่กลางดึกอันเงียบสงัด ในระหว่างที่ผู้คนกำลังหลับใหลไร้ซึ่งสติ
ประตูเมืองบานใหญ่สองบานสูงสิบกว่าจั้ง ถูกผลักออกอย่างเงียบเชียบราวไร้สนิมเกาะ
และในความมืดสลัวยามค่ำคืนหลังประตูบานนั้น
ก็พลันปรากฏเงาร่าง ‘สัตว์อสูรเคลื่อนิญญาเขาเดียว’ พุ่งพรวดห้อทะยานออกไปอย่างรวดเร็ว พร้อมกับลากเก๋งเกวียนหลังใหญ่มุ่งไปตามเส้นทางเบื้องหน้าโดยไม่มีทีท่าว่าจะหยุดพักแม้เพียงครึ่งลมหายใจ
แต่ทว่าถึงแม้่นี้จะเป็่ปลายของฤดูร้อนก็จริง
แล้วเหตุไฉน...พายุฝนถึงเริ่มเทกระหน่ำตกหนักขึ้นได้ โดยไม่มีแม้แต่เค้าลางบอกเหตุดังกล่าวเลยแม้แต่น้อยและเสียงคำรามลั่นครืนครั่นกึกก้องบนท้องฟ้า ก็ดังสนั่นสะท้านทรวงจนน่ากลัวกระทั่งบาดลึกไปถึงจิติญญาไม่ขาดระยะด้วยเช่นกัน
พร้อมกับสายฟ้าแลบแปลบปลาบสว่างวาบขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่า จนเผยให้เห็นเส้นทางขมุกขมัวที่มีต้นหญ้าป่าใหญ่ปกคลุมอยู่ทั้งสองฟากฝั่งเป็บางครั้ง และเส้นสายฟ้านั้น ก็กรีดร้องเสียงแหลมราวใจจะขาดเหมือนกับว่ามัน ได้อาลัยโศกเศร้าปนโกรธแค้นเป็อย่างมาก
กระทั่งผ่านมาหลายชั่วยาม
พายุฝนก็ยังคงตกกระหน่ำโหมซัดจนมืดฟ้าคลุมดิน กระทั่งไม่มีทีท่าว่าจะหยุดลงง่ายๆโดยที่สัตว์อสูรเคลื่อนิญญาเขาเดียว ก็กระหน่ำย่ำลงบนพื้นั้แ่่เวลานั้น ที่เท้าคู่หน้าของมันได้ก้าวผ่านประตูบานใหญ่ กระทั่งตกหนักมาอย่างยาวนานจวบจนมาถึงตอนนี้
ห่างออกไปหลายพันลี้ จากตัวเมืองที่พวกเขาทะยานมาโดยไม่ได้หยุดพักในที่สุด เท้าทั้งสี่ก็ได้ผ่อนแรงแล้วหยุดย่ำเท้าลง เมื่อได้มาถึง ณ จุดหมายปลายทางแห่งหนึ่ง
ซึ่งสถานที่แห่งนี้ มันถูกผู้คนเรียกว่า ‘ป่าดำิญญา’
เสียง ‘พรึ่บ’ ดังขึ้น ผ้าม่านสีดำด้านหลังเก๋งเกวียนถูกเปิดออกอย่างรวดเร็ว ก่อนปรากฏเงาชายฉกรรจ์ทั้งสี่คนที่ร่างกายกำยำดุจขุนเขา รวมทั้งใบหน้าของพวกเขาเ่าั้ ก็ดูเคร่งขรึมโเี้เป็อย่างมากกระทั่งั์ตาแต่ละคน ยังแฝงไปด้วยความก้าวร้าวอำมหิต ขณะเดียวกันที่ทั้งหมดก็รีบกุลีกุจอต่างช่วยกันดึงโลงศพออกมาทางด้านหลังของเก๋งเกวียน แล้วแบกยกขึ้นบ่าด้วยท่าทางอันหนักอึ้งสีหน้าตกตะลึงก่อนค่อยๆ ก้าวเดินไปอย่างช้าๆ
