ตอนที่ 29
ดวงตาแห่งเซอร์เบอร์รัสนำทางกลุ่มของคนในชุดสูทสีเทาเข้มมาหยุดอยู่หน้าประตูบานหนึ่ง
อึดใจต่อมาแสงสีแดงอันเจิดจ้าของมันก็ค่อยๆ หรี่ลงแล้วกลายเป็เพียงลูกแก้วสีแดงหม่นธรรมดาลูกหนึ่ง เคสเชอร์มองประตูห้องผู้ป่วยอันเรียบหรู แล้วเลื่อนสายตาไปมองชื่อของผู้ป่วยที่นอนรักษาตัวอยู่ในห้อง จากนั้นจึงเอื้อมมือไปเลื่อนบานประตูอย่างระมัดระวัง
‘ไอแซ็ก เคร์ยตัน’
กลุ่มของหน่วยชำระผู้พยาบาทราวหกคนหิ้วกระเป๋าเครื่องมือเข้าไปในห้องพักผู้ป่วยอันหรูหรา
ในยามที่พวกเขาก้าวเข้ามาในห้องอันสลัว ภาพของชายหนุ่มผู้ผอมโทรมที่นอนอยู่บนเตียงโดยมีเครื่องพยุงชีพคอยรักษาลมหายใจอยู่นั้น ทำให้ดวงตาของพวกเขาวูบไหว
“นี่คือแซ็กเหรอ?” เอ็ดวินมองร่างอันน่าเวทนาที่เต็มไปด้วยสายระโยงระยางพลางเอ่ยเสียงเบาออกมาอย่างอดที่จะสงสารเ้าเด็กหนุ่มคนนั้นไม่ได้
“ไม่เหมือนเลยเนอะ หมอนั่นดูมีชีวิตชีวากว่านี้” แฟร์ออกความคิดเห็นอย่างไม่เชื่อสายตา ขณะที่ในหัวของเขาก็นึกถึงใบหน้ากวนๆ ของแซ็กที่เมื่อเย็นวานนี้ติดตามพวกเขาไปประชุมที่แดนนรก
“...เพราะิญญาของเขาไม่ได้อยู่ที่นี่” เคสเชอร์เอ่ยเสียงขรึม เขามองร่างของ ‘เพื่อน’ ด้วยสายตาอันสั่นไหว ใจของเขาในตอนนี้อดที่จะสงสารแซ็กไม่ได้
ทำไมนายถึงได้ซวยแบบนี้กันนะเพื่อน? เคสเชอร์เอ่ยถามร่างของแซ็กอยู่ในใจด้วยความรู้สึกหนักอึ้งกับการที่จะต้องเห็นสภาพอันน่าสังเวชของแซ็กที่ยังมีลมหายใจอยู่บนเตียง
“ระวัง!” เอ็ดวินอุทานเสียงหลงพลางรั้งแขนของเคสเชอร์เอาไว้ เมื่อพวกเขาก้าวเข้าไปใกล้ร่างของแซ็ก วงแหวนสีแดงขนาดใหญ่พลันเปล่งแสงออกมาจากใต้เตียงผู้ป่วย
ชั่วนาทีต่อมาลำแสงสีแดงอันแสบตาก็ค่อยๆ แปรเปลี่ยนเป็วงแหวนอักขระขนาดใหญ่โอบล้อมเตียงของแซ็กเอาไว้ราวกับเป็อักขระของแท่นบูชาอย่างไรอย่างนั้น
“นี่มัน!!” แฟร์เอ่ยเสียงต่ำ ดวงตาสีครามหลุบมองวงเวทย์บูชาซาตานขนาดใหญ่ที่เปล่งแสงอยู่บนพื้นด้วยความตึงเครียด
“ที่แท้วงเวทย์สุดท้ายก็อยู่กับเขามาตลอด! เตรียมศิลาผนึกวงเวทย์ เราจะใช้มันปกป้องร่างของแซ็ก!!!” เคสเชอร์มองวงเวทย์สุดท้ายด้วยความตกตะลึง ในอึดใจต่อมาเขาก็รวบรวมสติแล้วหันไปสั่งการเพื่อนร่วมทีมเสียงเข้มทันที
