*สืบสู้ผี ภาค 2 ,13 กุญแจเปิดนรก*
ทะเลทราย... ทะเลทรายร้อนระอุ ! นี่คือชายขอบชายแดนของความแห้งแล้งร้อนแรงที่อยู่ภายนอกห้องใต้ดิน ไกลออกไปลิบๆข้างหน้านั่น คือแนวเขาสูงที่ในส่วนบนถูกปกคลุมไปด้วยเมฆหมอกจนไม่อาจจะมองเห็นส่วนที่เป็นยอดเขาได้อย่างชัดเจน นี่เป็นภูมิประเทศที่มีความขัดแย้งกันอย่างรุนแรงเมื่อเปรียบเทียบกับส่วนที่มีความแห้งแล้งกันดารอันแสนสาหัสในรอบบริเวณที่พวกเรากำลังยืนมองอยู่ตรงจุดนี้
ผมเหลียวกลับไปมองด้านหน้าประตูของห้องใต้ดินที่อยู่ด้านหลังพวกเราอย่างอัศจรรย์ใจเหลือประมาณ ก็เพราะก่อนที่พวกเราจะออกจากห้องใต้ดินมายืนเหงื่อตกด้วยความรุ่มร้อนกันอยู่ตรงนี้ ผมก็คิดไว้ก่อนหน้านี้ว่าพวกเราก็คงจะออกมาเจอโถงทางเดินใต้ดินช่วงสั้นๆเหมือนกับตอนแรกที่เราเข้ามา แต่นี่กลับกลายเป็นว่า นอกจากไม่มีโถงทางเดินใต้ดิน กลับไม่มีเส้นทางใดๆที่จะนำให้เรากลับไปยังห้องเก็บของที่อยู่ในบ้านแฝดได้เลย พูดง่ายๆได้ว่า ตอนนี้พวกเราเหมือนหลุดออกมาอยู่อีกมิติหนึ่งที่ไม่ใช่โลกเดิมของเราอีกต่อไป
ที่อยู่ด้านหลังและด้านข้างของหน้าประตูห้องใต้ดินกลับเป็นเนินสันทรายลูกใหญ่ลูกหนึ่งราวกับว่ามันได้โอบอุ้มหรือกลบฝังห้องใต้ดินไว้จนเหลือเพียงช่องประตูทางเข้าห้องที่ได้โผล่พ้นสันทรายออกมาเพียงส่วนเดียวเท่านั้น ที่เหลือจากนั้นก็ไม่มีอะไรอื่นๆอยู่รอบๆอีกนอกจากทรายและทรายร้อนๆเท่านั้น แปลกนะ ห้องใต้ดินที่ซ่อนเร้นอยู่ภายใต้บ้านแฝดมันได้กลายเป็นยานอวกาศที่เคลื่อนที่พาพวกเรามายังสถานที่อันพิลึกกึกกือนี่หรืออย่างไร ผมยังคงใช้เล็บหยิกตัวเองอยู่อีกหลายครั้ง และก็ไม่เห็นว่ามันจะตื่นจากฝันร้ายนี้ไปได้อย่างไร ?
"ห้องใต้ดินไม่ได้พาเรามาที่นี่หรอกนะ..." พี่เมฆพูดออกมาเหมือนจะเดาความคิดของผมได้ในระดับหนึ่ง
"ครับ เมื่อกี้ผมรู้สึกอย่างนั้นจริงๆ" ผมหันไปเลิกคิ้วมองพี่เมฆเป็นเชิงถาม "แล้วตกลงห้องใต้ดินมันมาอยู่ตรงทะเลทรายนี้ได้อย่างไรครับพี่เมฆ ?"
"น่าจะป็นเพราะกุญแจนั่นแหล่ะคะพี่กิต " ไอริณกลับชิงตอบขึ้นมาซะก่อน "ใช่ไม๊คะพี่เมฆ ?"
