ยามนี้นับจากวันที่ฮ่าวเทียนและเทียนอวิ๋นจากไป นับเป็เวลา 1 ปีเต็มแล้ว สำนักศึกษามีการสอบใหญ่ของนักเรียนใหม่และงานคัดเลือกศิษย์ที่มีพร์โดดเด่นเข้าร่วมการประลองยุทธ์ภายในสำนัก งานประลองนี้ถือได้ว่าเป็พิธีใหญ่ของสำนักทีเดียว เนื่องจากการจับตาดูของเหล่าผู้นำตำหนักต่างๆเพื่อดึงตัวเหล่าผู้เยาว์เปี่ยมพร์เข้าสืบทอดวิชาในตำหนักของตน ทั้งยังคะแนนหมื่นเมฆามากมาย รวมถึงรางวัลวิเศษต่างๆ แต่สิ่งเหล่านี้นับว่าเป็เื่ไกลตัวนักเรียนฝึกหัดตำหนักนอกนัก ขั้นต่ำของผู้เข้าร่วมงานประลองก็อยู่ในระดับปราณก่อตั้งแล้ว นักเรียนใหม่จึงได้แต่เฝ้าฝันเท่านั้น แม้ลานประลองกลางของสำนักวันนี้ครึกครื้น ฝั่งที่นั่งของศิษย์ตำหนักชั้นเรียนฝึกหัดภายนอกยังคงว่างปล่าว เพราะการสอบวัดผลใหญ่ปลายปียังไม่เสร็จนั่นเอง หากมาถึงอย่างไรคงเป็ได้เพียงผู้เข้าชม..ท่ามกลางความวุ่นวายอึกทึกในลานประลองกลางของสำนัก ปรากฏสุ้มเสียงหนึ่งดังขึ้น
“ ข้าหลี่มู่รับฟังคำท่านหญิง ให้นักเรียนของตำหนักฝึกหัดภายนอกเข้าร่วมได้ห้าคนเป็เช่นไร ? ” เ้าตำหนักฝึกหัดตอบกลับประมุขด้วยความพอใจ อาจารย์ในชั้นเรียนฝึกหัดคนหนึ่งกล่าวกระซิบต่อนาง
“ นี่...ท่านเ้าตำหนัก ข้าเห็นว่ามันอันตรายนะท่าน นักเรียนที่กล้าแกร่งพอของเราต่างเลื่อนชั้นไปสู่ชั้นเรียนสูงกว่านี้แล้ว ตอนนี้มีเพียงศิษย์ใหม่เท่านั้น อย่างไรไม่อาจ....” นางรับฟังด้วยสีหน้าเฉื่อยชาก่อนจะกล่าว
“ ข้ามีความคิดอ่านของตัวเองแล้ว ท่านมิต้องห่วงไป...” เหล่าคณาจารย์ฟังคำด้วยความวิตกกังวล นางส่งศิษย์คนแรกลงไปลานประลอง ด้วยกฏการประลองที่ไม่จำกัดเทคนิควิชาและอาวุธใด ทำให้การประลองอันตรายนัก าเ็ถือว่าธรรมดา เหล่าศิษย์ตำหนักภายนอกส่งเสียงซี้ดซ้าดด้วยความหวาดกลัว เด็กน้อยห้าคนนี้ไม่ต่างกับเครื่องสังเวยโดยแท้ เมื่อเริ่มประลองแล้วไม่อาจหยุดได้จนกว่าจะตกเวทีหรือสิ้นสภาพเท่านั้น...