ชั่วนาทีถัดมากลุ่มของเขาก็วางศิลาผนึกวงเวทย์ลงบนวงแหวนที่อยู่รอบเตียงผู้ป่วยได้สำเร็จ ในยามที่ศิลาเปล่งแสงสีเงินออกมาคือ เวลาที่เคสเชอร์ถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งใจที่ทุกอย่างลุล่วงไปได้ด้วยดี
…ที่เหลือก็แค่ให้กลุ่มของเฮ็กส์เตอร์ทำลายผลึกแก่นิญญาที่มิติกึ่งกลางเท่านั้น
อาคารสำนักงานิญญายังคงตั้งตระหง่านอย่างมั่นคงท่ามกลางกระแสลมที่พัดกระหน่ำเข้ามา ขณะที่รัศมีหนึ่งกิโลเมตรจากตัวอาคารถูกปกคลุมโดยกลุ่มควันทมิฬ กระแสลมจากพายุอันรุนแรงทำให้ชุดสูทสีเทาของเหล่าผู้นำทางิญญาและหน่วยชำระผู้พยาบาทโบกสะบัดไปข้างหลังอย่างรุนแรง
กลุ่มของแซ็กรุดไปหาเฮ็กส์เตอร์ ซึ่งในตอนนี้เดินนำทุกคนออกมาจากอาคารสำนักงานด้วยท่าทางอันเยือกเย็น
“มันเข้ามาได้ยังไง?” ในยามที่หยุดอยู่เบื้องหน้าหัวหน้าหน่วยชำระผู้พยาบาท แซ็กก็เอ่ยถามด้วยสุ้มเสียงอันตึงเครียดทันที
“ทางช่องว่างที่เชื่อมต่อกับแดนนรก” เฮ็กส์เตอร์เอ่ยถึงช่องว่างเล็กๆ ของทั้งสองดินแดนที่เชื่อมกันเสียงต่ำ
การที่เฮ็กส์เตอร์คาดเดาได้ง่ายแบบนี้ อาจเป็เพราะทางทิศตะวันตกของเมืองมีช่องว่างขนาดเล็กที่เชื่อมต่อแดนนรกอยู่ แต่รายละเอียดที่ว่า มันหลบหนีออกมาจากนรกอย่างไร
…เื่นี้แม้แต่เขาเองก็คิดหาคำตอบไม่ได้เหมือนกัน
อีวานมองรอบตัวที่เต็มไปด้วยเพื่อนร่วมงานของเขาซึ่งในตอนนี้ถือก้อนศิลาสีน้ำเงินเข้มเอาไว้ในมือ โดยมีอาวุธหลายชนิดเหน็บอยู่กับตัว ขณะที่บางส่วนก็วางอาวุธไว้ใกล้ๆ ในท่วงท่าที่พร้อมต่อสู้กับเพอร์เทอร์บาทอร์
“แล้วท่านเซซีลเลียสไปไหน?” อีวานอดที่จะเอ่ยถามด้วยความรู้สึกอันหนักอึ้งไม่ได้
“ท่านเซซีลเลียสล่วงหน้าไปผนึกประตูห้องโถงตัดสินชะตาแล้ว” เฮ็กส์เตอร์ตอบเสียงขรึม ขณะที่ดวงตาของเขาเลื่อนไปมองใบหน้ากวนๆ ของอดีตผู้ชำระความพยาบาทระดับตำนานที่ยืนอยู่ใกล้ๆ กับแซ็ก
“พวกนายต้องมาช่วยเราสร้างโล่ป้องกัน” โยฮัลโยนศิลาป้องกันสีน้ำเงินเข้มให้อีวานพลางโคลงศีรษะไปทางกลุ่มของผู้นำทางิญญาและผู้ชำระความพยาบาทที่ยืนเรียงตั้งแถวหน้ากระดานซ้อนกันหลายชั้นซึ่งต่างก็ถือศิลาอยู่ในมือเหมือนกัน