พี่เมฆพยักหน้าช้าๆ "ถูกแล้วหนูไอริณ เมื่อพวกเราได้หลุดมาอยู่ในอีกสถานที่แบบนี้แล้ว พี่ก็มั่นใจว่า เจ้ากุญแจดอกที่กุสุมาได้มาเก็บไว้นั้น มีคุณสมบัติพิเศษที่จะสามารถไขประตูบางอย่างให้เปิดไปสู่สถานที่อื่นๆหรือโลกอื่นๆได้อย่างแน่นอน เพราะเรืองพวกนี้พี่ก็เคยได้ยินมาบ้างในครั้งอดีตเมื่อนานมาแล้ว"
พอพี่เมฆบอกอย่างนี้ จันที่กำลังยืนอ่อนระโหยโรยแรงเพราะยังไม่หายจากอาการตื่นตระหนกกับเหตุการณ์ที่ผ่านมาก็รีบถลาเข้ามาที่พี่เมฆทันที
"เพราะกุญแจนั่นเหรอครับพี่เมฆ งั้นถ้าเราได้กุญแจนั่นมา เราก็สามารถจะไขประตูกลับบ้านของเราได้ใช่ไหมครับ ? ถ้างั้นเราก็รีบไปตามยัยแมวประหลาดนั่นกันเถอะครับ ?" จันพูดรัวๆออกมาด้วยความตื่นเต้น
พี่เมฆมองหน้าจันยิ้มๆ "ฉันเข้าใจความรู้สึกของจันนะ และก็ไม่มีใครอยากจะมาตกอยู่ในโลกประหลาดที่เราไม่คุ้นเคยอย่างนี้อยู่นานๆหรอก แต่ว่า..."
แล้วพี่เมฆก็หันมามองผมกับไอริณ "แต่ว่าดูแล้วเจ้าดอกกุญแจดอกนั้นอาจจะต้องใช้ไขกับประตูพิเศษที่ทำมาสำหรับกุญแจนั้นโดยเฉพาะก็ได้"
"เหรอครับ.... นี่หมายความว่ายังจะมีความยุ่งยากตามมาอีกถ้าเราได้กุญแจดอกนั้นมางั้นสิครับ" ผมมองหน้าพี่เมฆกับไอริณสลับกัน "ถ้างั้น คุณสมบัติพิเศษของดอกกุญแจไม่ใช่ว่าจะไขประตูอะไรแล้วก็จะพาเรากลับโลกของเราได้ แม้ว่าเราจะหากุสุมาเจอและเอากุญแจนั่นมาได้ก็ตาม ใช่ไหมครับ ?"
ก่อนพี่เมฆจะตอบ เขาหันไปมองสิงห์ในร่างของนุชที่ยืนแยกห่างจากพวกเราไปหน่อยหนึ่ง สายตาของสิงห์นั้นกำลังเหม่อมองไปที่ทิวเขาไกลๆที่ถูกปกคลุมไปด้วยเมฆหมอกที่ส่วนบนจนมองไม่เห็นยอดนั้น
"เรื่องของกุญแจทั้ง 13 ดอกที่พี่เคยได้ยินตำนานมาอย่างลางๆนั้น ถ้าจำไม่ผิด แต่ล่ะดอกล้วนจะมีคุณสมบัติเฉพาะตัวของตัวเอง ดอกที่เรากำลังพูดถึงกันอยู่นี้ก็คงจะมีคุณสมบัติพิเศษและเงื่อนไขการใช้อย่างที่น้องกิตติว่านั่นล่ะ ที่จริงเรื่องพวกนี้ิคนที่น่าจะอธิบายได้ดีที่สุดก็คือสิงห์ล่ะนะ"
"ตำนานพวกนี้ ริณก็เคยได้ยินพี่สาวของริณเล่าให้ฟังอยู่บ้างเหมือนกันค่ะ " ไอริณเอ่ยขึ้น "โดยเฉพาะเรื่องของดอกกุญแจที่ใช้เปิดไปสู่สถานที่ต่างๆที่อยู่ห่างไกลคนล่ะทีกัน และก็ถ้าริณจำได้ไม่ผิดเหมือนกัน ก็ดูเหมือนพี่สาวของริณจะบอกว่า มีประตูอยู่หลายประตูแต่อยู่ต่างสถานที่และอาจจะอยู่ต่างโลกกันที่สามารถใช้ดอกกุญแจดอกนี้ไขเพื่อเปิดไปสู่สถานที่หรือมิติที่ต้องการจะไปได้ เพียงแต่ว่า พี่สาวของริณเองก็ไม่สามารถจะบอกได้เหมือนกันว่า ประตูที่สามารถใช้กับกุญแจดอกนี้ได้มีอยู่ที้ไหนกันบ้าง"
