ภายใต้เพดานถ้ำวิหารันิรันดร์ที่ประดับประดาด้วยหินเรืองแสงดุจดารานับหมื่นดวง บรรยากาศที่เคยเต็มไปด้วยความสงบเยือกเย็นกลับระอุขึ้นด้วยกลิ่นอายแห่งการเข่นฆ่าที่เข้มข้นจนแทบจะกลั่นตัวเป็หยดน้ำ หลินเทียนยืนสงบนิ่งอยู่บนยอดแท่นบูชาหยกขาว ร่างกายของเขายังคงส่องประกายสีครามจางๆ จากการหลอมรวมกับหัวใจัคราม ทว่าเบื้องหน้าของเขาคืออุปสรรคที่ใหญ่หลวงที่สุดเท่าที่เคยเผชิญมา "เ้าหอคอยทมิฬ" ยอดขุนพลแห่งหุบเขาไร้เนตร ผู้มีระดับพลังอยู่ในขอบเขตก่อตั้งรากฐานขั้นสูงสุด พลังกดดันจากร่างของชายในชุดเกราะทองนั้นหนักหน่วงราวกับขุนเขาธาตุเหล็กที่กำลังบดขยี้ทุกสิ่งรอบข้างให้แหลกลาญ
เ้าหอคอยทมิฬก้าวเดินเข้ามาอย่างช้าๆ ทุกลูกพรรณที่เท้าหนาหนักเหยียบลงบนพื้นศิลาหยกขาวจะบังเกิดรอยร้าวลึกแผ่กระจายออกไปดุจใยแมงมุม ดวงตาสีเืที่ประดับอยู่บนหน้าอกเสื้อดูราวกับจะกระพริบตาได้จริง มันจ้องมองมาที่หลินเทียนด้วยความโลภโมโทสันที่ปิดไม่มิด "เ้าหนู เ้าช่างมีวาสนาที่น่าอิจฉานักที่สามารถทนรับการหลอมรวมกับหัวใจัได้ แต่เ้าคงไม่รู้ว่าสมบัติระดับเทพเช่นนี้ เกินกว่าที่มดปลวกในขอบเขตรวบรวมลมปราณอย่างเ้าจะแบกรับได้ไหว หากเ้ายังดื้อรั้นมันต่อไป ร่างกายของเ้าจะแตกสลายเพราะรับพลังไม่ไหวภายในหนึ่งชั่วยาม จงส่งมันมาให้ข้า แล้วข้าจะใช้วิชาลับของหุบเขาช่วยสกัดพลังนั้นออกมาเพื่อรักษาชีวิตเ้าไว้"
หลินเทียนเหยียดยิ้มเ็าที่มุมปาก แววตาของเขาเยือกเย็นดุจน้ำแข็งในขั้วโลก "คำพูดของพวกหุบเขาไร้เนตรช่างน่าฟังนัก แต่ความจริงกลับเต็มไปด้วยคราบเืและซากศพของคนบริสุทธิ์ พวกเ้าทำลายหมู่บ้านของข้า เข่นฆ่าครอบครัวของข้า เพียงเพื่อสิ่งนี้... และในวันนี้ ข้าจะใช้สิ่งนี้แหละ ส่งพวกเ้าไปลงนรกเพื่อชดใช้กรรม!"
สิ้นคำประกาศศึก หลินเทียนเป็ฝ่ายเริ่มโจมตีก่อน เขาไม่ได้พุ่งเข้าไปตรงๆ แต่กลับสะบัดกระบี่ัพลิกฟ้าในมือเพียงแ่เบา ปราณกระบี่สีครามที่ผสมผสานกับประกายเงินยวงพุ่งแหวกอากาศออกไปเป็เส้นตรงที่แหลมคมปานใบมีดโกน นี่คือการโจมตีที่บรรจุพลังของระดับรวบรวมลมปราณขั้นที่เก้าตอนปลายไว้อย่างเต็มเปี่ยม ซึ่งรุนแรงพอจะตัดร่างของจอมยุทธ์ระดับเดียวกันให้ขาดสะบั้นได้ในพริบตา
ทว่า เ้าหอคอยทมิฬกลับเพียงแค่แค่นเสียงในลำคอ เขาไม่ได้ชักอาวุธออกมา แต่กลับยื่นฝ่ามือข้างหนึ่งออกมาข้างหน้า ปราณสีดำเข้มข้นดุจน้ำหมึกพุ่งออกมาจากฝ่ามือ ก่อตัวเป็กำแพงพลังงานที่ดูหนาแน่นดุจศิลาเหล็ก ปราณกระบี่ของหลินเทียนปะทะเข้ากับกำแพงสีดำนั้นดังกึกก้องไปทั่วโถงวิหาร แต่มันกลับไม่สามารถสร้างรอยขีดข่วนใดๆ ให้กับกำแพงนั้นได้เลยแม้แต่น้อย