“ไม่ว่าจะแลกด้วยอะไร เราก็ต้องหยุดมันให้ได้!” เฮ็กส์เตอร์หันมาเอ่ยกับไซม่อนด้วยสุ้มเสียงอันจริงจัง เช่นเดียวกับใบหน้าอันตึงเครียดของเขา ขณะที่ฝ่ามือกระชับกริชสีเงินเอาไว้แน่น
“ฟังดูตึงจังนะ แล้วถ้าเราหยุดมันไม่ได้ล่ะ?” ไซม่อนยกมือปรามให้แซ็กกับอีวานรอเขากับอีริคก่อน จากนั้นก็เลิกคิ้วถามเฮ็กส์เตอร์อย่างใคร่รู้ไปด้วย
“มันจะเข้าไปทำลายสมดุลของเส้นทางิญญา” กระแสลมที่พัดอย่างรุนแรงทำให้สุ้มเสียงของเฮ็กส์เตอร์ทวีความตึงเครียดขึ้นเป็เท่าตัว
คำตอบของเฮ็กส์เตอร์ทำให้แซ็กกับอีวานหันมาสบตากันเงียบๆ เนื่องจากพวกเขาไม่รู้ถึงความรุนแรงของสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นกับเส้นทางิญญาจะนำไปสู่หายนะระดับไหน
“เฮงซวยกว่าที่คิดแฮะ” ไซม่อนมองเห็นความกลัวที่อยู่ในดวงตาอันเข้มแข็งของอดีตรองหัวหน้าหน่วยชำระผู้พยาบาทแล้วสบถออกมาอย่างอับจน เพราะเขาพอจะเดาได้ว่า สิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นหลังจากนี้คืออะไร
“นายอยู่มานานกว่าฉัน บอกได้ไหมว่ามันจะเป็ยังไง ถ้าหากเส้นทางิญญาเสียสมดุล” เฮ็กส์เตอร์อดที่จะเอ่ยถามคนที่อยู่มานานหลายร้อยปีอย่างไซม่อนไม่ได้
“เลวร้ายมากเลยล่ะ ทุกอย่างจะพินาศ ดวงิญญาจะถูกหลอมรวมและแตกกระจาย ถ้าจะให้พูดง่ายๆ มันคือจุดสิ้นสุดของทุกจักรวาล” ไซม่อนเอ่ยสิ่งที่รู้พลางฉวยศิลาป้องกันจากมือของอีริคขึ้นมาเพ่งดู
…ดูเหมือนว่า เ้าสิ่งเล็กกระจ้อยนี้คงจะทำได้แค่ยื้อเวลาเท่านั้น
“งั้นเรายิ่งต้องยับยั้งมันเอาไว้ให้ได้ ไซม่อนคุ้มกันฉันเข้าไปในศูนย์กลางของลมหมุน มีแค่นายเท่านั้นที่ทำเื่นี้ได้” เฮ็กส์เตอร์สบสายตากับไซม่อนพลางเอ่ยด้วยสุ้มเสียงอันเคร่งเครียด
เฮ็กส์เตอร์มองไปยังพายุอันรุนแรงซึ่งมีไอพลังอันมืดมิดที่ปกคลุมอยู่บริเวณนั้นด้วยสายตาอันแน่วแน่ การที่เขาจะเข้าไปในใจกลางของลมหมุนเพียงลำพังได้มีโอกาสสำเร็จเท่ากับศูนย์
…แต่ถ้าหากว่ามีไซม่อนช่วย เฮ็กส์เตอร์คิดว่า น่าจะยังพอมีทางเป็ไปได้
“ในมือนั่นคงเป็อาวุธในตำนานสินะ?” ไซม่อนหลุบตามองอาวุธโบราณซึ่งตลอดหลายพันปีที่ผ่านมาถูกวางอยู่ชั้นบนสุดของตู้เก็บ ‘ของ’ โบราณด้วยความสนใจ
