เมื่อจีอู๋ซวงเห็นเค้าลางว่าฮวาเหยียนจะเปิดปากเขาก็รีบตบหน้าอกตนเองเพื่อรับประกัน
ยังไม่ทันที่ฮวาเหยียนจะตอบรับนางพลันได้ยินเสียงของจีอู๋ซวงที่พูดขึ้นมาอีกครั้งว่า “หากแม่นางมู่สามารถโน้มน้าวท่านปรมาจารย์ให้รักษาโรคและพิษของอาหานได้ข้าผู้นี้ยินดีนำส่วนแบ่งจากหออู๋หมิงสี่ในสิบของตนเองมอบให้เจ้า”
ซี้ด
ฮวาเหยียนได้ยินเสียงสูดลมหายใจเย็นๆเข้าปอดของตน
หออู๋หมิงสุดยอดสถานที่สำคัญของต้าโจว รับรายได้นับไม่ถ้วนทุกวัน มิต่างอันใดกับเหมืองทองคำและเงินส่วนแบ่งสี่ในสิบย่อมเป็นตัวเลขมหาศาลที่มิอาจประเมินค่าได้
ทว่าจีอู๋ซวงกลับยินดีให้ความร่วมมือให้ส่วนแบ่งถึงสี่ในสิบ!!!
ฮวาเหยียนเกือบคิดว่าตนเองมีอาการหูแว่วเสียแล้ว
“ทะ ท่านช่วยพูดอีกครั้งได้หรือไม่?”
ดวงตาแมวของนางทอประกายสว่างวาบ
“ข้าบอกว่าตราบใดที่แม่นางมู่สามารถโน้มน้าวท่านปรมาจารย์ให้รักษาโรคและพิษของอาหานได้ข้ายินดีนำส่วนแบ่งจากหออู๋หมิงสี่ในสิบของตนเองมอบให้เจ้า...”
ยามนี้ฮวาเหยียนฟังจนเข้าใจนี่มิใช่อาการหูแว่วแต่เป็นเรื่องจริง ขอเพียงสามารถรักษาอาการป่วยของตี้หลิงหานให้หายได้ส่วนแบ่งสี่ในสิบจากหออู๋หมิงก็จะเป็นของนาง
ฮวาเหยียนราวกับเห็นแท่งทองคำนับไม่ถ้วนบินตรงมาหาตน
“ได้ตกลงแลกเปลี่ยน!”
ฮวาเหยียนยื่นมือออกไปใช้แรงหนักหน่วงในการตบมือของจีอู๋ซวง
ครานี้เปลี่ยนเป็นฮวาเหยียนที่ตื่นเต้นยินดีแล้ว
นางเห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างจีอู๋ซวงและตี้หลิงหานและที่สุดก็เข้าใจว่าเหตุใดจีอู๋ซวงจึงมักจะขอให้นางแนะนำ ‘นักปรุงยาอัจฉริยะ’ ผู้อยู่เบื้องหลังนางให้เขาอยู่เสมอตอนนี้เมื่อลองวิเคราะห์ดู ทั้งหมดล้วนทำเพื่อตี้หลิงหานทั้งสิ้น
“องค์รัชทายาทพระองค์ช่วยเป็นพยานให้ได้หรือไม่เพคะ?”
ฮวาเหยียนยิ้มแย้มพลางหันมองตี้หลิงหานก่อนกล่าว
คิ้วตาที่ยิ้มแย้มของนางหยักโค้งดวงตาเปล่งประกายสว่าง ยามตี้หลิงหานมองนางก็คล้ายว่าความเจ็บปวดในกายเขาพลันจางหายไปเขาครุ่นคิดว่าตกลงมู่อันเหยียนเป็นสตรีเช่นไรกันแน่? ครู่ก่อนนางยังโมโหโกรธาดวงตาเต็มไปด้วยประกายสังหาร ทว่ายามนี้นางกลับแย้มยิ้มสดใส ราวกับนางกำลังจะเป็นเจ้าของทุกสรรพสิ่งในใต้หล้านี้
ความรักและความเกลียดชังที่เรียบง่ายเช่นนี้เป็นสิ่งที่เขาไม่เคยพบเจอมาก่อน
เขารู้สึกว่าตนเองอิจฉาเข้าแล้วจริงๆ
“ได้”
ริมฝีปากแดงของตี้หลิงหานขยับเล็กน้อยยามเปล่งเสียงออกมา
ฮวาเหยียนไม่นึกว่าตี้หลิงหานจะตอบรับรวดเร็วเช่นนี้ดวงตาแมวของนางปรากฏความหวาดระแวง ทว่านางก็ยังคงแย้มยิ้มราวกับบุปผาในคิมหันตฤดู นางหัวเราะคิกคัก ท่าทางเปี่ยมด้วยความพอใจทำเอามู่เอ้าเทียนไม่รู้ว่าจะหัวเราะหรือร้องไห้ดี
พริบตาถัดมาพลันเห็นฮวาเหยียนกวักมือเรียกบุตรชายอย่างเป็นสุข “ลูกรัก มาตรงนี้เถิด หลงจู้จีต้องการรู้จักกับเจ้า”
“ท่านแม่”
หยวนเป่าน้อยตอบรับอย่างเชื่อฟังจากนั้นก็กระโดดลงจากร่างของมู่เอ้าเทียน เดินไปยืนข้างกายฮวาเหยียน
ทุกคน “???”
