เมื่อกู้หลานตกลงทำการค้านี้เรียบร้อย เขาก็มองไปยังสมาชิกในครอบครัวรอบโต๊ะด้วยความรู้สึกผ่อนคลายและเปี่ยมสุข
ภายในห้องอันเงียบสงบและอบอุ่น
สายตาที่เปี่ยมด้วยความรู้สึกซับซ้อนจับจ้องมาที่เขา ดวงตาคู่สวยดุจสายน้ำของมู่อวี่เยียนเริ่มแดงระเรื่อ ยากจะเก็บซ่อนความตื้นตันใจเอาไว้ได้!
แคว้นจิ้ง... รอดพ้นวิกฤตครั้งนี้อย่างแท้จริงแล้ว!
ยามที่กู้หลานกล่าวถ้อยคำเ่าั้ออกมา นางรู้สึกราวกับเห็นแสงสว่างส่องผ่านความมืดมิดอันไร้สิ้นสุด
แน่นอน สิ่งที่ทำให้มู่อวี่เยียนตื้นตันจนน้ำตาไหลมากที่สุด คือการที่นางไม่เคยเลือกคนผิด
แม้กู้หลานจะเป็เพียงปัญญาชนผู้หนึ่ง แต่จิตใจและวิสัยทัศน์ของเขานั้นสูงส่งจนถึงขั้นที่แม้แต่นางซึ่งเป็จักรพรรดินียังต้องก้มหัวให้
“น้องหญิง เ้าเป็อันใด ร้องไห้ทำไมกัน?” กู้หลานจ้องนางพลางเกาหัวด้วยความมึนงง
ก็แค่ตกลงจะขายเมล็ดพันธุ์ข้าว ถ้าเก็บไว้ก็มีแต่จะเน่าเสีย จะต้องซึ้งใจอะไรขนาดนั้น?
“เปล่าเ้าค่ะ ท่านพี่มองผิดแล้ว”
มู่อวี่เยียนไม่อยากเสียอาการ รีบเบือนหน้าหนีแล้วเม้มปากแน่นไม่ยอมรับ
กู้หลานส่ายหัวอย่างจนใจ ก่อนจะหันไปมองอีกสองคนที่เหลือแล้วร้องอุทาน
“เอ๊ะ! เสี่ยวซี เหตุใดตาเ้าถึงแดงไปอีกคนด้วยเล่า?”
“โธ่เอ๊ย ลุงหยาง ลุงก็ด้วยหรือ?!”
กู้หลานทำปากยื่น หากเป็หญิงสาวทำหน้าสงสารก็น่าเอ็นดูอยู่หรอก แต่พอผู้ชายสูงวัยทำหน้าน่าเวทนาแบบนี้มันชวนให้ขนลุกซู่ไม่หยอก
“คุณชาย... บ่าวเพียงแต่รู้สึกว่ายามที่ท่านบอกว่าจะขายให้ชาวบ้านในราคาเท่าทุนนั้น ท่านช่างดูสง่างามและมีน้ำใจยิ่งนักขอรับ แฮะ ๆ !”
ลุงหยางเกาหัวอย่างซื่อ ๆ
หากเป็พ่อค้าผู้ร่ำรวยคนอื่นในแคว้นจิ้งที่มีเมล็ดพันธุ์ล้ำค่าเช่นนี้ คงโก่งราคาจนสูงลิ่วไปแล้ว!
แต่คุณชายของเขาทั้งที่เป็เพียงสามัญชนกลับตัดสินใจเช่นนี้ เขาทั้งประหลาดใจและรู้สึกปลาบปลื้มใจยิ่งนัก!
“แหม ปากหวานนักนะ!”
กู้หลานหัวเราะชอบใจ แล้วสั่งการต่อ “เช่นนั้นการค้าขายนี้ยกให้ลุงจัดการนะ หากทำไม่ทันก็ให้เสี่ยวซีช่วย อีกสองวันเราจะเปิด ‘โรงธัญพืชตระกูลกู้’ ข้าง ๆ โรงน้ำชาของเรา ประเดิมโรงธัญพืชแรกด้วยการขายเมล็ดพันธุ์ข้าวชุดนี้แหละ”
“ได้เลยขอรับ คุณชายวางใจได้!”
ลุงหยางตบหน้าอกรับคำอย่างหนักแน่น
.....
สามวันต่อมา
กู้หลานดูดซับสมบัติที่ยึดมาจากสำนักฮวาเจี้ยนจนเกือบหมดสิ้น ยามนี้ตบะของเขาพุ่งขึ้นไปถึงระดับสี่หมื่นปีแล้ว!