“กริชสลายพันธะิญญา” ในยามที่เฮ็กส์เตอร์นำมันขึ้นมาระดับอกให้พวกเขาดู ประกายสีเงินที่ให้ความรู้สึกอันสูงส่งก็สะท้อนเข้ามาสู่ั์ตาของพวกเขา
ชั่วขณะนั้นมีเพียงแซ็กกับอีวานที่มองกริชในมือของเฮ็กส์เตอร์ด้วยความอัศจรรย์ใจ ขณะที่อีริคและไซม่อนเพียงแค่มองมันด้วยสายตาอันเรียบเฉยราวกับว่า มันไม่ใช่ของเล่นที่แปลกใหม่อะไร
“ฉันจะคุ้มกันนาย…อยู่กับพวกเขานะอีริค เข้าใจไหม?” ไซม่อนถอนหายใจออกมาเบาๆ จากนั้นเขาจึงยอมรับปากเฮ็กส์เตอร์ โดยไม่วายที่จะหันมาเอ่ยกำชับคนรักที่ยืนอยู่ข้างกันไปด้วย
“อืม” อีริคเพียงแค่สบสายตากับไซม่อนพลางรับคำด้วยใบหน้าที่ประดับไปด้วยยิ้มอันอ่อนหวานในแบบที่ไซม่อนหลงใหล การที่เขาตอบสนองอย่างว่าง่ายแบบนี้ อาจเป็เพราะไม่อยากให้ไซม่อนกังวลกระมัง
ไซม่อนวางศิลาป้องกันลงบนมือของคนรัก จากนั้นเขาจึงก้าวไปยืนข้างกับเฮ็กส์เตอร์โดยมีคลิฟฟ์ซึ่งเป็โซลเมทของเฮ็กส์เตอร์ยื่นอาวุธชำระิญญาให้เขา
อีวานมองไซม่อนที่ยืนถือทวนสีเงินอันคมกริบในมือด้วยความรู้สึกที่ยากจะบรรยาย ขณะที่แซ็กก็ได้แต่อ้าปากค้างในความน่ายำเกรงของเพื่อนบ้านหน้ากวน มีเพียงอีริคที่มองแผ่นหลังของคนรักแวบหนึ่ง จากนั้นจึงพาทั้งสองไปรวมตัวกับกลุ่มของผู้ที่ถือศิลาป้องกันด้วยฝีเท้าอันมั่นคง
“ไม่มีเวลาแล้ว เราต้องรีบเปิดโล่ป้องกันความมืด!” ทันทีที่ทั้งสามก้าวเข้าไปในกลุ่มของผู้ถือศิลาป้องกัน ฟอร์เรสท์ก็สบถเสียงต่ำออกมาแล้วหมุนศิลาหนึ่งที จากนั้นจึงยื่นศิลาออกไปเบื้องหน้าเพื่อใช้มันป้องกันกระแสลมที่พัดกระหน่ำเข้ามา
เสี้ยววินาทีต่อมาศิลาพลันเปล่งแสง จากนั้นลำแสงสีฟ้าบริสุทธิ์อันพร่าเบลอก็พุ่งออกมาแผ่กางเป็โล่ขนาดหนึ่งเมตรที่สามารถป้องกันกระแสลมอันรุนแรง ปรากฏอยู่ด้านหน้าฟอร์เรสท์
เมื่อฟอร์เรสท์เริ่มกางโล่เป็คนแรก จากนั้นแคร์ลและคนอื่นๆ ก็เริ่มกางโล่ป้องกันตามไปด้วย ชั่วพริบตาเดียวโล่จำนวนกว่าครึ่งร้อยก็เชื่อมต่อกันกลายเป็โล่สีฟ้าขนาดมหึมาอันพร่าเลือน ทำให้คนที่กางโล่อยู่ภายในสามารถมองเห็นทิวทัศน์ด้านนอกได้อย่างเลือนราง
