ต่งเสี่ยวเสี่ยวเพิ่งจะเดินออกไปได้ไม่กี่ก้าวก็รู้สึกได้ว่ามีคนดึงกระโปรงเธอไว้
ฉินไห่เยว่ตัวเล็ก และยังขาสั้นทำให้ก้าวตามต่งเสี่ยวเสี่ยวไม่ทัน เลยเสียหลักล้มลงไปกองกับพื้น
ต่งเสี่ยวเสี่ยวเห็นแล้วรู้สึกเจ็บปวดใจเธอรีบพยุงเด็กน้อยขึ้นมา
หัวเข่าของฉินไห่เยว่ถลอกปอกเปิก ดวงตาเล็กๆก็แดงก่ำ แต่เด็กน้อยกลับไม่ร้องไห้ออกมา
พอเห็นแบบนั้นยิ่งทำให้ต่งเสี่ยวเสี่ยวรู้สึกสงสารเธอหยิบผ้าปิดแผลจากกล่องยา ติดให้เด็กน้อยอย่างเบามือพร้อมทั้งปลอบฉินไห่เยว่ด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
"เยว่เยว่เป็นเด็กดีนะแม่จะไปดูอาการของป้าในหมู่บ้านที่คลอดลูกไม่ได้ก่อนไม่อย่างนั้นอาจจะตายทั้งแม่ทั้งลูก ลูกเป็นเด็กดีแล้วรอแม่อยู่ที่บ้านได้ไหม?"
ฉินไห่เยว่พยักหน้าอย่างเชื่อฟังแต่น้ำเสียงของเธอกลับสั่นเครือ "แม่ต้องรีบกลับมานะคะ"
"ค่ะ!"
เวลาเร่งรีบต่งเสี่ยวเสี่ยวรีบจัดการดูแลฉินไห่เยว่ให้เรียบร้อยก่อนหลังจากนั้นเธอก็รีบไปยังบ้านของคนที่คลอดลูกยากทันที
ฉินไห่เยว่มองตามหลังของต่งเสี่ยวเสี่ยวที่จากไปเด็กน้อยก็น้ำตาไหลออกมา
พ่อบอกว่าแม่ไม่ชอบเด็กขี้แยเพราะอย่างนั้นตอนที่ล้มลงเมื่อกี้ เธอจึงพยายามกลั้นน้ำตาเอาไว้
"เยว่เยว่!"
พอเห็นน้องสาวร้องไห้โฮฉินไห่หยางกับเฉินเฉินก็วิ่งเข้ามา ทั้งสองคนไม่รู้จะทำยังไงดีเลยพยายามจะปลอบน้องสาว
"พี่คะ!" ฉินไห่เยว่ร้องไห้เสียงดังเธอกระโดดกอดฉินไห่หยาง ร้องไห้พลางพูดว่า "แม่จะต้องกลับมาใช่ไหมแม่จะไม่ทิ้งหนูไปใช่ไหม!"
ตั้งแต่เมื่อวานที่ต่งเสี่ยวเสี่ยวไม่ได้กลับบ้านทั้งคืนพอฉินไห่เยว่เห็นต่งเสี่ยวเสี่ยวเดินออกไป ก็คิดไปเองว่าแม่ไม่อยากอยู่กับเธอแล้ว
แต่เพราะเธอไม่อยากให้แม่เกลียดเลยยอมปล่อยให้แม่ออกจากบ้านไป
ฉินไห่หยางรู้สึกสงสารน้องสาวเขาทำหน้าจริงจัง คอยลูบหลังของฉินไห่เยว่เบาๆ แล้วปลอบโยนด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนว่า"น้องอย่าร้องไห้เลย แม่ไม่ทิ้งพวกเราไปไหนหรอกนะถ้าแม่กลับมาเห็นเธอร้องไห้ แม่จะไม่รักเอานะ"
"ไม่เอา หนูอยากให้แม่รักหนูที่สุด!"ฉินไห่เยว่รีบหยุดร้องไห้ แล้วตะโกนเสียงดังออกมา
เธอไม่อยากให้แม่เกลียด
ตอนนี้แม่ทั้งตัวหอมทั้งนุ่มและนิสัยก็อ่อนโยน
ฉินซู่ได้ยินเสียงของลูกสาว ก็ค่อยๆเดินออกมาจากบ้าน ก่อนจะถามด้วยน้ำเสียงเรียบๆ
"มีอะไรกันเหรอ?"
