นี้แหละคุณพ่อของพวกเรา

    บทที่ 22

    “คุณพ่อค่า จะพาพวกเราไปไหนเหรอ” เอกที่พาทั้งสองคนออกจากบ้านตั้งแต่เช้ากล่าวถามเอกอย่างสงสัย
    “วันนี้พ่อจะพาทั้งสองไปหาคนรู้จักของพ่อนะครับ” เอกที่กำลังขับรถอยู่ก็ได้ตอบคำถามของน้ำทิพย์ให้หายสงสัย
    “แล้วคนรู้จักของคุณพ่อนี้ใช่ญาติของเรารึเปล่าครับ” ไมค์ที่ไม่เคยเห็นญาติของคุณพ่อตัวเองก็เลยถามอย่างสงสัย
    “ไม่ใช่ญาติของเราหรอกลูกแต่ว่าเขาเคยเป็นหัวหน้างานของพ่อมาก่อนนะครับ แล้วเขายังถือพ่อเป็นดังน้องชายของตัวเองเลยละเพราะฉะนั้นเขาก็ถือว่าเป็นลุงของเราทั้งสองคนเลยรู้ไหม” เอกที่ตอบคำถามของไมค์เขาก็นึกย้อนไปถึงวันที่เขาโทรไปหาหัวหน้าเก่าของตัวเอง