“หวังว่าพวกเขาจะทำสำเร็จนะ” อีวานััได้ถึงแรงสั่นะเืของสายลมที่ปะทะกับโล่ที่เขากำลังกางอยู่อย่างรุนแรงแล้วเอ่ยอย่างมีความหวัง ซึ่งนานๆ ทีคนที่มีชีวิตอย่างยากลำบากแบบเขาจะเอ่ยอะไรแบบนี้ออกมาสักครั้ง
“ฉันภาวนาให้เป็แบบนั้นเลยล่ะ!” แซ็กเอ่ยพลางขบกรามแน่น เมื่อสายลมกระแทกเข้ามาปะทะกับโล่ที่เขากางอยู่ พาให้ศิลาในมือสั่นะเืไปด้วย
อีริคยืนฟังทั้งสองเงียบๆ ขณะที่สมาธิทั้งหมดของเขาใช้ไปกับการมองออกไปยังจุดที่ไซม่อนกับเฮ็กส์เตอร์เดินฝ่ากระแสลมเข้าไปในพายุทมิฬ โดยที่ฝ่ามือของเขายังคงกำศิลาเอาไว้แน่น ในยามที่ถูกกระแสลมอันรุนแรงกระแทกเข้ามา
เมื่อถูกขัดขวางไอทมิฬจึงพัดรวมเอาฝุ่นจากทั่วสารทิศมาก่อร่างเป็บางสิ่งซึ่งเป็สีดำที่ไม่น่าอภิรมย์อันมีรูปร่างคล้ายมนุษย์ผุดขึ้นมาจากพื้นอิฐสีหม่น
“นั่นมันอะไรน่ะ?!!” แกร์เร็ตที่กางโล่อยู่ไม่ไกลจากพวกเขานักอุทานออกมาอย่างใจเสีย เมื่อเ้าสัตว์ประหลาดสีดำทะมึนถือดาบด้ามยาวย่างสามขุมตรงมายังตำแหน่งของพวกเขา
“มันสร้างปีศาจมืดขึ้นมาทำลายโล่ เพราะมัน้ากลืนกินทุกอย่างในมิติกึ่งกลาง!” อดีตหัวหน้าหน่วยชำระผู้พยาบาทมองไปยังปีศาจที่เกิดจากการนำิญญาจากโลกคนเป็ไปผสานกับความมืด จากนั้นจึงเอ่ยด้วยสุ้มเสียงอันกังวานหมายให้เพื่อนร่วมรบของเขาระวังตัวให้มากขึ้น
ชั่วขณะนั้นทุกคนถึงกับตกตะลึงกับสิ่งที่อีริคโพล่งออกมาด้วยสุ้มเสียงอันตึงเครียด ใจของพวกเขาหลุดไปอยู่ที่ตาตุ่ม แต่กระนั้นแล้วสิ่งเดียวที่พวกเขาทำได้ในเวลาคับขันแบบนี้คือ กำศิลาป้องกันในมือให้แน่นขึ้นเพื่อป้องกันไม่ให้มันทำลายปราการสุดท้ายของพวกเขาสำเร็จ
โถงหินอันมืดมิดมีเพียงแสงหลากสีจากแก่นพลังที่ลอยเหนือแท่นศิลาขนาดสองเมตรส่องแสงสว่างไปทั่วทั้งโถง ภายในโถงหินอันโอ่โถงแห่งนี้มีประตูหินโบราณเพียงสามบานที่อยู่ตั้งอยู่คนละฟากของห้องโถง ขณะที่บนเพดานนั้นมีกระแสของจักรวาลส่องประกายอย่างพร่าเลือนราวกับมีสายธารอันใสสะอาดขวางกั้นอยู่
เซซีลเลียสกับเดอล์เมสต่างก็ยืนอยู่ด้านหน้าบานประตูที่เชื่อมต่อกับดินแดนของตนเอง ชั่วนาทีถัดมาประตูแดนนรกพลันเปิดออกพร้อมกับชายหนุ่มร่างเพรียวบางผู้มีใบหน้าหล่อเหล่าอันอ่อนโยนก้าวเข้ามาภายในห้องโถง ทำให้เซซีลเลียสคลี่ยิ้มบางๆ ออกมา