นอกจากหินิญญาระดับสุดยอดและมุกเงือกพันปี ก็ยังมีอีกสิ่งหนึ่งที่มีประโยชน์ไม่น้อย
[ระดับศักดิ์สิทธิ์ เตาหลอมเพลิงอัคคี]
ตอนที่เห็นครั้งแรก กู้หลานถึงกับใ สำนักฮวาเจี้ยนที่เป็เพียงสำนักลำดับสองจะมีสมบัติระดับศักดิ์สิทธิ์ได้อย่างไร!
แต่เมื่อตรวจดูอย่างละเอียด เขาก็พบว่ามันเป็เพียงของเสียหายที่ถูกทำลาย จิติญญาของเตาหลอมถูกคนกระชากออกไปจนเหลือเพียงเปลือกนอกที่ทนทานยิ่งนัก
ของที่ภาชนะอยู่ครบแต่จิติญญาแตกสลาย โอกาสซ่อมแซมนั้นริบหรี่เสียยิ่งกว่าริบหรี่ ไม่แปลกใจเลยที่มันจะถูกทิ้งให้ฝุ่นเกาะอยู่ในคลังสมบัติของสำนักฮวาเจี้ยน
กู้หลานถอนหายใจด้วยความเสียดาย
แต่เขาก็เก็บมันไว้อย่างดี อย่างน้อยวัสดุระดับศักดิ์สิทธิ์ก็ยังคงอยู่ เผื่อวันหน้าอาจจะได้ใช้งานมันบ้าง...
ยามบ่าย
กู้หลานนั่งอ่านตำราอยู่หน้าต่างอย่างสงบ
ในลานบ้าน แสงแดดยามอัสดงสาดส่องลงบนร่างของมู่อวี่เยียน นางเอนกายบนเก้าอี้ไม้ไผ่พลางอ่านวรรณกรรมเื่ใหม่ ‘ความฝันในหอแดง’ ที่กู้หลานเขียนให้ ใบหน้าของนางขึ้นสีระเรื่อและอ่านอย่างเพลิดเพลิน
ในตอนนั้นเอง เสียงของลุงหยางก็ดังมาจากนอกประตู
“คุณชาย คุณชายขอรับ!”
“แคว้นต้าจิ้งของเราเกิดเื่ใหญ่แล้วขอรับ!”
‘ดวงเมืองเสื่อมถอยขนาดนี้ เกิดเื่ใหญ่ก็คงไม่แปลกอะไรหรอกมั้ง’
‘ลุงหยางนี่ตื่นตูมทุกวันเลยจริง ๆ !’
กู้หลานส่งเสียงจากในห้องหนังสืออย่างเรียบเฉย
“มีอะไรก็ว่ามา ข้าฟังอยู่”
“อ้อ คือแบบนี้ขอรับ ่ที่บ่าวไปจ้างคนมาเปิดร้านตามที่คุณชายสั่ง พอดีผ่านไปที่ป้ายประกาศหน้าเมือง เห็นคนมุงดูเต็มไปหมด บ่าวเลยอยากจะเข้าไปดู...”
“เอาใจความสำคัญ”
“อ้อ! ในประกาศคือ ‘ประกาศศึกกวาดล้างปีศาจ’ จากเมืองหลวงขอรับ เห็นว่าแคว้นต้าจิ้งของเราจะทำากับโลกปีศาจแล้ว!”
เมื่อได้ยินดังนั้น กู้หลานก็ชะงักไป
‘าระหว่างอาณาจักร?’
‘ไม่น่าใช่นะ’
‘เท่าที่จำได้ ในนิยายต้นฉบับมันเริ่มปีที่ห้าของรัชศกเจียชิ่งไม่ใช่หรือ?... หรือว่าเป็เพราะเราฆ่าาาปีศาจไป เลยทำให้ลำดับเหตุการณ์มันรวนจนขยับเร็วขึ้น?’
“ลุงดูผิดหรือเปล่า?”
“ไม่ผิดแน่นอนขอรับ ประกาศจากเมืองหลวงถูกกระจายไปทั้งสิบสามเขตแล้ว มีตราประทับของจักรพรรดินีด้วย!”