เป็ไปดังคาด นักเรียนคนแรกปลิวกระเด็นไม่ถึงสามกระบวน คนที่สองตั้งรับไว้ได้ก็ร่วงเวทีไม่ถึงสามนาที หากว่าคนที่สามนี้เองเปล่งรัศมีที่ไม่น่ามีจากชั้นเรียนนี้ออกมา พร้อมอาวุธคู่กายของนาง ทวนจันทร์ขาว ครั้งหนึ่งเป็อาวุธคู่กายของแม่ทัพหลินฝ่ายเหนือ ยามนี้อยู่ในมือนาง ชัดเจนว่านี่คือ หลินเว่ยซิน! เสียงกระซิบอืออาเจื้อยแจ้วทั้งลานประลอง ประมุขพรรคถึงกับเอ่ยคำ
“ แม่ทัพหลินผู้ยิ่งใหญ่ ส่งเสียบุตรแทบทุกคนเข้าเรียนที่สำนักข้า นับว่าเป็บุญวาสนานัก ยามนี้มีเด็กหญิงตัวน้อยมาอีก ทว่าพลังปราณเข้าสู่ปราณแท้จริงขั้นที่ 2 แล้ว อายุอานามนี้เรียกได้ว่าอัจฉริยะ ดี ดีมาก! ” ความพอใจของหลี่มู่ทำให้เ้าตำหนักภายนอกบางคนริษยา ส่งศิษย์ตนลงมาประลองกับเว่ยซิน แม้คนที่ส่งมาอยู่ระดับสูงกว่านาง 1 ถึง 2 ชั้นย่อยทั้งสิ้น กลับพ่ายแพ้ต่อนาง คนแล้วคนเล่า ยามทวนจันทร์ขาวโบกสะบัด ผนวกท่าร่างประจำตระกูลของนาง ราวกับนางฟ้านาง์กำลังร่ายรำ บริสุทธิ์ขาวโพลนทว่าทรงพลังนัก แม่ทัพหลินฝ่ายเหนือยิ่งใหญ่ได้ปานนี้ด้วยว่าเคล็ดวิชากลืนตะวันตกทอดจากบรรพบุรุษ ควบคุมบงการแรงโน้มถ่วงดังใจนึก! ทว่าคู่ประลองคนต่อไปของนางนับว่าเกินตัวนัก
ยามนี้เ้าตำหนักยอดยุทธ์ภายนอกไม่อาจอดกลั้นได้อีก
“ จื่อหลิง เ้าลงไปสยบความโอหังของนางซะ ” นางพูดด้วยสีหน้าเรียบชา ยามนี้จื่อหลิงเหาะเหินลงยังเวที ต่อหน้าสายตาของเว่ยซิน นางจำได้ทันที เ้าั์ตัวโตนี่คือศิษย์พี่ของหยางเว่ยเทียนที่ทำร้ายนางและฮ่าวเทียนในคราก่อนนั่นเอง
“ ศิษย์น้อง ข้ารับคำสั่งเ้าตำหนักปราบเ้า ทว่าไม่อยากทำร้ายหญิงสาวนัก โปรดยอมแพ้แต่โดยเร็วเถอะ เ้าวันนี้แสดงฝีมือเป็ที่ประจักษ์พอแล้ว... ” ทั้งลานประลองให้ความสนใจการประลองคู่นี้นัก ปราณแท้จริงขั้นที่ 2 กับปราณก่อตั้งขั้นที่ 1 อย่างไรไม่อาจเทียบกันได้ ข้างหูประมุขพรรคพลันได้ยินเสียง
“ ท่านประมุข ข้าว่าเราหยุดการประลองดีรึไม่ หากท่านหญิงน้อยาเ็สาหัสขึ้นมาเราจะแย่เอานะท่าน ? ” ประมุขหลี่ไม่สนใจ พลันกล่าว
“ เป็นางยืนหยัดด้วยตนเอง วิถีฝึกยุทธ์เป็เช่นนี้แล มียอดชายก็ย่อมมียอดหญิง แพ้ก็ต้องสมศักดิ์ศรี พ่อของนางเองไม่มีทางว่ากระไร เ้าไม่ต้องห่วง... ” การประลองเริ่มต้นขึ้น เว่ยซินไม่รีรอง้างทวนจันทร์ขาวขึ้นเสียดฟ้าทุบทำลายอีกฝ่าย จื่อหลิงด้วยความประมาทไม่ใช้ออกด้วยพลังยุทธ์กลับรับทวนด้วยมือเปล่า เว่ยซินเห็นดังนั้นจึงเปลี่ยนท่วงท่ากลางอากาศ
“ กระบวนยุทธ์กลืนตะวัน : จันทราดับสูญ! ” ทั้งเวทีสั่นะเืด้วยแรงโน้มถ่วงกดลงก่อนรวมเข้าสู่ปลายทวนเป็จุดศูนย์กลาง ทุบทำลายสองแขนของจื่อหลิงเต็มกำลัง จื่อหลิงแม้รับไว้ได้ กลับปรากฏาแบนแขนมัน เืสีแดงสดไหลอาบทั้งแขน
“ ยัยเด็กนี่! ” จื่อหลิงยามนี้แม้ไม่ได้รับาเ็มากเท่าใด แต่ตนกลับััได้ถึงรัศมีกดดันเย็นวาบจากเ้าตำหนักของมัน คล้ายบอกเป็ลางว่ารีบๆจบรอบนี้เสีย มันไม่รีรอด้วยกลัวลงโทษ ปราณสีม่วงก่อตัวลุกท่วมกายของมันก่อนจะก่อเกิดเป็อสรพิษเก้าหัวขึ้น
