อแสงสว่างดับลง ปู่แวนทรุดตัวลงคุกเข่าทันที แผ่นหลังที่เคยสยายปีกักลับกลายเป็รอยแผลเป็สีคล้ำที่น่าสยดสยอง ชายชรากระอักเืออกมาเป็ลิ่มสีเข้มพร้อมกับหอบหายใจโรยริน แสงเงินแสงทองของวันใหม่เริ่มรำไรอยู่ที่เส้นขอบฟ้า
อีริค "ท่านพ่อ! ท่านเป็อะไรมากหรือเปล่าขอรับ! เวทย์รักษา... ข้าต้องรีบเรียกหมอเลียม!"
ปู่แวน "เปล่าประโยชน์ อีริค... พลังนี้คือคำสาปที่แลกมาด้วยชีวิต มนุษย์อย่างเราไม่มีเวทย์ไหนรักษาได้หรอก... พ่อแค่ใช้มันลบ 'พลังสีขาวที่เน่าเฟะ' นั่นทิ้งไปให้หมดก่อนที่มันจะแตะต้องหลานของข้าได้..."
ปู่แวน "พาพ่อ... พาพ่อกลับไปหาหลานข้าที อาการไข้ของนางยังไม่คงที่... พ่อต้องเห็นกับตาว่านางปลอดภัย..."
อีริคพยักหน้าทั้งน้ำตา เขาประคองร่างที่บอบช้ำของปู่แวนเดินฝ่ากลุ่มควันมุ่งหน้ากลับเข้าไปในคฤหาสน์ที่เสียหาย ทิ้งซากเถ้าถ่านสีขาวของศัตรูไว้เื้ั เพื่อกลับไปหาเด็กสาวที่เป็ดั่งดวงใจของพวกเขา
[ภายในห้องนอนเซเลส]
อีริคประคองปู่แวนเดินเข้ามาในห้อง ซาร่า หมอเลียม และลูกๆ ที่เฝ้าไข้อยู่ต่างใหนัก เอลที่ยืนอยู่ข้างเตียงน้องหันมามองด้วยสีหน้าตื่นตระหนกทำอะไรไม่ถูก ฟิวส์ทำท่าทางลนลานหน้าตาตื่นตระหนกสุดขีดแต่ไม่พูดอะไรออกมาแม้แต่คำเดียว พลางรีบวิ่งไปยืนเกาะแขนพี่ชายอย่าง คาร์ล ไว้แน่น
ซาร่า "ท่านพ่อ! อีริค! เสียงะเิเมื่อสักครู่นี้มันเกิดอะไรขึ้นคะ!"
คาร์ล "ท่านพ่อครับ ข้างนอกนั่นเกิดอะไรขึ้นครับ! แล้วทำไมสภาพท่านพ่อกับท่านปู่ถึงได้เป็ขนาดนี้!"
ซาร่า (แววตาเปลี่ยนเป็หวาดกลัวสุดขีดเมื่อนึกถึงเหตุการณ์เลวร้ายในอดีตที่นครแห่งั แม้จะไม่มีพลังเวทแต่กลิ่นอายที่คุ้นเคยกลับทำให้ร่างกายนางสั่นเทา) “หรือว่า... หรือว่าจะเป็พวกนั้นคะท่านพ่อ!”
ซาร่าเริ่มตื่นตระหนกหนัก ร่างกายของนางสั่นเทาจนอีริคต้องรีบเข้าไปสวมกอดปลอบไว้แน่นเพื่อเรียกสติ โดยที่อีริคไม่ได้พูดอะไรออกมาแต่เน้นการบรรยายท่าทางที่พยายามปกป้องภรรยา
ปู่แวน "วางใจเถอะซาร่า... ไม่ใช่พวกนั้นหรอก... แค่แมลงตัวเล็กๆ ที่หลงเข้ามานิดหน่อยเท่านั้นเอง..."
ปู่แวนถามหมอเลียม "นางอาการนางเป็อย่างไรบ้างท่านหมอ... นางดีขึ้นบ้างไหม?"
หมอเลียม "นางยังคงไม่ฟื้นขอรับท่านแวน แต่นางอาการดีขึ้นกว่า่ 2-3 คืนก่อนที่ผ่านมาแบบประหลาดมาก... อยู่ดีๆ คนที่มีอุณหภูมิร่างกายสูงจัด กลับลดลงจนมีเพียงไข้อ่อนๆ ในเวลาเพียงไม่นาน... ราวกับปาฏิหาริย์เลยขอรับ”
ปู่แวน "เช่นนั้นก็ดีแล้ว... เช่นนั้นดีแล้ว..."
