แสงแดดยามเช้าทาบลงบนพื้นคอนกรีตของกรุงเทพมหานครอย่างรวดเร็วั้แ่แปดโมงเช้า
เสียงแตรและเครื่องยนต์จากถนนใหญ่ดังแว่วเข้ามาในซอยตันแสนสงบ
นนท์ยืนหลังเคาน์เตอร์ไม้ นิ่งมองปึกธนบัตรสีเทาห้าสิบใบซึ่งจัดเรียงไว้อย่างประณีต
เงินสดห้าหมื่นบาทมัดด้วยยางวงสีเหลือง วางนิ่งบนโต๊ะไม้ราวกับสมบัติล้ำค่า
เขาสูดลมหายใจลึก เก็บปึกเงินสดลงซองพลาสติกใสแล้วซ่อนไว้ในกระเป๋าสะพายข้างใบเก่งอย่างระมัดระวัง
"พี่นนท์คะ พร้อมหรือยังคะ"
เอลวิน่าเดินเข้ามาใกล้ แววตาสีเขียวมรกตฉายความตื่นเต้นปนกังวล
เธอสวมเสื้อยืดตัวโคร่งคู่กับหมวกแก๊ปสีส้มเพื่อปิดใบหูเรียวยาวของเผ่าเอลฟ์
"พร้อมแล้วครับเอลวิน่า"
นนท์ยิ้มพลางดันแว่นทรงกลมให้เข้าที่
"วันนี้ผมต้องปิดประตูหลังร้านชั่วคราว เพื่อไม่ให้ลูกค้าต่างโลกหลงเข้ามาตอนไม่อยู่ครับ"
ชายหนุ่มเดินไปที่ประตูหลังร้านซึ่งสลักอักขระเวทมนตร์และวงจรแสงจางๆ
นนท์ดึงสลักปิดกลอนล็อกอย่างแ่า ก่อนจะปิดระบบเชื่อมต่อผ่านหน้าจอสีฟ้า
*ครืน...*
เสียงพลังงานเงียบสงบลง บ่งบอกว่าจุดเชื่อมมิติปิดลงชั่วคราวแล้ว
"เอลวิน่ารอที่ร้านนะ เฝ้าประตูด้านหน้าไว้ ถ้าใครมาก็บอกว่าปิดปรับปรุงชั่วคราวนะครับ"
"รับทราบค่ะ ขอให้การเดินทางไปพบธนาคารราบรื่นนะคะ"
เอลวิน่าชูกำปั้นเล็กๆ ส่งพลังใจ แววตามุ่งมั่นจริงจังจนนนท์อดยิ้มไม่ได้
นนท์เดินมาที่ประตูกระจกหน้าร้าน
เขาเปิดประตูไม้ก้าวสู่โลกภายนอก ลมร้อนอบอ้าวปะทะใบหน้าพร้อมกลิ่นควันจางๆ ของเมืองหลวง
*กริ๊ง...*
กระดิ่งหน้าร้านดังกังวานใส ชายหนุ่มล็อกประตูจากด้านนอกแล้วเริ่มก้าวเดิน
ตึกแถวสามชั้นครึ่งที่ปู่ทิ้งไว้ตั้งอยู่ในซอยลึกแสนสงบ
ตึกแถวของเขาตั้งเด่นอยู่ท้ายซอย ล้อมด้วยซากตึกร้างและกำแพงสังกะสี
ชายหนุ่มก้าวเดินไปปากซอยอย่างไม่เร่งรีบ ทว่าหัวใจเต้นรัวด้วยความกังวล
ภาพจดหมายแจ้งเตือนการยึดทรัพย์ลอยเข้าในหัว
'หากไม่สามารถชำระเงินงวดแรกห้าหมื่นบาทได้ ธนาคารจะยึดทรัพย์สิน...'