"ถ้าอย่างนั้น เราก็ไม่ต้องห่วงว่า ถ้าได้กุญแจดอกนั้นมาแล้ว จะต้องเอามาใช้กับประตูห้องใต้ดินนี้อย่างเดียวเท่านั้นสินะ" ผมสรุป
"ใช่แล้วน้องกิตติ " พี่เมฆพยักหน้า "ถ้าหากว่าตำนานที่พี่กับที่หนูไอริณได้ยินมานี้เป็นเรื่องจริงและถูกต้องล่ะนะ แต่ถ้าไม่มีประตูอื่นๆให้ไขได้ เราก็อาจจะต้องเอากุญแจกลับมาไขที่นี่ ซึ่งตอนนั้นเราจะยังหาประตูนี้เจอหรือเปล่าก็ไม่รู้ เพราะเพียงไม่นานทรายรอบๆบริเวณนี้ก็จะกลบหน้าประตูนี้ทั้งหมด"
"ถ้าเหตุการณ์บังคับให้เราต้องกลับมาที่จุดนี้จริงๆ เราก็จะช่วยกันหาหน้าประตูทางเข้านี้ให้เจอกันจนได้ล่ะค่ะ ริณค่อนข้างมั่นใจว่าเราจะหากันเจอนะคะพี่เมฆ" ไอริณบอก
"งั้นพวกเราก็รีบออกเดินทางไปตามหากุสุมากันเถอะครับ ผม..." ผมพูดไม่ทันจบคำก็รู้สึกเหมือนจะหน้ามืดขึ้นมาปุปปับ แล้วไอริณก็รีบเข้ามาประคองต้นแขนของผมไว้
"พี่กิตเป็นอะไรคะ... ดูสีหน้าซีดๆนะคะเนี่ย ?"
ผมสบัดหัวไปมาสองสามครั้ง "น้องริณ อากาศที่นี่ร้อนมากๆ และอย่าลืมว่าพวกเรายังไม่ได้กินอะไรกันเลยมาตั้งหลายชั่วโมงแล้วนะ เมื่อกี้พี่รู้สึกหน้ามืดๆเหมือนจะเป็นลมขึ้นมาล่ะ"
แล้วสิงห์ก็เดินเข้ามาหาพวกเรา มือหนึ่งเขาจับข้อมือผมไว้ ส่วนอีกมือหนึ่งเขาชี้ไปที่ทิวเขาที่อยู่ลิบๆนั่น ปากของเขาก็พูดอะไรออกมาใดยไร้สุ้มเสียงเหมือนเดิม
"เขาพูดว่าอย่างไรเหรอ ?" ผมหันไปถามไอริณกับพี่เมฆ
"เขาบอกให้พวกเรารีบเดินทางไปที่ทิวเขาข้างหน้านั่น " พี่เมฆตอบ "เขาว่าที่นั่นหาอาหารได้ และอากาศเย็นกว่าตรงนี้มาก"
"เหรอคะพี่เมฆ งั้นเราก็ออกเดินทางไปที่นั่นก่อนเถอะค่ะ เพราะริณก็เริ่มหิวเหมือนกันแล้วค่ะ"
ขณะที่ผมเริ่มก้าวตามไอริณและสิงห์ที่ออกเดินนำหน้าไป พี่เมฆก็พูดมาอีกว่า "อีกอย่างหนึ่งนะ ที่สิงห์เขาบอกมาเมื่อกี้..."
ผมกับไอริณรวมทั้งจันรีบหันกลับไปมองพี่เมฆที่กำลังก้าวขาตามเรามา
"สิงห์เขาบอกอีกว่า นอกจากจะหาอาหารได้ แต่กลับมีอันตรายอยู่รอบด้านทีเดียว ขอให้พวกเราระวังตัวกันให้หนักเมื่อเดินทางไปถึงที่นั่นแล้ว เพราะอย่าลืมว่าที่นี่คือ ชายขอบของนรก !"
