เื่ราวเกิดขึ้นเมื่อ10 ปีที่แล้ว...
เสียงกรีดร้องอย่างหวาดกลัวดังก้องขึ้น
สองเท้าเปล่าของหญิงวัยกลางคนพาร่างพุ่งผ่านโถงกว้างที่ทำด้วยหินอย่างรวดเร็ว
เธอใส่ชุดสีขาวห่มคล้ายนักบวชมีรอยเลอะเป็คราบสีแดงเข้มเต็มไปหมด
ผมมวยดำขลับตรงท้ายทอยเก็บเรียบร้อยตรงข้ามกับท่าทีที่ดูลนลานหวาดกลัวขณะที่เธอวิ่งผ่านร่างอันไร้ิญญาของคนรู้จักคนแล้วคนเล่า บางศพใส่ชุดคล้ายนักบวชเหมือนกับเธอบางศพก็เป็เพียงชาวบ้านธรรมดาเท่านั้น
ศพเหล่านี้ถูกสังหารได้ไม่นานเืไหลนองออกจากาแย้อมสีพื้นแดงฉานทำให้สถานที่มืดขรึมขลังแห่งนี้น่ากลัวเหมือนอยู่ในนรก
คบไฟ2 ข้างทางส่องให้เห็นเม็ดเหงื่อเต็มใบหน้า ขา 2 ข้างของเธอล้าเต็มที แต่เธอรู้ดีว่าถ้าเธอหยุดเธอคงไม่รอดแน่
ประตูใหญ่ดูแ่าสลักลวดลายอยู่ด้านหน้าอีกไม่ไกลกั้นห้องใหญ่ที่น่าจะเป็ที่ที่ปลอดภัยที่สุด ขอเพียงแต่ให้เธอเปิดเข้าไปได้
อีกนิดเดียว...
อีกนิดเดียวเท่านั้น...
เสียงประตูปิดดังลั่น
หญิงวัยกลางคนลงกลอนทุกอันอย่างรวดเร็วจากภายในห้อง
เธอผละออกไปให้ห่างจากประตูแม้ดูเหมือนว่าปลอดภัยแล้ว แต่เธอก็ยังไม่วางใจ
ในห้องเงียบสงัดชั้นวางเล็กๆซ้อนกันขึ้นไปสูงท่วมหัวเต็มไปด้วยรูปปั้นมากมายวางอยู่สุดทางกลางห้องรูปปั้นเ่าั้มีทั้งพระพุทธรูปและเทพเ้าขนาดต่างๆ กัน บางองค์ก็ดูสมบูรณ์บางองค์ก็เสียหายชำรุดจนดูไม่ออกว่าเป็รูปปั้นอะไร แต่ทั้งหมดล้วนดูเก่าแก่
แสงสว่างจากเปลวเทียนหลายเล่มที่ปักวางอยู่บนเชิงเทียนใหญ่ด้านหน้าส่องให้เห็นกระถางขี้เถ้าที่เหลือแต่ก้านธูปกองใหญ่บายศรีทำจากใบตองวางอยู่บนพานเงินดูเก่าแห้งเหมือนไม่ได้เปลี่ยนมานาน ถาดวางหมากพลูคู่กับซากดอกไม้และกลุ่มด้ายสายสิญจน์สีขาวโดยปลายด้านหนึ่งเกี่ยวระโยงระยางทั่วไปหมดเหมือนสายไฟประเทศไทย พวงมาลัยที่เริ่มเหี่ยวเฉาคล้องวางไว้ตามรูปปั้นต่างๆ มากที่สุดอยู่ที่รูปปั้นใหญ่ตรงกลางห้อง