“ไม่คิดว่านายจะมาช่วยกันนะ” เซซีลเลียสทักเพื่อนเก่าด้วยใบหน้าอันผ่อนคลายเล็กน้อยพลางหันกลับไปมองประตูศิลาที่สูงจรดเพดานซึ่งเชื่อมต่อกับมิติกึ่งกลางด้วยสายตาอันวูบไหว
หลังประตูบานนี้มีดวงิญญาจำนวนมากที่กำลังต่อสู้กับความมืดเพื่อรักษาสมดุลเส้นทางิญญาเอาไว้อย่างสุดกำลัง เฉกเช่นเดียวกับเธอที่จะต้องปกป้องแท่นตัดสินชะตาไม่ให้ทุกอย่างพังทลายลงเพียงเพราะความชั่วร้ายของซาตาน
“ต่อให้ตอนนี้ฉันพักร้อนอยู่ แต่ถ้าจะต้องปิดผนึกประตูแท่นตัดสินชะตา ฉันก็ต้องมา” ชายหนุ่มเ้าของเส้นผมสีเงินสว่างซึ่งบนร่างนุ่งเพียงผ้าสีขาวอันบริสุทธิ์ ผู้ซึ่งคอยดูแลแดน์เอ่ยด้วยสุ้มเสียงอันกังวานราวกับเสียงระฆังอันไพเราะ
าา์มิคาเอลก้าวไปหยุดที่หน้าประตูซึ่งเชื่อมต่อกับแดน์ แล้วเอื้อมฝ่ามืออันงดงามที่เต็มไปด้วยรัศมีสีขาวสว่างอันบริสุทธิ์ไปัับานประตูที่ทำจากศิลาศักดิ์สิทธิ์อย่างแ่เบา
“งั้นเราก็ลงมือกันเถอะ” เดอล์เมสเอ่ยเสียงเข้ม ดวงตาที่ไม่อาจระบุสีสันภายในได้เหลือบมองฝ่ามืออันบริสุทธิ์คู่นั้นของคนรัก จากนั้นเขาจึงเอื้อมฝ่ามือซึ่งเต็มไปด้วยรัศมีพลังงานสีดำอันเข้มข้นที่น่าเกรงขามไปัับานประตูเบื้องหน้าที่เชื่อมต่อกับแดนนรกอย่างรวดเร็ว
เซซีลเลียสไล่ความรู้สึกที่ท่วมท้นอยู่ในอกแล้วหลับตาลง เธอเอื้อมมือไปัักับบานประตูเบาๆ จากนั้นจึงถ่ายพลังแห่งิญญาอันปราศจากการตัดสินที่เต็มไปด้วยรัศมีสีเทาเข้าไปผนึกประตูที่เชื่อมกับมิติกึ่งกลางด้วยท่าทางอันเยือกเย็น
ในยามที่กระแสพลังสามสายผนึกประตูของแต่ละแดนแล้ว กระแสพลังทั้งสามต่างก็เคลื่อนหากันอย่างช้าๆ จากนั้นจึงผสานกันกลายเป็ข่ายพลังป้องกันที่ปกคลุมไปทั่วทั้งโถงตัดสินชะตา
อีวานมองเงาร่างของไซม่อนที่ใช้ทวนต้านกระแสลมทมิฬอันดำมืดซึ่งอยู่ไกลออกไป แล้วเลื่อนสายตามองไปกริชสีเงินซึ่งมีประกายอันเย็นะเืด้วยความรู้สึกที่ยากจะบรรยาย
สายลมทมิฬอันน่าหวาดหวั่นแทบจะกลืนกินร่างของพวกเขา แต่กระนั้นแล้วทั้งคู่ก็ยังยืนหยัดที่จะมุ่งหน้าไปยังใจกลางของพายุ แม้ว่าพวกเขาจะถูกสายลมทมิฬกัดกินจนเสื้อผ้าเริ่มฉีกขาดแล้วก็ตาม