คำหลังของพี่เมฆช่างฟังดูน่าสยดสยอง แต่ก็ไม่มีหนทางอื่นใดให้เราเลือกไป ดังนั้นเราจึงต้องออกเดินทางไปอย่างไม่มีทางเลี่ยง และถ้าโชคเป็นของเราแล้ว เราอาจจะได้เจอกับกุสุมาพร้อมกับกุญแจนั่นด้วยก็ได้...!
ราวห้าชั่วโมงผ่านไป โดยที่เราแทบจะไม่ได้หยุดพักการเดินทาง แต่ก็มีการพักหลบแดดอันร้อนแรงอยู่หลังสันทรายลูกใหญ่อยู่สองสามครั้งช่วงสั้นๆ แล้วเราก็บรรลุถึงเชิงเขาของทิวเขาขนาดใหญ่ในที่สุด ถึงตอนนี้พวกเราทั้งหมดต่างแทบจะล้มลงทั้งยืน เพราะต่างคนต่างเหนื่อยอ่อนระโหยโรยแรงไปตามๆกัน อีกทั้งชุดที่พวกเราสวมใส่กันก็ไม่ใช่ชุดที่จะใช้เดินทางฝ่าความทุรกันดารของทะเลทรายได้ดี ดังนั้นพวกเราจึงรู้สึกเหนื่อยอ่อนยิ่งกว่าเหนื่อยอ่อนกันถ้วนหน้า และถ้าไม่ใช่เป็นเพราะความหิวโหยที่ได้เข้ามาโจมตีที่ส่วนกลางของลำตัวผมมากขึ้นเรื่อยๆแล้ว ผมคงจะนอนสลบลงตรงนี้โดยไม่คิดที่จะเคลื่อนไหวไปไหนอีกเลย
แต่สำหรับกับสิงห์นั้น ทั้งๆที่เขาดูจะเหนื่อยอ่อนไปไม่น้อยกว่าคนอื่นๆ แต่เขากลับนั่งพักอยู่ไม่กี่นาทีก็ลุกขึ้นมาอย่างมั่นคงแข็งแรงเหมือนเดิม โดยที่ผิวพรรณอันอ่อนบางที่เป็นร่างของนุชในขณะนี้นั้นก็ดูแดงขึ้นมากราวกับว่าจะสุกไปกับแสงแดด แล้วเขาก็ชี้ขึ้นไปบนเนินเขาที่อยู่สูงขึ้นไปอีกระดับหนึ่ง พร้อมกับพูดอะไรออกมาอีก
"เขาพูดว่าไงครับพี่เมฆ ?" ผมเอ่ยถาม
"เจ้าสิงห์นี่มันไม่ใช่ธรรมดา นี่ขนาดมันอยู่ในร่างผู้หญิง แต่กลับมีกำลังของจิตวิญญาณอันแรงกล้าเข้มแข็ง" พี่เมฆกลับเอ่ยชมสิงห์ก่อนจะตอบผม "เอ่อ สิงห์บอกว่า เลยบนเนินนั่นขึ้นไปอีกหน่อย น่าจะมีต้นผลไม้อยู่.."
ไอริณที่กำลังนั่งพิงโขดหินอยู่รีบลุกเข้ามาที่ผมทันที "ไปค่ะพี่กิต ถ้าตรงนั้นพอมีผลไม้ป่าอยู่ เราก็จะต้องรีบไปเอามากินให้หายหิวกันก่อนนะคะ"
ผมค่อยๆขยับร่างกายอันเหนื่อยล้าลุกขึ้นตามไอริณที่กำลังไต่เนินเขาตามสิงห์ขึ้นไปโดยมีพี่เมฆตามผมมาไม่ห่าง แต่... แต่จันหายไปไหนกันล่ะนี่ ?