และตลอดเส้นทางบนเนินเขาขรุกขระที่ผ่านมา พวกเขาต่างไม่ได้พูดคุยกันแม้แต่เพียงครึ่งประโยค
เมื่อมาถึงจุดหมายตำแหน่งที่กำหนดเอาไว้ ต่างคนก็ต่างเร่งรีบระรัวจอบยกขึ้นสูงสับลงบนพื้นดินอย่างรวดเร็ว ท่ามกลางพายุที่ยังคงตกกระหน่ำไม่ลืมหูลืมตา แม้แต่เสื้อผ้าของพวกเขายังชุ่มโชกเปียกปอนจนแนบเนื้อมัดกล้ามอันแข็งแกร่ง ด้วยสายฝนที่เทลงมาไม่หยุดหย่อนริมฝีปากแต่ละคนขาวซีดเผือดสั่นสะท้านไม่หยุด ต่างก็บ่นโอดควาญสาปแช่งฟ้าดินอยู่ในใจ
ทว่าเพียงแค่ใช้เวลาไม่นานมากนัก
หลุมดินสี่เหลี่ยมขนาดใหญ่ก็ปรากฏขึ้นในครรลองสายตา ก็ได้ถูกตระเตรียมเอาไว้จนเสร็จสิ้นเรียบร้อยอย่างสมบูรณ์ทำให้ชายฉกรรจ์เ่าั้ เผยรอยยิ้มกว้างปลื้มปีติอย่างยินดี ก่อนที่พวกเขาจะช่วยกันแบกยกโลงศพที่หนักอึ้งหย่อนลงไปในหลุมดินเบื้องล่าง โดยที่ภายในนั้น เริ่มมีน้ำสีขุ่นท่วมขังราวหนึ่งคืบมือเนื่องจากถูกสายฝนที่กระหน่ำเทลงมาไม่หยุด
และในขณะเดียวกัน ความหนาวเย็นจากสายฝน
มันก็เริ่มแผ่ซ่านปกคลุมเย็นะเืยิ่งขึ้น จนรู้สึกถึงความหนาวเหน็บแผ่ซ่านซึมลึกถึงกระดูกขึ้นไปอีก
เพราะ่เวลาเดียวกัน มีหิมะขาวโพลนที่ไม่รู้วันเวลา กับเริ่มโปรยปรายลงมาอย่างหนักดูซึ่งผิดวิสัยของธรรมชาติในฤดูกาล
“บ้าฉิบ!!!...อากาศวันนี้ทำไมมันถึงแปลกจริตวิกลได้นะ?”
ชายกำยำผู้หนึ่งพ่นลมหายใจหนักอึ้งก่อนเงยหน้ามองไปยังท้องฟ้าที่เบื้องบน
“อีกไม่ถึงหนึ่งชั่วยามท้องฟ้าก็คงมืดมิดลงแล้ว พวกเราเร่งรีบลงมือกันหน่อย!!!”ชายร่างใหญ่ที่ดูแล้วคงเป็หัวหน้ากลุ่มของพวกเขา ะโก้องเสียงดังฝ่าแทรกเสียงฟ้าคำรามและสายฝน ด้วยน้ำเสียงเข้มขึง โดยที่สีหน้าก็ดูเคร่งเครียดอึมครึม
“ข้าอยากรู้จริงๆ ว่าโลงศพใบนี้มันเป็ของใครกันแน่? เพราะว่า...ข้าดูมันหนักผิดปรกติอย่างมากั้แ่ที่พวกเราแบกมันขึ้นมาบนเขาแล้ว” ชายฉกรรจ์อีกคน ที่ริมฝีปากเริ่มขาวซีดตัวสั่นสะท้านเอ่ยด้วยเสียงสั่นเครือถามออกไปใคร่ดูจะสงสัยยิ่งนัก
“พวกเราแค่ทำตามผู้ว่าจ้างเท่านั้น! พวกเราอย่าสอดรู้มันให้มาก และข้าเองก็ไม่รู้แน่ชัดเช่นกันว่าศพที่อยู่ด้านในเป็ของผู้ใดกันแน่? แต่ว่าพวกเราอย่าไปสนใจมันเลยดีกว่า นี้ไม่ใช่เื่ที่พวกเราควรจะสืบรู้ตอนนี้รีบเร่งลงมือกลบฝังแล้วรีบไปกันเถอะ” ชายร่างใหญ่มองดูโลงศพแวบหนึ่ง ถึงแม้ว่ามันจะดูผิดปรกติก็จริงและเขาเองก็สงสัยด้วยเช่นกัน แต่ก็ไม่กล้าซี้ซั้วที่จะเปิดโลงศพ