“กริชที่เฮ็กส์เตอร์ถือน่ะ มันจะช่วยได้จริงเหรอ?” อีวานเอ่ยเสียงเบาราวกับกำลังรำพันอย่างเหม่อลอย ขณะที่ฝ่ามือของเขายังคงกำศิลาป้องกันเอาไว้แน่น
“อึก!” แซ็กครางเสียงเข้มเมื่อปีศาจมืดใช้ดาบอันคมกริบของมันกระหน่ำฟันลงมาบนโล่ของเขา ขณะที่ฝ่ามือของเขายังคงกำศิลาเอาไว้แน่นไม่ยอมให้แรงสั่นะเืนั้นทำให้ศิลาร่วงหล่นจากมือ
“มันคืออาวุธโบราณที่สามารถทำลายการหลอมรวมดวงิญญาอันบริสุทธิ์กับสิ่งชั่วร้าย” แรงกระแทกของกระแสลมกระทบกับโล่อย่างรุนแรงพร้อมกับแรงะเืจากการถูกฟันอย่างซ้ำๆ อีริคจึงกำศิลาเอาไว้แน่นจนเส้นเืที่มือปูดโปนพลางเอ่ยถึงอาวุธโบราณที่ไม่เคยมีใครใช้มาก่อนให้พวกเขาฟัง
“เท่ดีนะ” แซ็กคลี่ยิ้มมุมปาก เขาพยายามกางโล่ต่อไป แม้ว่าจะถูกแรงสะท้อนของอาวุธที่ฟันลงมาบนโล่อย่างซ้ำๆ ทำให้ร่างของเขาะเืไปด้วยก็ตาม
“ไม่หรอก มันแค่ป้องกันผู้ที่ใช้มันเท่านั้น” อีริคถอนหายใจพลางใช้แรงทั้งหมดไปกับการกางโล่ป้องกัน แล้วเอ่ยด้วยสุ้มเสียงอันเลื่อนลอยไปด้วย
“หมายความว่าไง?” อีวานถามด้วยสุ้มเสียงที่ขาดห้วงเล็กน้อยเมื่ออยู่ๆ ปีศาจทมิฬตัวหนึ่งก็พุ่งเข้ามาชนกับโล่ป้องกันของฟอร์เรสท์ที่กางอยู่ถัดจากเขา ทำให้เกิดแรงสะท้อนอันรุนแรง จนชายหนุ่มเกือบจะทำศิลาป้องกันหลุดมือ
“มันมีพลานุภาพทั้งทำลายและปกป้องในเวลาเดียวกัน รู้ไหมว่า มีอะไรที่สามารถทำแบบนั้นได้อีก” อีริคเอ่ยถึงสิ่งที่เขารู้มาโดยตลอดด้วยรอยยิ้มเศร้าๆ พลางเหยียดแผ่นหลังให้ตรงในท่วงท่าอันมั่นคง พาให้เกิดภาพอันสง่างามในแบบที่หัวหน้าหน่วยชำระผู้พยาบาทพึงมี
“ฟังดูน่าสนใจแฮะ อะไรล่ะ?” แซ็กเอ่ยถามอีริคที่ยืนอยู่ข้างกันด้วยสุ้มเสียงที่ไม่ใคร่จะจริงจังนัก เนื่องจากตอนนี้เขากำลังรับมือกับปีศาจมืดอยู่
“ดวงิญญา” อีริคเอ่ยด้วยสุ้มเสียงอันอ่อนโยน เขามองไปยังดาบอันคมกริบที่ฟันลงมาบนโล่ป้องกันเบื้องหน้าแล้วส่งยิ้มจางๆ ออกมา
“?” อีวานถึงกับพูดไม่ออก เมื่อคำตอบของอีริคทำให้เขานึกถึงสิ่งที่เคยอ่านเมื่อนานมาแล้วขึ้นมา
ก่อนที่อีวานจะได้หวนนึกไปมากกว่านั้น กระแสลมก็พัดไอทมิฬเข้ามาปะทะกับโล่ของเขาอีกครั้ง ทำให้ชายหนุ่มต้องทุ่มเทสมาธิทั้งหมดไปกับการรับมือกับแรงสั่นะเืที่จู่โจมเข้ามา