ผมเลือนสายตาลงไปข้างล่างเนินเขาที่อยู่ต่ำลงไป กลับมองเห็นจันยังนอนแผ่หราแน่นิ่งอยู่ที่เดิมนับจากตอนแรกที่เขาได้ล้มตัวนอนลงไปบนพื้นหญ้าตรงนั้น
"จัน...?!!" ผมตะโกนเรียกลงไป ทุกคนข้างบนเลยหันกลับไปมอง แต่จันก็ยังนอนแน่นิ่งอยู่เหมือนเดิม ผมเลยหยิบก้อนหินก้อนเล็กๆปาไปที่ร่างของเขาทันที "ลุกขึ้นมาเดี๋ยวนี้นะจัน ฉันรู้ว่าจันไม่เป็นอะไรถึงตายหรอก ตื่นขึ้นมาเดี๋ยวนี้ แล้วรีบตามขึ้นมาทางนี้เร็วๆ !"
แล้วจันก็ค่อยขยับแขนยกขึ้น "ผม... ผมไม่อยากไปไหนอีกแล้วล่ะพี่กิต ผมอยากจะตื่นจากฝันร้ายนี่สักที ผมอยากจะนอนหลับแล้วตื่นขึ้นมาพบหน้าเมียจ๋าของผมแล้วล่ะ.."
ผมไม่รู้จะทำอย่างไร แล้วพี่เมฆก็พูดขึ้นว่า "เออ... นอนต่อไปเถ๊อะว๊ะ แถวๆนี้น่าจะมีเสือชุกชุมด้วย ถ้าเสือคาบแกไปจะมาว่ากันไม่ได้นะโว๊ย ?!"
คำพูดของพี่เมฆได้ผล จันถึงกับดีดตัวผลุงขึ้นมาทันที "โฮๆๆแม่จ๋า แถวๆนี้ดันมีเสือซะอีก จะขอนอนหลับสักหน่อยยังไม่ได้เลยแม่จ๋า" จบคำของเขาแล้ว เขาก็รีบลุกขึ้นแล้วเริ่มไต่เนินเขาตามพวกเราขึ้นมา
"บรู๊วววววววว !" ทันใดนั้นเสียงหอนอันน่าขนลุกของสัตว์บางอย่างก็ดังขึ้นมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย แล้วจันก็ถึงกับสะดุ้งทำให้เกิดการเสียหลัก ร่างกายเลยไหลตกลงไปที่ปลายเนินข้างล่างทันที
"โอ๊ยตายแล้วแม่จ๋าๆ!" เขาอุทานออกมาได้สองคำแล้วร่างเขาก็ไปหยุดนิ่งอยู่ที่ปลายเนินนั้น
"จัน...?!" ผมเรียกเขาด้วยความเป็นห่วง "เป็นอะไรหรือเปล่า รีบใต่ตามขึ้นมาเร็วๆ !"
"บรู๊ววววววววววว !" เสียงหอนอันน่าขนลุกกลับดังขึ้นมาอีกครั้ง และครั้งนี้ดูเหมือนมันจะดังอยู่ไม่ไกลนัก จันนั้นถึงกับสะดุ้งขึ้นอีกเฮือกใหญ่ สายตาของเขาก็สอดส่ายไปรอบๆตัว ราวกับว่าเขาจะเห็นถึงความผิดปกติบางอย่างเข้ามาอยู่ในระยะใกล้ๆ
"พ... พี่... กิต " เสียงจันสั่นสะท้านขึ้นมา "ผ.... ผม... ผมเห็นอะไรอยู่ ท... ทางนั้น...?"