“หลงจู้จีข้าขอแนะนำ นี่คือบุตรชายของข้า ชื่อเล่นหยวนเป่า นามจริงมู่เนี่ยนเฉินเขาก็คือนักปรุงยาอัจฉริยะที่ท่านอยากพบมาโดยตลอด”
จีอู๋ซวง “???” แม่นางมู่ เจ้ากำลังล้อข้าเล่นหรือ?
“หยวนเป่าเด็กดี เรียกท่านลุงจีเร็วเข้า”
ฮวาเหยียนหมุนศีรษะมองหยวนเป่าน้อยด้วยสายตาอ่อนโยน
หยวนเป่าเองก็เป็นเด็กดีเชื่อฟังนักเขาขานเรียกจีอู๋ซวงที่ยืนตาค้างอ้าปากหวออย่างตกตะลึงว่าท่านลุง
“นี่ นี่...แม่นางมู่เจ้ามิอาจล้อข้าเล่นเช่นนี้”
จีอู๋ซวงหัวเราะมิได้ร้องไห้มิออกอย่างแท้จริงเขานึกว่าหลังจากที่อีกฝ่ายตอบรับข้อเสนอของเขาว่าจะแลกเปลี่ยนส่วนแบ่งของหออู๋หมิงแล้วนางจะแนะนำท่านปรมาจารย์ให้ แต่กลับคาดไม่ถึงว่าแม่นางมู่จะยังคงปฏิเสธ ทั้งยังใช้บุตรชายของนางมาแก้ตัวให้เรื่องนี้ผ่านไป
“ผู้ใดล้อท่านเล่นเล่า?โอสถจินฉวนและโอสถเซวียนลี่ที่ข้าเคยนำไปหออู๋หมิง รวมถึงโอสถต่อชีวิตในวันนี้ล้วนเป็นบุตรชายของข้าที่ปรุงขึ้นมา เขาก็คือท่านปรมาจารย์ที่ท่านเฝ้าเพ้อถึงมาตลอดผู้นั้น”
ฮวาเหยียนมองจีอู๋ซวงพลางกล่าว
สีหน้าของนางจริงจังเป็นอย่างยิ่งมิได้แสดงอาการของคนโกหกแม้เพียงครึ่งคำ
ทั้งร่างของจีอู๋ซวงตกตะลึงโดยสมบูรณ์เป็นไปได้อย่างไร? เด็กน้อยผู้นี้อายุห้าขวบใช่หรือไม่?นักปรุงยาอัจฉริยะ? หยุดล้อเล่นเถิด!แม้แต่แยกแยะสมุนไพรจะยังทำเป็นหรือไม่?
ไม่เพียงแต่จีอู๋ซวงที่ไม่เชื่อเหล่าองครักษ์เงาเองก็ไม่เชื่อเช่นกันพวกเขาทั้งหมดล้วนรู้สึกว่าฮวาเหยียนกำลังล้อเล่น
“นักปรุงยาอัจฉริยะคือบุตรชายของเจ้าหรือ?”
จีอู๋ซวงถามขึ้นอีกครั้ง
แต่เขากลับเห็นหยวนเป่าประสานมือคำนับจีอู๋ซวง “ท่านลุงจี น่าเสียดายแล้ว คำว่านักปรุงยาอัจฉริยะนี้ข้ามิกล้ารับไว้ข้าเพียงเข้าใจวิชาแพทย์เล็กน้อยขอรับ”
ดูเอาเถิดอายุยังน้อยขนาดนี้ ท่าทางที่ไม่ต่ำต้อยหรือหยิ่งผยอง ปลุกใจให้กับทุกคนรวมถึงน้ำเสียงที่อ่อนน้อมถ่อมตนนี้...
“เจ้าเจ้า...เจ้า? เป็นเจ้าหรือที่ปรุงโอสถเซวียนลี่? กระทั่งโอสถต่อชีวิตก็เป็นเจ้าที่ปรุงขึ้นมาหรือ?”