“กายเนื้อของพวกเราคอยปกป้องและห่อหุ้มดวงิญญาอันเปราะบางเอาไว้ ดังนั้นวิธีการที่ว่านั่นจึงต้องแลกมาด้วยการแตกสลาย” ดวงตาของอีริคเข้มขึ้น ขณะที่ดาบอันคมกริบเบื้องหน้าฟันลงมาบริเวณใบหน้าของเขาซึ่งตอนนี้มีโล่กั้นอยู่
แรงกระแทกของกระแสลมทมิฬบวกกับดาบที่ฟันลงมาบนโล่ทำให้เกิดรอยร้าวเล็กๆ ขึ้นมา ด้วยเหตุนี้เองโยฮัลผู้ซึ่งเป็รองหัวหน้าหน่วยชำระผู้พยาบาทจึงตัดสินใจหันไปคว้าขวานอันคมกริบซึ่งวางอยู่ข้างตัวขึ้นมา
“โล่ของเราป้องกันพวกมันไม่ไหวแล้ว คนที่ถือศิลาโล่ป้องกันชั้นนอกออกไปจัดการปีศาจมืดกับฉัน โล่ชั้นในคุ้มครองมิติกึ่งกลางด้วย!” โยฮัลตัดสินใจะโสั่งการอย่างสุดเสียง จากนั้นจึงพุ่งออกไปต่อสู้กับปีศาจมืดพร้อมกับขวานและโล่ในมือทันที
เสี้ยววินาทีต่อมาคนที่กางโล่ป้องกันชั้นนอกต่างก็หันไปหยิบอาวุธชำระิญญาที่อยู่ใกล้ตัวแล้วทยอยก้าวออกไปเผชิญหน้ากับปีศาจมืด ท่ามกลางสายลมที่หอบเอาไอทมิฬพัดเข้ามาอย่างบ้าคลั่ง ชั่วเวลานั้นอีริคเพียงแค่หันไปหยิบกระบองเหล็กขึ้นมาจากกองอาวุธชำระิญญาที่อยู่ใกล้ๆ
“เอ้า” แซ็กมองกระบองเหล็กในมือของอีริค ชั่วเวลานั้นเขารับกระบองเหล็กน้ำหนักพอดีมาตามสัญชาตญาณ
“รู้ใช่ไหม..ถ้าขัดขวางมันไม่สำเร็จ เราจะแตกดับกันหมด” อีริคหันมาเอ่ยเสียงขรึมด้วยใบหน้าที่ไม่เหลือเค้ารางของความอ่อนโยนอยู่เลย พลางหยิบเอาดาบขึ้นมาในท่าเตรียมพร้อมไปด้วย
“แหงอยู่แล้วสิ” แซ็กขานรับ ขณะที่อีวานเพียงแค่มองใบหน้าอันห้าวหาญของคนรักแล้วรับปืนกล็อคจากคนที่อยู่ในโล่ชั้นในที่ส่งมาให้
แกร์เร็ตและโซลเมทของเขาคว้าอาวุธที่อยู่ข้างตัวขึ้นมาอย่างห้าวหาญ แม้ว่าพวกเขาจะไม่เคยใช้อาวุธไปต่อสู้กับอะไรเลยก็ตาม ขณะที่ฟอร์เรสท์ไม่พูดพร่ำมากนัก เขากับลุคต่างก็หยิบอาวุธที่ถือติดมือมาจากสำนักงานิญญาแล้วก้าวออกไปพร้อมกับคนอื่นๆ ซึ่งต่างก็ถือโล่และอาวุธไปเผชิญหน้ากับปีศาจมืดอย่างกล้าหาญโดยมีกระแสลมอันรุนแรงที่พัดเข้ามาอย่างบ้าคลั่ง
ติดตามตามอ่านได้ทุกวันศุกร์ และ วันเสาร์ เวลา 20.30 จ้า
สำหรับใครรอไม่ไหว ดำเนินเื่ถึง หน้า 318 (หน้า 323 แบบรวมปก) ในฉบับ ebook นะคะ