ทันทีที่สิ้นประโยค ปู่แวนก็กระอักเืออกมาอีกครั้งจนเืนองเต็มฝ่ามือและเปื้อนชุดเกราะ หมอเลียมเห็นดังนั้นจึงรีบพุ่งเข้าไปประคองร่างของปู่แวนไว้ทันทีด้วยความใ
หมอเลียม "ท่านแวน! ท่านแวน!"
อีริค "เอล! เ้าเข้าไปช่วยหมอเลียมพาท่านปู่กลับห้องก่อน!"
เอลรีบเข้าไปช่วยพยุงร่างของปู่แวนออกจากห้องนอนของเซเลสไปอย่างเร่งรีบ ทิ้งไว้เพียงบรรยากาศที่หนักอึ้งภายในคฤหาสน์ที่เสียหาย
[ภายในห้องนอนของท่านปู่แวน]
ภายในห้องอบอวลไปด้วยกลิ่นยาสมุนไพร ปู่แวนนอนทอดกายอยู่บนเตียงในสภาพอ่อนแรงอย่างถึงที่สุด แต่ดวงตายังคงปรือเปิดอยู่เล็กน้อย หมอหลวงประจำตระกูลกำลังเร่งมือตรวจรักษาข้างกาย และมีหมออีกคนหนึ่งยืนคุมเชิงอยู่ด้านหลัง... เขาคือหมอประหลาดที่หมอหลวงพามาด้วย เป็ชายหนุ่มผมขาวยาวสลวยในชุดสีเขียวหม่นดูแปลกตาและไม่คุ้นหน้าค่าตาแก่ผู้ใด
หมอหลวง "ท่านอีริค... ข้าต้องขออภัยจริงๆ ครับ ข้าพยายามอย่างสุดความสามารถเพื่อประคองอาการของท่านแวนไว้แล้ว... แต่ร่างกายภายในของท่านมันพังไปหมดแล้วขอรับ"
อีริค "ท่านหมายความว่าอย่างไร... ท่านพ่อยังดู... ภายนอกท่านยังดูปกติอยู่เลยนะ!"
หมอหลวง "ท่านแวนฝืนใช้พลังมหาศาลบางอย่างที่เกินขีดจำกัดของร่างกาย... มันทำลายอวัยวะภายในจนไม่เหลือชิ้นดี ข้าเกรงว่า... ท่านอาจจะอยู่กับเราได้อีกไม่นานแล้วขอรับ"
หมอประหลาดพูดแทรกขึ้นมาด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งแต่ทรงพลัง "มันเป็ชะตากรรมของคนที่ฝืนใช้คาถาโบราณต้องห้าม... เมื่อเลือกจะแลกอายุขัยกับพลังที่ยิ่งใหญ่ ร่างกายมนุษย์ย่อมไม่อาจแบกรับผลที่ตามมาได้หรอก"
คำพูดนั้นทำให้อีริคชะงักและหันไปมองหมอประหลาดผู้นั้นด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยคำถามและอารมณ์ที่ซับซ้อน แต่เขาก็ไม่ได้พูดอะไรตอบโต้กลับไป เพราะความจริงที่หมอหลวงรายงานนั้นมันหนักอึ้งเกินกว่าจะรับไหว
อีริคได้แต่ยืนนิ่งงันอยู่พักใหญ่ คำพูดเ่าั้เปรียบดั่งค้อนหนักที่ทุบลงกลางใจของเขาจนพังทลาย
ความจริงที่โหดร้ายนั้นทำให้เขารู้สึกเหมือนอากาศรอบกายกำลังสูญสิ้นไป สองมือที่กำแน่นค่อยๆ สั่นเทาอย่างควบคุมไม่ได้ เขาพยายามกลืนก้อนความโศกเศร้าที่จุกอยู่ที่ลำคอลงไป เพื่อที่จะเค้นเสียงถามสิ่งที่เขาหวาดกลัวที่สุดออกมา แต่ในท้ายที่สุดเขาก็เลือกที่จะปิดปากเงียบไว้เช่นนั้น