ในระหว่างที่พวกเขากำลังพูดคุยกันไปพลาง โลงศพอันหนักอึ้งก็ได้ถูกยกลอยขึ้นเหนือพื้นดิน้าแล้วค่อยๆ เคลื่อนนำมาวางลงไปยังพื้นเบื้องล่างอย่างช้าๆ
และทันใดนั้น
เสียงฟ้าคำรามก็พลันยิ่งกู่ก้องหนักขึ้นกว่าเดิมเข้าไปอีก พร้อมกับเส้นสายฟ้านับไม่ถ้วนแลบสว่างวาบแฉลบเลื่อยพาดผ่านท้องฟ้าเบื้องบน ก่อนที่มันจะผ่าทะลวงชั้นเมฆทะมึนลงมา พุ่งวาบดำดิ่งลงสู่พื้นดินราวกับกริ้วโกรธและผสมไปด้วยเสียงหวีดหวิวของสายลม ที่โหยหวนชวนขนพองสยองเกล้า ราวกับเสียงร้องไห้ของภูตผีิญญาแม้แต่ต้นไม้ใหญ่สูงหลายสิบจั้ง ยังโบกกิ่งก้านเอนไหวไปมาดั่งมีชีวิต เหมือนกับจะสื่อความหมายอะไรบางอย่าง‘พวกเ้าไม่ควรจะทำเช่นนี้!’
ด้วยบรรยากาศอันน่ากลัวปะทุพรวดขึ้น ทำให้คนทั้งสี่มองหน้ากันด้วยความหวาดผวาปนเปไปด้วยความหวาดกลัวเกิดขึ้นในจิตใจยากอธิบาย แต่ถึงกระนั้น พวกเขาก็ยังกัดฟันยกจอบขุดดินแล้วกลบฝังโลงศพใบนั้นอย่างเร่งรีบ
ในขณะที่ดินเริ่มทับถมลงไปเรื่อยๆ น้ำเย็นะเืที่มีอยู่ในแอ่งหลุมแต่เดิมก็เริ่มไหลซึมผ่านเข้าไปภายในโลงศพอย่างช้าๆ และความเย็นจากสายน้ำ กระทั่งความหนาวเหน็บจากหิมะที่โปรยปรายผิดฤดูก็ได้เริ่มแผ่ซ่านกระจายแทรกซึมไปทั่วทั้งโลงศพ แล้วท่วมขังอยู่ภายใน
แต่ทว่า...มันก็ไม่อาจไหลซึมผ่าน ‘โลงศพอีกใบ’ที่ถูกซุกซ่อนอยู่ภายในนั้นได้
เพราะโลงศพอีกใบที่ซุกซ่อนอยู่ด้านใน มันถูกสร้างขึ้นด้วยหินสีดำสนิททั้งก้อนพร้อมกับมีคลื่นพลังอันแปลกประหลาดหมุนวนอยู่รายรอบ ซึ่งไม่สามารถมองเห็นด้วยตาเปล่าได้
และภายในโลงหินสีดำนั้น กับปรากฏว่ามี ‘ศพของเด็กเพศชาย’ คนหนึ่ง ที่อายุของเขานั้นราวๆประมาณขวบปีกว่า โดยใบหน้าในตอนนี้ไร้ซึ่งเืฝาดซึ่งดูแล้วคงตายไปหลายวันก่อนหน้า และสีผิวที่ขาวเนียนก็ยิ่งซีดเซียวราวกับหยกขาวไร้สีสันแต่เมื่อตรวจสอบให้ดีอย่างละเอียดแล้วล่ะก็ แม้แต่เส้นชีพจรทั่วร่างทั้งหมด ก็ดูเหมือนจะขาดสะบั้นไร้ซึ่งลมหายใจอย่างสิ้นเชิง!