"อ่อนหัดนัก! ความต่างระหว่างขอบเขตรวบรวมลมปราณและขอบเขตก่อตั้งรากฐาน คือความต่างระหว่างผืนดินและแผ่นฟ้า!" เ้าหอคอยทมิฬตวาดก้อง พร้อมกับสะบัดมือกลับ กำแพงปราณสีดำพลันเปลี่ยนรูปทรงกลายเป็โซ่ตรวนนับสิบเส้นพุ่งเข้าหาหลินเทียนอย่างรวดเร็วดุจงูร้าย
หลินเทียนทะยานร่างหลบหลีกอย่างว่องไว เขาใช้ความพลิ้วไหวของวิชาวารีไร้ลักษณ์เคลื่อนกายผ่านช่องว่างระหว่างโซ่ตรวนเ่าั้ ทว่าโซ่สีดำกลับมีความนึกคิดราวกับมีชีวิต พวกมันเลี้ยวลดคดเคี้ยวติดตามเขาไปทุกฝีก้าว หลินเทียนรู้ดีว่าหากถูกโซ่เหล่านี้พันธนาการ พลังปราณในร่างจะถูกดูดกลืนจนหมดสิ้น เขาจึงตัดสินใจเข้าสู่สภาวะ 'ว่างเปล่า' ถึงขีดสุด
"กระบี่ไร้ลักษณ์ ขั้นที่สี่: ร่างกระบี่สูญสภาวะ!"
ร่างกายของหลินเทียนพลันเลือนรางลงจนดูเหมือนภาพเงาที่โปร่งแสง โซ่ตรวนสีดำพุ่งทะลุผ่านร่างของเขาไปราวกับัักับอากาศธาตุ หลินเทียนอาศัยจังหวะนี้พุ่งเข้าหาเ้าหอคอยทมิฬดุจดาวตก ใบดาบัพลิกฟ้าเปล่งแสงสีน้ำเงินเจิดจ้า เขาแทงกระบี่ออกไปตรงๆ มุ่งเป้าไปที่ดวงตาสีเืบนหน้าอกเสื้อของศัตรู ซึ่งเขาััได้ว่าเป็จุดศูนย์รวมพลังของชุดเกราะทอง
เ้าหอคอยทมิฬเบิกตากว้างด้วยความประหลาดใจ เขาไม่คิดว่าเด็กหนุ่มคนนี้จะบรรลุวิชาที่ล้ำลึกถึงเพียงนี้ "วิชาตัวเบาที่สลายร่างเป็สูญงั้นรึ? น่าสนใจ! แต่ยังไม่พอ!" เขาคำรามพร้อมกับรวบรวมปราณสีดำไว้ที่หมัดขวาแล้วต่อยสวนออกมาอย่างรุนแรง พลังหมัดนั้นอัดแน่นไปด้วยเจตนารมณ์แห่งการทำลายล้างที่สั่นะเืมิติรอบข้างจนบิดเบี้ยว
การปะทะกันครั้งนี้รุนแรงกว่าครั้งไหนๆ แสงสีน้ำเงินและสีดำะเิออกมาเป็วงกว้างซัดเอาเสาหินรอบข้างจนพังทลาย หลินเทียนรู้สึกเหมือนถูกฆ้อนั์ทุบเข้าที่หน้าอกอย่างจัง ร่างของเขาปลิวละลิ่วไปกระแทกกับผนังวิหารจนเกิดหลุมลึก เืคำใหญ่พุ่งออกมาจากปากของเขา แขนขวาที่ถือกระบี่สั่นระริกจนแทบจะรักษาอาวุธไว้ไม่ได้
"อั่ก... พลังของขอบเขตก่อตั้งรากฐานขั้นสูงสุด... แข็งแกร่งเกินไป..." หลินเทียนพยายามพยุงกายลุกขึ้น ร่างกายของเขาเริ่มทนรับภาระไม่ไหว พลังของหัวใจัครามที่ยังไม่ได้หลอมรวมอย่างสมบูรณ์เริ่มตีกลับ มันพยายามจะะเิออกจากร่างของเขาเพื่อหาทางระบายออก
เ้าหอคอยทมิฬเดินเข้ามาหาเขาด้วยท่าทางผู้ชนะ "จบสิ้นแล้วเ้าหนู ยอมจำนนและส่งหัวใจัมาเสียดีๆ ข้าจะให้เ้าตายโดยไม่ทรมาน"
ทว่าท่ามกลางความสิ้นหวัง หลินเทียนกลับหลับตาลงช้าๆ เขาไม่ได้หวาดกลัวความตาย แต่เขากำลังฟังเสียง... เสียงเต้นของหัวใจัที่อยู่ในจุดตันเถียนสอดประสานไปกับเสียงลมหายใจของเขาเอง เขานึกถึงคำสอนของผู้เฒ่าจิ่วและภาพนิมิตของัา 'การทำลายพันธนาการ คือการยอมรับความเป็หนึ่งเดียว'
"ข้า... จะไม่ยอมแพ้ที่นี่... ความแค้นของหมู่บ้าน... ความหวังของปู่กู่... ทั้งหมดนั้นแบกอยู่บนกระบี่ของข้า!"