ผมรีบมองไปทางทิศที่สายตาของจันมองออกไป นั่นคือทิศที่เยื้องออกไปทางขวาอันปกคลุมไปด้วยกลุ่มต้นไม้ที่ไม่สูงเท่าไรนักแม้จะขึ้นอยู่อย่างหนาแน่น แต่ผมก็ยังมองไม่พบเห็นสิ่งผิดปกติใดๆในทิศนั้นเลยทั้งสิ้น
แล้วลูกหินลูกหนึ่งก็ตกกระทบกับพื้นๆใกล้ๆกับตัวผม ผมรีบหันขึ้นไปมองบนเนินที่อยู่สูงขึ้นไป เห็นสิงห์รีบโบกไม้โบกมืออย่างเร่งร้อนเพื่อให้ผมขึ้นไปเร็วๆ นี่มันราวกับว่าที่ข้างล่างนั่นมันจะต้องมีสัตว์ร้ายหรืออะไรบางอย่างที่มันน่ากลัวป้วนเปี้ยนอยู่แถวๆนั้นแน่ๆ
"ไม่... เราต้องให้จันตามขึ้นมาก่อน !" ผมตะโกนขึ้นไปโดยที่ไม่ไต่ขึ้นไปให้สูงกว่าเดิมอีก
"จัน...! รีบขึ้นมาสิ ! จะให้ฉันลงไปหิ้วจันขึ้นมาหรือยังไงกันล่ะนี่ ?!" ผมเรียกลงไปอีกครั้ง แล้วไอริณก็เรียกลงไปอีกเสียง แต่จันนั้นยังคงยืนแน่นิ่งอยู่ที่เดิม อาการกิริยาของเขาในตอนนี้นั้นมันดูราวกับว่าเขากำลังตกอยู่ในอำนาจสะกดของอะไรบางอย่าง
"จันนนนน....!" แล้วเสียงเรียกอันกึกก้องทรงพลังอย่างหนึ่งก็ดังออกไป และเสียงนี้ก็คือเสียงของพี่เมฆนี่เอง
และมันก็ได้ผลอย่างประหลาด หรือว่าเสียงของพี่เมฆนั้นจะแฝงไปด้วยเวทมนต์ผมก็ไม่แน่ใจ แต่จันนั้นรีบหันขวับขึ้นมาทางพวกเราทันที แล้วก็ดูหมือนเขาจะรู้สึกตัวหลุดจากการสะกดของอำนาจลึกลับบางอย่างทันทีเช่นกัน เขาทำท่าล่อกแล่กเหลียวไปเหลียวมาอยู่ชั่ววูบ แล้วก็รีบไต่ขึ้นมาบนเนินอย่างรวดเร็ว และมันก็เร็วซะยิ่งกว่าพวกเราที่ปีนขึ้นมาก่อนหน้านี้ซะอีก !
ครู่ต่อมาเมื่อจันไต่เนินขึ้นมาจนถึงผมและพี่เมฆแล้ว เราก็รีบไต่ต่อขึ้นไปจนไปถึงจุดที่สิงห์กับไอริณรออยู่ก่อนแล้ว และจังหวะนี้เองที่สิ่งลึกลับที่น่ากลัวบางอย่างก็ได้เยื้องย่างออกมาให้เราได้เห็นตัวของมันอย่างชัดเจน !
คุณพระ...! ผมแทบไม่อยากจะเชื่อสายตาของตัวเองเลย เจ้าสิ่งที่มันยืนสี่ขาอยู่ข้างล่างนี้มันตัวใหญ่ราวกับม้ายักษ์ ! และถ้ามันปีนเนินเขาหรือกระโดดไต่ขึ้นมาตรงที่พวกเราเกาะกลุ่มกันอยู่แล้ว มันก็คงจะใช้เวลาเพียงแค่พริบตาเดียวเท่านั้น...!
เจ้าอสูรสี่ขาแหงนหน้ามองพวกเราพร้อมกับพ่นลมหายใจอันหนักหน่วงรุนแรงออกมาจนแม้แต่หินก้อนเล็กๆบนเนินเขาข้างล่างนั้นต่างก็ปลิวกระเด็นกระดอนหายไป
แล้วดวงตาที่แดงฉานทั้งคู่ของมันนั้น ก็เพ่งมองมาที่พวกเราอย่างข่มขวัญ !
ให้ตายสิ...! ถ้าผมใจเสาะกว่านี้อีกนิดเดียว ผมอาจจะตกใจจนล้มกลิ้งลงไปเป็นเหยื่อของมันข้างล่างโดยไม่รู้ตัวเลยก็ได้... และ และนี่มันจะกระโจนขึ้นมาถึงบนนี้หรือเปล่าล่ะนี่ ? เพราะถ้ามันกระโจนขึ้นมาที่พวกเราในตอนนี้แล้ว พวกเราทั้งหมดก็คงจะจบสิ้นกันทันที...?!!
(โปรดติดตามในบทต่อไป เร็วๆนี้นะครับ)