แต่ทว่า...
หัวใจดวงเล็กอันบริสุทธิ์ของเขา กับเหมือนมีบางอย่างที่ยากอธิบาย ยังคงถูกหล่อเลี้ยงเอาไว้ด้วยซึ่งไอปราณชีพแห่งพลังิญญากระนั้นมันก็ดูแทบจะบางเบาจนไม่อาจััได้ และแม้กระทั่งหมอที่มีฝีมือดีที่สุดในโลกมนุษย์หรือ ‘ผู้บ่มเพาะพลังปราณิญญาขั้นสูง’ ก็มิอาจตรวจสอบมันได้อย่างชัดเจนแจ่มแจ้ง
สถานการณ์เช่นนี้อาจกล่าวได้ว่า
นี่คือการหลอกลวงด้วยความตายที่น่าพรั่นพรึงหวาดกลัวเป็อย่างมาก และมันยังดูน่าใไม่น้อยสำหรับบางคน
และการกระทำเช่นนี้ ก็ดูลึกลับซ่อนเร้นด้วยพลังลึกลับน่ากลัว กระทั่งดูเหนือล้ำจนยากจินตนาการอย่างมาก
.....
หลังจากที่มวลดินทั้งหมดถูกกลบฝั่งลงไปอย่างมิดชิด...
ชายฉกรรจ์ทั้งสี่ ก็เร่งรีบเตรียมตัวเดินทางกลับในทันที โดยไม่คิดรั้งรีรอใส่ใจแต่อย่างใด
ทว่าในเวลาเดียวกัน
บนขอบหน้าผาสูงห่างออกไปหลายสิบลี้ มีบุรุษลึกลับผู้หนึ่งยืนอยู่ พลางจ้องลงมาดูกลุ่มคนเ่าั้ด้วยสายตาที่แสนเย็นเยียบมุมปากของเขาพลันยกหยักขึ้น แต่กับดูแล้วน่ากลัวเป็พิเศษ และหรี่ตามองดูผลงานด้วยความพึงพอใจยิ่ง
เนื่องจากว่าภารกิจในครั้งนี้ ถือว่าทุกอย่างเสร็จสิ้นสมบูรณ์เป็ที่เรียบร้อยก่อนยกฝ่ามือตบไปยังกระเป๋าใบเล็กคราหนึ่ง ที่มันถูกผูกห้อยเอาไว้ยังข้างเอวแล้วพลางสะบัดแขนเสื้อขึ้น ก่อนกล่าวด้วยเสียงแหบพร่าราวภูตผี พร้อมกับเผยสีหน้าที่แฝงเร้นไปด้วยความโเี้เ็า
“โลหิต และกายเนื้อข้ามอบให้เ้า...ลูกข้า...เ้าจงไปกินให้อิ่มท้องเสียเถอะ!”