หลินเทียนแผดเสียงะโก้องวิหาร พร้อมกับเปิดประตูจุดตันเถียนทั้งหมดออกกว้าง! เขาไม่ได้ข่มพลังของหัวใจัอีกต่อไป แต่กลับปล่อยให้มันไหลบ่าเข้าสู่ทุกเส้นชีพจรทั่วร่างอย่างป่าเถื่อน พลังงานสีน้ำเงินมหาศาละเิออกจากร่างของเขา ก่อตัวเป็เสาแสงขนาดใหญ่ที่พุ่งทะลุเพดานถ้ำขึ้นสู่ฟากฟ้าเบื้องบน
นี่คือการ 'เดิมพันด้วยชีวิต' เพื่อทะลวงขอบเขตข้ามผ่านความเป็มนุษย์ไปสู่ขอบเขตก่อตั้งรากฐานในระหว่างการต่อสู้!
ร่างกายของหลินเทียนส่องแสงสว่างจ้าจนมองไม่เห็นร่างที่แท้จริง เกล็ดัสีน้ำเงินเข้มเริ่มปกคลุมไปทั่วทั้งตัวและใบหน้า แผงคอสีเงินยาวสลวยพริ้วไหวอยู่ในกระแสพลังงาน ปราณกระบี่ไร้ลักษณ์รอบตัวเริ่มควบแน่นจนกลายเป็รูปัครามนับหมื่นตัวที่กำลังคำรามกึกก้องไปทั่วชั้นบรรยากาศ
เ้าหอคอยทมิฬเห็นดังนั้นก็หน้าเปลี่ยนสีทันที "มันกำลังจะทะลวงขอบเขต! บ้าไปแล้ว! การทะลวงขอบเขตก่อตั้งรากฐานต้องใช้ความสงบและการเตรียมตัวนานนับเดือน แต่มันกลับทำท่ามกลางการต่อสู้! ข้าต้องหยุดมันเดี๋ยวนี้!"
เขาพุ่งเข้าหาหลินเทียนพร้อมกับใช้ออกด้วยวิชาที่รุนแรงที่สุด 'กรงเล็บอเวจีกลืนกินฟ้า' มือทั้งสองข้างขยายใหญ่ขึ้นเป็กรงเล็บปีศาจสีดำขนาดมหึมาหมายจะบดขยี้เสาแสงสีน้ำเงินให้แหลกลาญ
ทว่า ในวินาทีที่กรงเล็บปีศาจัักับเสาแสง แสงสว่างนั้นพลันหดตัวลงเข้าสู่ใจกลางอย่างรวดเร็ว ก่อนจะะเิออกด้วยพลังที่รุนแรงกว่าเดิมร้อยเท่า!
"ตูมมมมม!"
แรงะเิทำให้วิหารันิรันดร์ทั้งวิหารสั่นะเืราวกับแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ เ้าหอคอยทมิฬถูกแรงปะทะซัดจนกระเด็นถอยหลังไปไกล ชุดเกราะทองคำของเขามีรอยแตกร้าวปรากฏขึ้นเป็ทางยาว เมื่อฝุ่นผงเริ่มจางลง ร่างหนึ่งก็ค่อยๆ เดินออกมาจากใจกลางของแสงสว่าง
หลินเทียนในยามนี้ดูราวกับเทพมงกรจุติลงมาบนดิน รัศมีรอบกายแผ่ซ่านด้วยกลิ่นอายที่สูงส่งและกดดันยิ่งกว่าเ้าหอคอยทมิฬเสียอีก ผิวพรรณของเขาเปล่งประกายดั่งหยกขาวที่สลักด้วยลายเกล็ดัสีคราม ดวงตาของเขาทอประกายแสงสีน้ำเงินเข้มที่ดูราวกับดึงดูดจิติญญาของผู้มองได้ พลังงานในร่างของเขาบัดนี้ไม่ได้เป็เพียงกระแสลมปราณที่ไหลวน แต่มันได้ 'ก่อตั้ง' เป็ฐานพลังที่มั่นคงและลึกล้ำดุจมหาสมุทร
เขาบรรลุขอบเขต 'ก่อตั้งรากฐาน' ขั้นต้นเรียบร้อยแล้ว!