รูปปั้นสีดำทำด้วยหินสลักเป็ร่างของฤๅษีห่มด้วยหนังเสือไม่สิ... ต้องบอกว่า “ห่มผ้าสีเหลืองปั๊มลายเสือ” น่าจะถูกต้องกว่า ทั่วทั้งรูปปั้นปกคลุมไปด้วยแผ่นทองคำเปลวและพวงมาลัยมีทั้งแบบดอกดาวเรืองสดและดอกไม้ที่ทำด้วยพลาสติกจนเกือบมองไม่ออกว่าเป็รูปปั้นของฤๅษี ถ้ามองไม่เห็นส่วนชฎาที่โผล่พ้นขึ้นมา
ดวงตาทั้ง 2 ของหญิงวัยกลางคนยังคงจับจ้องไปที่ประตู เธอหอบเหนื่อยแต่ก็ไม่กล้าส่งเสียงใดๆ ออกมา
เสียงใจเต้นดังรัวเหมือนจะหลุดออกมาจากอกค่อยๆ ผ่อนลง
เธอดูเชิงอยู่ครู่ใหญ่จนแน่ใจแล้วว่าปลอดภัย จึงถอนหายใจออกมา รอยยิ้มเกิดขึ้นบนใบหน้าของเธอ
ทันใดนั้นประตูบานใหญ่โดนกระชากออกไปในพริบตาเดียว
เปลวเทียนในห้องดับวูบลงพร้อมกัน
ร่างใหญ่โตของคนยืนจังก้าอยู่หลังประตูทางเข้าจากมุมมองของหญิงวัยกลางคน เห็นเป็เพียงร่างเงาสีดำเท่านั้น
เธอทรุดนั่งลงบนพื้นร่างนิ่งแข็งขยับเขยื้อนไปไหนไม่ได้ด้วยความกลัว แม้แต่เสียงกรีดร้องจากคอก็ไม่ดังออกมา
ร่างเงานั้นค่อยๆเดินเข้ามาหาเธออย่างช้าๆ
“อย่านะอย่าฆ่าฉันเลย ฉันเป็คนทรงจริงๆ ไม่เหมือนกับพวกนั้นหรอกนะ”
เสียงของเธอสั่นเครือแต่ดูเหมือนว่าร่างเงานั้นจะไม่รับฟัง และยังเคลื่อนไหวใกล้เข้ามาเรื่อยๆ
“พ่อปู่...พ่อปู่... ช่วยฉันด้วย” เธอพึมพำกับตัวเอง
ร่างเงาเดินมาหยุดยืนอยู่ตรงหน้าของเธอพอดีมือของร่างเงาเงื้อขึ้น
“พ่อปู่!...”
หญิงวัยกลางคนะโขึ้นเป็ครั้งสุดท้ายดวงตาเบิกโพลงสะท้อนเงาของฆาตกรที่กำลังพุ่งเข้ามา
เสียงอาวุธปริศนาเสียบผ่านร่างของเธอ
เืจำนวนหนึ่งพุ่งกระฉูดขึ้นสาดทับไปที่รูปปั้นฤๅษีที่อยู่ด้านหลัง
ร่างของเธอล้มพับลงกับพื้นแน่นิ่งสนิทเืจากาแค่อยๆ ไหลออกมา
ฆาตกรปริศนาหายไปแล้วเหลือเพียงร่างจมกองเืในห้องบูชาที่เธอคิดว่าปลอดภัยและศักดิ์สิทธิ์ที่สุด
รูปปั้นฤๅษียังคงไม่ขยับเขยื้อนแต่รอยเืที่เปื้อนบนดวงตาของรูปปั้นนั้นกำลังไหลลงมาเหมือนกำลังร้องไห้
พ่อปู่ฤๅษีอาจจะกำลังเสียใจที่ไม่สามารถช่วยเหลือคนทรงของเขาได้
หรือจริงๆแล้ว พ่อปู่ฤๅษีอาจจะไม่ได้ยินเสียงขอความช่วยเหลือจากคนทรงของเขาอย่างที่เธอเข้าใจ
หรือไม่พ่อปู่ฤๅษีอาจจะไม่มีอยู่จริงั้แ่แรกแล้วก็เป็ได้...