"พ่อ"
ฉินไห่เยว่ผละออกจากอ้อมกอดของพี่ชายแล้วกระโดดไปกอดฉินซู่แทนเด็กน้อยเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อกี้นี้ให้ฉินซู่ฟังอย่างละเอียด
ฉินซู่เห็นลูกสาวที่น้ำตาคลอเบ้าแล้วก็รู้สึกสงสารเขาอุ้มลูกสาวไว้ในอ้อมกอด ลูบผมเด็กน้อยอย่างทะนุถนอม และพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
"แม่ของลูกแค่ไปช่วยคนอื่นคลอดลูกต่างหากแม่จะทิ้งเยว่เยว่ที่น่ารักของพวกเราไปได้ยังไงกัน!"
"อือๆ"
...
ในลานบ้านมีคู่สามีภรรยาชราผมขาวโพลนกำลังนั่งรออย่างกระวนกระวายใจอยู่ข้างๆและยังมีคู่สามีภรรยาวัยกลางคนพร้อมทั้งลูกอีกสองคนที่อยู่ในวัยกำลังโตนั่งรออยู่ด้วย
กลิ่นคาวเลือดอ่อนๆ ลอยคลุ้งอยู่ในอากาศและเสียงร้องโอดโอยของผู้หญิงกำลังคลอดลูก
พอความเจ็บปวดทวีความรุนแรงขึ้นเสียงของผู้หญิงกำลังคลอดลูกก็ยิ่งแผดเสียงดังขึ้น
หมอตำแยรีบวิ่งออกมามือของเธอเต็มไปด้วยเลือด ก่อนจะตะโกนออกมาในลานบ้านว่า"คนที่ให้ไปตาม ตามมาหรือยัง? ถ้ายังไม่มาทั้งแม่ทั้งลูกคงไม่รอดแล้ว จะต้องตายทั้งกลมแน่ๆ"
เด็กอยู่ในท่าผิดปกติ ทำให้คลอดออกมายาก
เธอเป็นหมอตำแยมานานขนาดนี้คิดว่าดูออกง่ายนักหรือไงว่าทั้งแม่ทั้งลูกจะรอดหรือเปล่า?
ตอนนี้ทั้งแม่ทั้งลูกต่างก็น่าเป็นห่วงไม่รู้จะรอดไหม ทำได้แค่ให้คนไปตามต่งเสี่ยวเสี่ยวมาลองเสี่ยงดูเผื่อจะช่วยชีวิตทั้งสองคนไว้ได้
"มาแล้ว มาแล้ว!"
ชายหัวล้านพูดด้วยความร้อนใจแล้วหันไปมองต่งเสี่ยวเสี่ยว
ต่งเสี่ยวเสี่ยวถือกล่องยาเดินเข้าไปกลิ่นคาวเลือดในห้องยิ่งรุนแรงขึ้น พร้อมทั้งเสียงหอบหายใจที่ดังลั่นห้องหมอตำแยเดินตามหลังมาติดๆ เธอบ่นพึมพำ
"เสี่ยวเสี่ยวฉันได้ยินมาว่าเธอเก่งมากๆ นี่วันนี้ฉันขอให้เธอพยายามให้เต็มที่เพื่อช่วยชีวิตทั้งแม่และลูกให้ได้นะ!จะปล่อยให้เธอตายทั้งกลมไม่ได้"
ที่จริงแล้วเป็นเพราะหมอตำแยแค่เป็นห่วงชื่อเสียงของตัวเอง
เธอเป็นหมอตำแยมือหนึ่งในหมู่บ้านละแวกนี้ได้รับคำชมมากมาย เว้นเสียแต่จะคลอดลูกยากจริงๆเพราะอย่างนั้นคนที่ผ่านมือเธอก็คลอดได้แทบทุกรายแถมเด็กที่คลอดออกมาก็มักจะเป็นผู้ชายด้วย
เมื่อเดือนที่แล้วครอบครัวนี้ก็พาเธอมาดูอาการแล้วและเธอก็ให้คำมั่นสัญญาอย่างหนักแน่นว่าจะรับรองความปลอดภัยของทั้งแม่และลูก
เธอพูดคำมั่นนั้นออกไปถ้าเกิดแม่ลูกคู่นี้ตายทั้งกลมจริงๆ ชื่อเสียงของเธอที่สั่งสมมาคงไม่เหลือ
"ฉันจะพยายามอย่างเต็มที่ค่ะ"
สีหน้าของต่งเสี่ยวเสี่ยวเคร่งขรึมทันทีเธอถือกล่องยาเดินเข้าไปอย่างเงียบๆ
คนที่นอนอยู่บนเตียงตัวเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อเหมือนกับแช่อยู่ในน้ำ ใบหน้าของเธอซีดเผือด
ต่งเสี่ยวเสี่ยวล้างมือและทำการฆ่าเชื้อเบื้องต้นให้ตัวเองเรียบร้อยแล้วเธอแล้ววางมือลงบนหน้าท้องของหญิงคนนั้น ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