หลินเทียนยกกระบี่ัพลิกฟ้าขึ้นมา ใบดาบสีดำขลับบัดนี้แผ่ปราณกระบี่ที่คมกริบจนอากาศรอบข้างถูกฉีกขาดเป็รอยแยกมิติเล็กๆ "เ้าหอคอยทมิฬ... ขอบคุณที่ช่วยกดดันข้าจนถึงขีดสุด บัดนี้... ข้าจะให้เ้าได้เห็นความหมายของกระบี่ที่แท้จริง"
"โอหังนัก! ต่อให้เ้าทะลวงขอบเขตได้สำเร็จ แต่เ้าก็เป็เพียงขั้นต้น ส่วนข้าคือขั้นสูงสุด! ตายซะ!" เ้าหอคอยทมิฬคำรามอย่างบ้าคลั่ง เขาพุ่งเข้าใส่หลินเทียนอีกครั้งด้วยพลังทั้งหมดที่มี
หลินเทียนเพียงแค่ขยับกระบี่เบาๆ ท่วงท่าของเขาช่างดูเรียบง่าย พลิ้วไหวดุจสายลม แต่กลับแฝงไปด้วยความหนักแน่นของขุนเขา "วิชากระบี่ไร้ลักษณ์ ขั้นที่ห้า: กระบี่ผ่ามิติ!"
พริบตานั้นเอง ไม่มีใครเห็นว่าหลินเทียนฟันกระบี่ออกไปเมื่อไหร่ ทว่าในวินาทีต่อมา รอยแยกสีครามบางเฉียบก็ปรากฏขึ้นกลางอากาศเบื้องหน้าของเ้าหอคอยทมิฬ มันพุ่งผ่านร่างของั์เกราะทองไปอย่างเงียบเชียบดุจเงาพราย
เ้าหอคอยทมิฬหยุดชะงักกะทันหัน ดวงตาสีแดงฉานของเขาเบิกกว้างด้วยความไม่เชื่อ รอยแยกสีครามนั้นไม่ได้ฟันถูกร่างกายของเขาโดยตรง แต่มันกลับ 'ตัดผ่าน' มิติและปราณป้องกันทั้งหมดไปถึงจิติญญาของเขาภายในพริบตาเดียว ชุดเกราะทองคำอันแข็งแกร่งแตกกระจายออกเป็ชิ้นๆ ก่อนที่ร่างของเขาจะถูกแรงะเิจากมิติด้านในฉีกกระชากจนแหลกเป็ผุยผง!
เสียงะเิกึกก้องสะท้อนไปมาในโถงวิหาร ก่อนที่ทุอย่างจะกลับคืนสู่ความเงียบงันอีกครั้ง หลินเทียนยืนหอบหายใจเล็กน้อย ร่างกายที่เพิ่งทะลวงขอบเขตยังคงปรับตัวเข้ากับพลังใหม่ที่มหาศาล เขาเก็บกระบี่ัพลิกฟ้าเข้าฝัก แววตาที่เคยแข็งกร้าวอ่อนแสงลงเมื่อมองไปรอบๆ วิหารที่พังทลาย
"หนึ่งในยอดขุนพล... สิ้นชื่อแล้ว" หลินเทียนพึมพำ ทว่าความรู้สึกภาคภูมิใจกลับมีไม่มากนัก เพราะเขารู้ดีว่าหุบเขาไร้เนตรยังมีศัตรูที่แข็งแกร่งกว่านี้อีกมากนัก และความลับที่ซ่อนอยู่ในวิหารแห่งนี้ยังไม่ได้ถูกเปิดเผยออกมาทั้งหมด
ทันใดนั้นเอง แท่นบูชาที่ว่างเปล่ากลับเริ่มเลื่อนเปิดออก เผยให้เห็นบันไดศิลาที่ทอดยาวลงไปสู่ห้องใต้ดินที่มืดมิด กลิ่นอายโบราณที่เก่าแก่ยิ่งกว่าวิชาัครามลอยอบอวลออกมา หลินเทียนรู้ได้ทันทีว่าการเดินทางที่แท้จริงเพื่อค้นหาชาติกำเนิดและชำระแค้นพรรคมารเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้น
เขาก้าวเดินลงสู่บันไดศิลานั้นอย่างมั่นคง แผ่นหลังของเด็กหนุ่มที่เคยอ่อนแอ บัดนี้ดูสง่างามและพึ่งพาได้ดั่งจอมยุทธ์ผู้พลิกชะตาฟ้าดิน มหากาพย์แห่งกระบี่นิรนามบทที่สิบสี่จบลงท่ามกลางการตื่นรู้ของัคราม และอนาคตที่กำลังสั่นะเืยุทธภพ!