ด้วยการสะบัดฝ่ามือแค่เพียงครั้งเดียว ทันใดนั้นอสรพิษตัวหนึ่งก็โผล่พรวดออกมาทั้งตัวของมันมีเกล็ดเป็สีดำมันวาว ก่อนพุ่งทะยานออกมากระเป๋าใบเล็กที่อยู่ข้างเอวหลังจากนั้นจึงแปรร่างปรากฏแบบเต็มๆ ให้เห็น ซึ่งขนาดลำตัวมีความยาวเกือบห้าจั้ง ก่อนพลันพุ่งถลันตัวออกไปอย่างรวดเร็วและดวงตาสีแดงเพลิงของมัน ก็สว่างวาบสั่นระริกด้วยความตื้นเต้น พร้อมกับเขี้ยวลากยาวราวกับกระบี่สั้นที่ถูกชโลมไปด้วยน้ำลายเหนียวหนึบสีขุ่นหยดไหล เหมือนกับว่า่เวลาที่ผ่านมาขณะอยู่ในกระเป๋ามันเองก็หิวกระหายมานับแรมเดือนด้วยเช่นกัน และในเมื่อตอนนี้ มีอาหารอันโอชะวางรออยู่เบื้องหน้าไหนเลยมันจะกล้าปฏิเสธผู้เป็นาย
และแล้วเพียงชั่วแค่อึดใจ
เสียงโหยหวนก็กรีดร้องก้องดังฝ่าแทรกพายุฝน ที่ยังคงเทกระหน่ำลงมาอย่างไม่หยุดหย่อนเมื่อชายฉกรรจ์ทั้งสี่คน ร่างของพวกเขา ถูกฉีกกระชากออกเป็ชิ้นๆ ชั่วพริบตาภายในป่าทึบพร้อมกับเสียงคำรามลั่นของสายฟ้า ที่เหมือนจะเย้ยหยันยิ้มย่องอย่างยินดีในความทุกข์ของพวกเขา
หลังจากภารกิจสังหารได้จบสิ้นลง
บุรุษผู้นั้นก็ทะยานจากไปด้วยรอยยิ้มแห่งความตาย ริมฝีปากสีดำเผยกว้างออกมาดูแล้วมีความสุขไม่น้อย
...
ขณะที่เบื้องล่างบนพื้นปฐี ในชั้นเมฆของบรรยากาศสีหม่นดำมืด เสียงฟ้าผ่ายังคงคำรามลั่นโศกเศร้าอาลัยดูไม่ยินยอมสายฝนเองก็ยังคงกระหน่ำเทซัดสาด ราวกับร่ำไห้ระรัวหนักยิ่งขึ้น ดั่งหยาดน้ำตาที่แสนเ็ปรวยริน
แต่ทว่าเบื้องบนที่สูงขึ้นไปขณะนี้ ซึ่งอยู่ห่างไกลในชั้นบรรยากาศหลายหมื่นจั้งจากพื้นดิน
ลูกไฟที่เกิดจากอุกกาบาตขนาดใหญ่ั์มหึมา ก็ได้พุ่งดิ่งลงมายังดวงดาวเบื้องล่างด้วยความเร็วที่น่าสะพรึงกลัวก่อนที่มันจะแหวกฝ่าทะลุม่านชั้นบรรยากาศออก ผ่านเมฆหมอกสีขาวนวลที่อยู่เหนือขึ้นไปณ ชั้นบนสุด แล้ววาบผ่านแฉลบเหนือยอดเขาของ ‘วิหารปราณศักดิ์สิทธิ์โบราณ’ที่ตั้งอยู่ใน ‘นครศักดิ์สิทธิ์เทียนิ’เพียงไม่กี่พันลี้
อุกกาบาตั์ที่มีเปลวไฟลุกไหม้โหมล้อมรอบ วาบพาดผ่านท้องฟ้าใน่เวลายามพลบค่ำ
ประกายแสงเจิดจ้าของมัน ราวกับจะเผามอดไหม้กลืนกินทุกอย่างที่เบื้องล่างและส่องสว่างดังดวงอาทิตย์ยามเที่ยงวัน ก่อนสว่างจ้าปูพรมแสงนั้นกระจายไปทั่วบน ‘ดินแดนสุริยันบูรพา’ อันกว้างใหญ่
ปรากฏการณ์เช่นนี้ ทำให้สายตาหลายล้านดวง ที่กำลังเดินย้ำเท้าอยู่บนพื้นปฐีมองเห็นมันได้อย่างชัดเจนแจ่มแจ้ง
.
.
.
.
.
………………………………