จีอู๋ซวงยังคงไม่เชื่อ
หยวนเป่าพยักหน้า“ประสิทธิภาพของยายังดีไม่พอ ยังคงอยู่ในขั้นทดลองขอรับ”
จีอู๋ซวงล้มตึง
ปีนี้เขาอายุครบยี่สิบเกิดและเติบโตในหุบเขาเย่าหวาง วิชาแพทย์ของเขาถือว่าไม่เป็นสองรองใครในหุบเขาเย่าหวางมิเช่นนั้นผู้เฒ่ายอดสำนักในหุบเขาคงมิกลัวตัวตนอันโดดเด่นของเขา จนกลัวว่าเขาจะขึ้นเหยียบแทนตำแหน่งของตนจึงหาข้ออ้างขับไล่เขาออกจากหุบเขา
หลายปีก่อน เขาคิดว่าทักษะทางการแพทย์ของตนมิอาจดูถูกได้โดยเฉพาะพิษในร่างกายของอาหานที่ถูกเขาควบคุมข่มเอาไว้ แม้เขาจะไม่พบวิธีล้างพิษให้หมดจดทว่าหลายปีที่ผ่านมา แม้จะมีเหตุให้ต้องวิตกแต่ก็ยังไม่อันตรายจนถึงแก่ชีวิต
จนกระทั่งเมื่อไม่กี่วันก่อนเมื่อเขาได้รับโอสถเซวียนลี่และโอสถจินฉวนจากมือของมู่อันเหยียน เขาแทบจะมั่นใจว่าเบื้องหลังของนางต้องมีนักปรุงยาอัจฉริยะอยู่เป็นแน่ทว่าในจินตนาการของเขา นักปรุงยาท่านนี้ต้องมีความอาวุโส อายุมากกว่าร้อยปี มิเช่นนั้นคงมิอาจกลั่นยาเม็ดระดับสูงที่มีความบริสุทธิ์เช่นนี้ออกมาได้
แต่ในวันนี้นักปรุงยาอัจฉริยะที่เขาเคยจินตนาการไว้ กลับกลายเป็นเพียงเด็กอายุห้าขวบ?
จะเป็นไปได้อย่างไร?
จีอู๋ซวงไม่เชื่อตีให้ตายเขาก็ไม่เชื่อ
“ท่านแม่ทัพมู่นี่เป็นเรื่องจริงหรือขอรับ?”
ย่อมต้องหาใครสักคนเพื่อยืนยันและมู่เอ้าเทียนก็มีชื่อเสียงด้านความซื่อตรง
ทว่ากลับเห็นใบหน้าของมู่เอ้าเทียนเต็มไปด้วยความคาดไม่ถึงไม่เข้าใจสถานการณ์เช่นกัน “เปิ่นกงก็เพิ่งรู้เรื่องวันนี้เช่นกัน”
จีอู๋ซวง “...!”
เขายังคงไม่เชื่อและต้องการหลักฐานนี่ถือเป็นระเบิดครั้งใหญ่สำหรับเขา ส่งผลอย่างมากต่อเส้นทางความสำเร็จด้านการแพทย์ของเขา!เขาทำงานหนักมากว่ายี่สิบปี แต่ฝีมือกลับมิอาจเทียบเด็กห้าขวบได้เช่นนั้นหรือ?
หากทั้งหมดนี้เป็นความจริงเช่นนั้นเด็กที่อยู่ตรงหน้าเขาก็น่ากลัวเกินไปแล้ว!
เมื่อเห็นว่าจีอู๋ซวงยังคงตกใจไม่กล้าเชื่อในดวงตาแฝงความสงสัย นางพลันโบกมือด้วยความรำคาญใจก่อนกล่าวว่า “จะมีอันใดน่าประหลาดใจถึงเพียงนั้น ใต้หล้านี้มีผู้เก่งกาจเกิดใหม่มากมายนักยังมิต้องพูดถึงบุตรชายของข้า แค่กล่าวถึงองค์รัชทายาทของท่าน อายุเพียงยี่สิบสี่ก็สามารถทะลวงถึงขั้นราชาผู้บำเพ็ญแม้แต่ในทวีปหรือทั้งอาณาจักรต้าโจวก็ไม่ปรากฏผู้ที่มีความสามารถเช่นนี้เป็นคนที่สอง”
จีอู๋ซวงถูกคำพูดของฮวาเหยียนกล่าวจนพูดอันใดไม่ออกเขาพลันตกตะลึงไปทั้งร่าง “อาหาน จะ เจ้าทะลวงถึงขั้นราชาผู้บำเพ็ญแล้วหรือ?”
“ยังไม่เสถียร”
คำพูดสั้นๆกระชับได้ใจความ ทว่าก็ถือเป็นการยอมรับแล้ว
จีอู๋ซวงตกตะลึงท่าทางคล้ายถูกกระตุ้นโดยสมบูรณ์
“จีอู๋ซวงหรือว่าท่านคิดจะกลับคำ?”
เมื่อเห็นท่าทีของจีอู๋ซวงฮวาเหยียนพลันหรี่ตาลงและเอ่ยถามทันที
เมื่อถูกขานนามจีอู๋ซวงก็รีบโบกมืออย่างรวดเร็ว “มิใช่ แม่นางมู่ เจ้าเข้าใจผิดแล้ว วาจาที่ข้ากล่าวออกไปแล้วข้าย่อมไม่คิดกลับคำ ข้าไม่เสียใจภายหลัง ทว่า...เช่นนั้นเจ้าช่วยขอให้บุตรชายของเจ้าตรวจอาหานและวินิจฉัยสภาพร่างกายในปัจจุบันของอาหานว่าเป็นเช่นไรได้หรือไม่?”