“ โอ้ ดูนั่น จื่อหลิงเป็ถึงศิษย์ชั้นนำของตำหนักเพลิงม่วง เมื่อผู้ฝึกยุทธ์เข้าสู่ชั้นก่อตั้ง จะก่อกำเนิดจิตตนเป็รูปร่างได้ อสรพิษเก้าหัวน่าเกรงขามนัก! ”เว่ยซินแม้ยังคงสีหน้าเรียบชากุมทวนจันทร์ขาวไว้ด้วยความตั้งมั่น แต่พลังตรงหน้านางกดทับร่างจนไม่อาจหายใจสะดวกนัก นางไม่รีรอทุบทำลายอีกฝ่ายด้วยท่วงท่าราวกับร่ายรำของนาง ตูมม! จื่อหลิงยามนี้ไม่เพียงไม่ป้องกัน ยืนนิ่งรับทวนของนางไว้ด้วยเกราะปราณ เว่ยซินกระเด็นไปไกลบังเกิดโลหิตที่มุมปากของนาง ทั้งสองมือสั่นเทิ้มด้วยความเ็ป นางยามนี้าเ็ทั้งภายในภายนอก กลับไม่ยอมแพ้สู้สุดใจ ทั้งเวทีประลองต่างส่งเสียงให้นางยอมแพ้ ฝั่งชั้นเรียนฝึกหัดตำหนักภายนอกก็เช่นกัน
“ ท่านเ้าตำหนัก เรียกเว่ยซินกลับมาเถอะท่าน ข้าไม่อาจทนดูต่อไปแล้ว! ” นางกลับไม่สนใจคำ มองเหม่อไปบนฟ้า พลันกล่าว
“ ที่สุดก็มาแล้ว! ” บนเวทียามนี้จื่อหลิงที่กำลังเบื่อหน่ายกับการประลอง ไม่อาจอดทนต่อไป ฟาดแขนออกเป็แนวขวาง ปลดปล่อยปราณอสรพิษเพลิงม่วงติดตาม เว่ยซินที่าเ็รวยรินได้แต่ยืนมองรอรับชะตากรรมบังเกิดเสียงดังสนั่นลั่นฟ้าขึ้น ตูม!! ทุกสายตาอึ้งตะลึงไม่อาจเอ่ยคำใด เหล่าเ้าตำหนักบางคนถึงกับลุกขึ้นยืน ไม่เชื่อภาพสายตาตรงหน้า บนเวทีควันโขมงบดบังสายตาพวกมันจนค่อยๆจางลง ภาพที่เห็นคือเด็กหนุ่มหล่อเหลากำยำคนนึงโอบอุ้มร่างเว่ยซินไว้ จื่อหลิงที่แสดงฝีมือทรงพลังเมื่อครู่ยามนี้ ร่างถูกฝังจมลึกอยู่ในกำแพงเวทีประลองอีกด้านหนึ่ง ท่ามกลางความเงียบงันเด็กหนุ่มพลันกล่าว
“ เห็นชัดว่าเว่ยซินหมดสภาพแล้วยังจะทำร้ายจู่โจม ศิษย์มาหยุดการประลองไว้นับว่าสมควรรึไม่ ท่านเ้าตำหนัก? ” เด็กหนุ่มมองไปยังเ้าตำหนักชั้นเรียนฝึกหัดภายนอกด้วยสายตาเยียบเย็น... เ้าตำหนักถึงกับลุกขึ้นช้าๆด้วยตกตะลึง
“ สมควร สมควรแล้ว เพียงแต่ เ้า เ้าใช่ฮ่าวเทียนรึ เด็กน้อยวันนั้น นี่... ” ความตกตะลึงของนางไม่ทันสิ้นสุดกลับปรากฏเสียงดังข้างหูพร้อมร่างเงาผู้หนึ่ง
“ ท่านเ้าตำหนัก สาแก่ใจท่านแล้วกระมัง ปีศาจน้อยยามนี้ แม้แต่ข้าไม่อาจหยุดยั้ง... ” เหล่าคณาจารย์หันขวับไปยังร่างเงา พบเทียนอวิ๋นยืนกุมแขนด้วยสีหน้าซีดชา
“ ท่านอวิ๋นกลับมาแล้ว ท่าน ท่านาเ็? ” เทียนอวิ๋นตอบคำ
“ รอยแผลนี้ไม่เ็ปอันใด ตรงข้าม มันสร้างความพึงใจแก่ข้านัก! ” บนเวทีฮ่าวเทียนสบตาเว่ยซินในอ้อมอกพร้อมกล่าว
“ เว่ยซิน ผ่านไปปีนึง ดูเ้างดงามขึ้นเยอะนี่ ” เว่ยซินมองดูฮ่าวเทียนที่กำลังมองสองตาของนางด้วยความอ่อนโยน
“ กลับมาแล้ว มาเสียที เ้าคนต่ำช้าผิดคำพูด เ้าทิ้งข้าไปเป็ปี ที่สุด...ก็กลับมาแล้ว ” สองตาเอ่อท้นด้วยน้ำตาของนาง ฮ่าวเทียนยืดอกตอบกลับนางด้วยความตั้งมั่น
“ เว่ยซิน ข้ากลับมาแล้ว! ”