“พยายามหายใจให้สม่ำเสมออย่าร้องตะโกนเสียงดัง ตอนนี้แรงของเธอแทบจะหมดแล้ว เดี๋ยวจะไม่มีแรงเบ่งถ้าเด็กอยู่ในท้องนานเกินไปก็อาจขาดอากาศได้ เพราะงั้นพยายามตั้งสติให้ดีนะ”
เวลาที่ผู้หญิงกำลังจะคลอดลูกไม่ควรส่งเสียงดัง เพราะยิ่งร้องก็ยิ่งหมดแรง ที่เจ็บจริงๆ น่ะมันเจ็บจนร้องไม่ออกเลยด้วยซ้ำ
ดังนั้นการส่งเสียงดังโวยวายในระหว่างที่คลอดลูกจึงไม่ควรทำ
ผู้หญิงที่นอนอยู่บนเตียงใกล้หมดแรงเต็มทีเธอมองต่งเสี่ยวเสี่ยวด้วยน้ำตาคลอเบ้า แล้วพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนแรง
"ตอนนี้ฉันไม่มีแรงเบ่งลูกแล้วขอร้องล่ะ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ต้องช่วยลูกของฉันไว้นะสามีและแม่สามีของฉันอยากได้ลูกชายมานานแล้ว! ฉันจะต้องคลอดลูกชายให้พวกเขา"
เธอรอคอยวันนี้มาสิบเดือนแล้ว
ถึงแม้ว่าตัวเองจะต้องตายก็จะต้องคลอดลูกชายออกมาให้ได้
พอเห็นแววตามุ่งมั่นของผู้หญิงตรงหน้าต่งเสี่ยวเสี่ยวก็ชะงัก คำพูดที่เธอกำลังจะพูด เลยกลืนกลับลงคอไปเงียบ ๆ
ในฐานะหมอในกรณีที่เกิดเหตุการณ์ที่แม่คลอดยากแบบนี้ แล้วต้องเลือกช่วยคนใดคนหนึ่งเธอจะต้องช่วยชีวิตคนเป็นแม่ก่อน
แต่พอเห็นผู้หญิงคนนี้อยู่ในสภาพแบบนี้แล้วเธอก็กลืนคำพูดนั้นกลับลงไป กลัวว่าคำพูดของเธอจะไปกระทบจิตใจทำให้เธอหมดแรงที่จะมีชีวิตอยู่ต่อ
"ถ้าอย่างนั้นเธอต้องพยายามเข้านะค่อยๆ ปรับลมหายใจไปด้วย ฉันจะช่วยปรับท่าให้ลูกในท้องให้ เธอต้องตั้งสติไว้นะเพราะถ้าเธอไม่ให้ความร่วมมือ ลูกในท้องอาจจะขาดอากาศหายใจได้"
ต่งเสี่ยวเสี่ยวพูดปลอบด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
ไม่รู้ว่าคำพูดไหนที่ไปกระตุ้นเธอเข้า อยู่ๆแววตาของหญิงคนนั้นก็เปลี่ยนเป็นแน่วแน่ เธอกัดฟันทนความเจ็บอย่างหนักแล้วพูดออกมา
"เสี่ยวเสี่ยวฉันจะทำตามที่เธอบอกทุกอย่างเลย"
ด้วยคำพูดปลอบโยนของต่งเสี่ยวเสี่ยวประกอบกับวิธีควบคุมลมหายใจ ผู้หญิงคนนั้นเริ่มหายใจเป็นจังหวะสม่ำเสมอขึ้นเรี่ยวแรงที่หายไปก็เริ่มฟื้นกลับมาเธอทำตามที่ต่งเสี่ยวเสี่ยวบอกและให้ความร่วมมือมากขึ้น
หมอตำแยที่อยู่ด้านข้างได้แต่มองจนตาค้าง
เธอทำคลอดมานานขนาดนี้เพิ่งเคยได้ยินว่าตอนคลอดลูก ห้ามส่งเสียงดังโวยวายแวบหนึ่งหมอตำแยก็อดสงสัยในฝีมือของต่งเสี่ยวเสี่ยวไม่ได้แต่ตอนนี้ก็ทำได้เพียงเสี่ยงดวงเท่านั้น ทำได้แค่รอดูสถานการณ์ต่อไป
พอทำตามวิธีหายใจของต่งเสี่ยวเสี่ยวการคลอดก็ราบรื่นมากขึ้น หลังจากผ่านไปหนึ่งชั่วโมง...
แว้ แว้ แว้...
เสียงร้องของเด็กทารกดังไปทั่วทั้งลานบ้าน
แค่พริบตาเดียว บรรดาคนที่รออย่างใจจดใจจ่อต่างก็รู้สึกโล่งใจลงมาทันที
"คลอดแล้ว คลอดแล้ว!"