    ย้อนกลับไปเมื่อคืน
    “ว่าไง ไอ้เอกเป็นไงมาไงถึงมาโทรหาข้าได้วะ” อารักษ์หัวหน้าเก่าของเอกเมื่อเกือบ 6 ปีที่แล้วในค่ายกองทัพทหารบกที่ติดกับชายแดนแล้วเขาคนนี้แหละที่ค่อยช่วยเหลือเอกหลายๆ อย่างรวมถึงเรื่องเงินของลูกน้องที่หัวหน้าคนนี้ไม่เคยจะยึดมาเป็นของตัวเองเลยมีแต่จะให้เงินกลับลูกน้องตอนมีปัญหาตลอด ซึ่งพลโทอารักษ์ที่เมื่อก่อนตอนที่เอกยังอยู่กับเขาตัวของอารักษ์ก็ยังมียศเพียงแค่พลตรี และต้องบอกเลยว่าพลโทอารักษ์ในตอนนี้มีแต่คนนับหน้าถือตาเป็นอย่างมากและลูกน้องสายงานของเขาก็มีแต่คนที่พร้อมจะถวายชีวิตให้กับแกไม่ใช่เพราะบารมีอย่างเดียวเท่านั้นแต่เป็นเพราะพลโทอารักษ์ใส่ใจกับลูกน้องของตัวเองเป็นอย่างมาก ผิดกับพวกคนใหญ่คนโตคนอื่นที่ค่อยแต่จะปลูกนาบนหลังลูกน้องตัวเอง
    “พอดีผมมีเรื่องที่จะให้เฮีย ช่วยผมหน่อยนะครับ” เอกที่ขอร้องอีกฝ่ายอย่างจนใจและอีกอย่างเขาอยากไปเยี่ยมหาแกด้วย
    “หืม...มีเรื่องอะไรละไหนลองเล่าให้ฉันฟังหน่อยสิ” พลโทอารักษ์ถามเอกอย่างสงสัยร้อยวันพันปีเจ้านี้ไม่เคยจะมาขอร้องเขาเพราะต่อให้อีกฝ่ายลำบากขนาดไหนก็ไม่เคยขอร้องใครแม้ขนาดเขาให้เอกมาทำงานกับเขามันก็ยังไม่ยอมมา โดยอ้างกับเขาว่าเดี๋ยวคนที่ทำงานจะหาว่ามันใส่เส้นสายของเขาเข้ามาทำงานอีกทำให้เขาในตอนนั้นอยากตบหัวมันเล่นจริงๆ
    “คือ....เรื่องมันเป็นอย่างนี้ครับ” เอกที่เห็นว่าหัวหน้าเก่าของเขาอยากจะฟังเหตุผลที่ทำไมตัวของหัวหน้าเก่าอย่างเขาจะต้องช่วย เพราะถ้าพลโทอารักษ์ช่วยเอกอย่างมัวๆ โดยที่ไม่สนใจเลยว่าอันไหนดีอันไหนไม่ดีมันก็จะเท่ากับว่าตัวเขาดันหาเรื่องใส่ตัวเองที่ไปช่วยคนอื่นโดยไม่ดูผลลัพธ์ที่จะตามมา แต่ถ้าเรื่องของเอกมันเป็นการช่วยโดยที่เอกโดนกลั่นแกล้งอย่างไม่ยุติธรรมเขาก็ไม่ลังเลที่จะช่วยเอกไม่ว่าอีกฝ่ายจะเป็นใคร
    “อย่างนี้นี่เอง...มันน่านักไอ้พวกสารเลวนั้นเดี๋ยวเรื่องนี้ฉันช่วยจัดการให้เอง ว่าแต่ว่าผ่านไปไม่กี่ปีแกก็กลายเป็นเสี่ยกับเขาไปแล้วรึไงวะ ฮ่าๆ” พลโทอารักษ์แซวเอกที่เขาสามารถประสบการณ์ความสำเร็จได้แม้จะอายุเท่านี้แถมยังพวงด้วยลูกทั้งสองคนอีกกว่าจะมาถึงตอนนี้ได้เอกจะต้องผ่านความอยากลำบากมาขนาดไหนกันซึ่งเขาเองที่ค่อยช่วยเหลือเอกอยู่ลับๆ ก็รู้แก่ใจรวมถึงเรื่องที่มันได้เลิกกับผู้หญิงกาลกิณีคนนั้นด้วย
    “โธ่ เฮียผมยังไม่ได้รวยขนาดนั้นใครจะไปสู้ลูกเขยของเฮียได้กันละครับได้ข่าวมาว่าแฟนของน้องนิ่งรวยมากไม่ใช่เหรอครับเฮียคงมีความสุขไม่น้อยสิท่า”
    “มีความสุขบ้าอะไร พอเจ้าลูกสาวตัวดีของเฮียมีสามีแล้วมันก็ไม่ยอมมาเยี่ยมคนแก่อย่างฉันเลยนี้ละน่าได้ใหม่แล้วลืมเก่า” พลโทอารักษ์พูดเล่นๆ กับเอก
    “ฮ่าๆ มันเป็นเรื่องธรรมดานั่นแหละครับ ที่คนมีครอบครัวเป็นของตัวเองแล้วไม่ค่อยจะกลับมาหาเรา” เอกหัวเราะกับท่าทางของหัวหน้าที่แสดงออกมา
    “เออว่าแต่เอง มาเยี่ยมฉันหน่อยสิไหนๆ เองก็มาอยู่ที่เชียงใหม่แล้วพาลูกๆ ของเองมาด้วยละข้าอยากจะเห็นหน้าหลานๆ ของข้าจะแย่อยู่แล้ว” พลโทอารักษ์กล่าวชวนเอก "อ้าวแล้วน้องนิ่งไม่มีหลานมาให้เฮียอุ้มอีกเหรอครับ" เอกกล่าวถามอีกฝ่ายอย่างสงสัย                                                                                                     "เหอะ ก็ไอ้ลูกเขยของเฮียมันเป็นพวกไก่อ่อนนะสิ เฮียบอกน้องนิ่งไปตั้งหลายครั้งแล้วว่าให้มีหลานมาให้เฮียอุ้มสักที่ มันก็ยังไม่มีมาให้เฮียจนถึงทุกวันนี้ เฮียละเหนื่อยใจกับลูกสาวของเฮียจริงๆ" พลโทอารักษ์กล่าวกับเอกอย่างเหนื่อยใจ
    “ได้สิครับ เดียวผมจะพาทั้งสองไปหาเฮียเพราะที่ผมโทรมาหาเฮียก็เพราะอยากไปเยี่ยมที่ค่ายเก่าด้วย” เอกไม่ปฏิเสธที่จะไปหาหาพลโทอารักษ์อยู่แล้ว
    “ดีๆ พวกเพื่อนๆ ของเองก็บ่นคิดถึงเองทั้งนั้นถึงพวกมันจะมียศที่สูงพอตัวแต่ก็ไม่ยอมออกไปจากค่ายนี้สักทีวนเวียนไปมาอยู่นั้นเฮียละปวดหัวกับพวกมันจริงๆ” พลโทอารักษ์ส่ายหัวกับลูกน้องที่เป็นห่วงเขาอย่างจนใจ
    “ช่วยไม่ได้นี่ครับก็พวกผมมีหัวหน้าดีซะขนาดนี้” เอกหัวเราะชอบใจออกมาเพราะคนที่อยู่ในรุ่นเดียวกับเขาทุกคนได้ดีก็เพราะพลโทอารักษ์คนนี้ ถ้าไม่ติดว่าเขาทำน้ำหนึ่งท้องอนาคตของเขาก็ไม่ต่างจากเพื่อนๆ ของเขาอย่างแน่นอน
    “เสียดายถ้าเองไม่ออกเองก็จะได้เป็นใหญ่เหมือนเพื่อนของเอง แต่ก็ดีแล้วละหันมาเอาดีเป็นเจ้าสัวในอนาคตก็ไม่แน่ฮ่าๆ” พลโทอารักษ์กล่าวกับเอกอย่างอารมณ์ดี

    “ขอให้เป็นอย่างนั้นเถอะครับฮ่าๆ” เมื่อทั้งสองหัวเราะกันจนพอใจเสร็จทั้งสองก็ขอวางสายไปพักผ่อนตัวใครตัวมัน