น้ำเสียงเฉียบขาดและแววตาเ็าของเ้าหน้าที่ยังก้องอยู่ในหู
ตอนนั้นเขาเกือบยอมแพ้ ปล่อยให้ร้านของปู่โดนยึดไปเสียแล้ว
แต่ตอนนี้ ทุกอย่างไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป
นนท์เดินเลี้ยวขวาออกถนนใหญ่ รถราจอดติดยาวเหยียดใต้แดดจ้า
ลมร้อนระเหยจากพื้นคอนกรีตทำให้อากาศชวนเหนอะหนะ
เขาเลี้ยวเข้าสู่ประตูม่านกระจกของธนาคารพาณิชย์ทันที
*ฟู่...*
ไอเย็นฉ่ำของเครื่องปรับอากาศปะทะแก้ม ช่วยขับความอบอ้าวไปจนสิ้น
ชายหนุ่มกดบัตรคิวชำระเงินกู้ แล้วไปนั่งรอตรงเก้าอี้เบาะสีน้ำเงินมุมห้อง
ใจเขาเต้นระทึก มือกระชับสายกระเป๋าแน่นราวกับกลัวเงินจะหาย
"คิวหมายเลขหนึ่งร้อยสอง ช่องบริการที่สามค่ะ"
เสียงประกาศดังขึ้น นนท์ลุกเดินตรงไปยังเคาน์เตอร์หมายเลขสามทันที
เ้าหน้าที่หญิงคนเดิมที่คอยทวงถามหนี้สิน นั่งอยู่หลังกระจกใส
คุณกานดา เ้าหน้าที่ฝ่ายหนี้สิน ผู้มีสีหน้าเคร่งเครียดอยู่เสมอ
เธอเงยหน้ามองนนท์ผ่านกรอบแว่น แววตานั้นจำเขาได้ดีแต่แฝงด้วยความไม่คาดหวัง
"คุณอนันต์ พิริยะกุล ใช่ไหมคะ วันนี้ติดต่อเื่อะไรคะ"
เธอกล่าวเสียงเรียบพลางเปิดเอกสารในคอมพิวเตอร์
"มาชำระหนี้งวดแรกเพื่อระงับการฟ้องยึดตึกครับ"
นนท์ตอบเสียงสุภาพ ทว่าน้ำเสียงนุ่มนวลกลับหนักแน่น
คุณกานดาเลิกคิ้วขึ้น แววตาฉายแววฉงน
"ยอดชำระงวดแรกห้าหมื่นบาทนะคะ คุณเตรียมเอกสารขอประนอมหนี้มาหรือเปล่า"
เธอเตรียมเอกสารขอผ่อนผันออกมาอธิบาย เพราะไม่คิดว่าเขาจะหาเงินก้อนนี้ได้ทัน
"เปล่าครับ ผมไม่ได้มาขอผ่อนผันครับ"
นนท์ตอบพลางรูดซิปเปิดกระเป๋าสะพายข้างช้าๆ
เขาวางซองพลาสติกใสที่บรรจุปึกเงินสดสีเทาลงบนถาดใต้ช่องกระจก
"ผมมาชำระเงินสดห้าหมื่นบาทถ้วนครับ"
ดวงตาของคุณกานดาเบิกกว้างเมื่อเห็นปึกเงินสดสีเทาหนาเตอะ
เธอมองปึกเงินสลับกับใบหน้าของชายหนุ่มราวกับไม่เชื่อสายตา
"เงินสดห้าหมื่นบาทถ้วนหรือคะ"
เธอพึมพำพลางหยิบเงินด้วยมือสั่นเทาเล็กน้อย ใส่เข้าไปในเครื่องนับ
*ฟรึ่ดๆๆๆๆๆ...*
เลขห้าสิบปรากฏขึ้นบนหน้าจอดิจิทัลสีแดง
เ้าหน้าที่สาวคีย์ข้อมูลลงคอมพิวเตอร์อย่างรวดเร็ว เสียงปุ่มแป้นพิมพ์ดังระรัว
"ยอดเงินครบถ้วนค่ะ ระบบตัดยอดระงับคดีเรียบร้อยแล้วค่ะ"
เธอยื่นใบเสร็จรับเงินที่มีตัวตราประทับของธนาคารส่งคืนมา
"น่าทึ่งมากเลยนะคะ ทางเราคิดว่าคุณจะชำระไม่ทันเสียแล้ว"
คุณกานดายิ้มบางเบาด้วยความทึ่ง
"ขอบคุณครับ ผมแค่อยากรักษาตึกของปู่ไว้ให้ได้"
นนท์รับใบเสร็จมาถือ แววตายังคงสงบและนอบน้อมเช่นเคย
เขากล่าวลาเ้าหน้าที่แล้วเดินก้าวพ้นประตูหมุนกระจกกลับสู่โลกภายนอก
แสงแดดยังร้อนแรง ทว่าคราวนี้นนท์กลับไม่รู้สึกอบอ้าวอึดอัดอีกเลย
ชายหนุ่มยกใบเสร็จสีขาวขึ้นมามอง ยอดเงินห้าหมื่นบาทได้รับการชำระเสร็จสิ้นแล้ว
ลมหายใจที่อัดอั้นในอกมานานหลายสัปดาห์ ได้รับการปลดปล่อยออกมาจนหมดสิ้น
บ่าที่ตึงเกร็งผ่อนคลายลง ความโล่งอกแผ่ซ่านในหัวใจ
"สำเร็จแล้วครับคุณปู่ ผมรักษาร้านของปู่ไว้ได้ก้าวหนึ่งแล้วนะ"
นนท์พึมพำกับตัวเอง แววตาเป็ประกายสดใสเปี่ยมด้วยความหวัง
แม้จะรู้ดีว่าหนี้สินยังคงเหลืออีกครึ่งหนึ่ง
แต่ก็นั่นไม่ใช่เื่ที่เป็ไปไม่ได้อีกต่อไป ตราบที่ยังมีบานประตูลึกลับบานนั้นอยู่
ชายหนุ่มก้าวเดินกลับตึกแถวด้วยหัวใจที่เบาสบาย และพร้อมปรุงอาหารในบ่ายวันนี้