เมื่อลุงหยางพูดจบ ในห้องหนังสือก็เงียบกริบ กู้หลานเคาะนิ้วบนโต๊ะไม้ ครุ่นคิดถึงสิ่งที่เกิดขึ้น
ที่ลานบ้าน มู่อวี่เยียนได้ยินข่าวนี้กลับไม่มีท่าทีประหลาดใจแม้แต่น้อย นางยังคงพลิกหน้าวรรณกรรมอย่างใจเย็น
ใช่แล้ว ประกาศนั่นเป็สิ่งที่หลิ่วเย่ซีร่างขึ้นเมื่อไม่กี่วันก่อนหลังจากกลับไปเมืองหลวง
ทั้งเพื่อระดมพลจากสิบสามเขตมาเตรียมตัวให้พร้อม และเพื่อประกาศให้โลกได้รู้ว่า จักรพรรดินีผู้นี้ไม่กลัวที่จะทำากับโลกปีศาจ!
‘ก่อนหน้านี้เพราะจำใจจึงต้องยอมอ่อนข้อ แต่ตอนนี้ประชาชนมีเมล็ดพันธุ์ข้าววิเศษที่ท่านพี่มอบให้แล้ว อีกไม่เกินสามเดือนผลผลิตของแคว้นจิ้งก็จะพุ่งสูงขึ้นหลายเท่าตัว!’
‘อยากสู้รึ งั้นก็มาสู้กัน!’
‘เห็นจักรพรรดินีอย่างเราเป็คนอ่อนแอหรืออย่างไรกัน!?’
มู่อวี่เยียนรู้สึกสะใจอย่างบอกไม่ถูก!
ในตอนนั้นเอง ลุงหยางเห็นกู้หลานนิ่งไปจึงถามอย่างลังเล
“เอ่อ... คุณชาย าใกล้จะเกิดแล้ว โรงธัญพืชของเราจะเปิดอยู่หรือไม่ขอรับ?”
ในยามา โรงธัญพืชและโรงรับฝากเงินเป็สถานที่ที่อันตรายที่สุด หากไฟาลามมาถึง การถูกปล้นสะดมก็คงหนีไม่พ้น!
ลุงหยางรู้สึกกังวลเื่นี้มาก
ทว่ากู้หลานกลับหัวเราะออกมาเบา ๆ
“ไม่ต้องกลัว เราอยู่ที่หลางโจว ไม่ใช่เขตชายแดนตะวันตก โลกปีศาจไม่มีทางบุกมาถึงที่นี่หรอก”
แม้าจะขยับเร็วขึ้น แต่กู้หลานก็ไม่ได้มีท่าทีกังวลแต่แย่างใด
เพราะในวรรณกรรมต้นฉบับ ต่อให้เป็ปีที่ห้าที่แคว้นจิ้งอ่อนแอกว่านี้ โลกปีศาจก็ยังไม่สามารถยึดอวิ๋นโจว หรือเซียงโจวที่ติดเขตชายแดนได้เลย
ทั้งสองฝ่ายเพียงแค่บั่นทอนรากฐานของกันและกันไปเปล่า ๆ เท่านั้น
าครั้งนี้ต่างฝ่ายต่างบอบช้ำ สุดท้ายก็ได้ประโยชน์แค่พวกตัวเอกที่อาศัยจังหวะนี้ผงาดขึ้นมา
‘ช่างน่าหมั่นไส้จริง ๆ ไอ้ดวงพระเอกนี่ จะทำอะไรก็มีแต่คนหยิบยื่นโชคลาภให้ตลอด’ กู้หลานบ่นพึมพำในใจอย่างอิจฉา
สาเหตุที่าคราวนี้ยืดเยื้อมีสองประการ
หนึ่ง คือราชันปีศาจประเมินความสามัคคีของลูกน้องตนเองสูงเกินไป สุดท้ายก็ตีกันเอง
สอง คือที่เซียงโจวได้ปรากฏยอดฝีมือระดับจักรพรรดิผู้เป็อัจฉริยะด้านการทหาร ผู้ใช้กลยุทธ์การรบราวกับเทพเ้าจนเกือบจะตีโต้กลับไปได้...
“เปิดต่อไปเถอะ พอาเริ่ม ความ้าอาหารของแคว้นจิ้งจะยิ่งสูงขึ้น นี่แหละโอกาสดีที่เราจะขยายกิจการ” กู้หลานสั่งลุงหยาง
“ในเมื่อคุณชายสั่งเช่นนั้น บ่าวก็จะเปิดต่อไปขอรับ” ลุงหยางถอนหายใจอย่างโล่งอก
แม้เขาจะไม่เข้าใจว่าทำไมคุณชายถึงมั่นใจนักว่าาจะไม่ลามมาถึงที่นี่ก็ตาม
“อ้อ ลืมไป! อย่าลืมส่งข้าววิเศษไปให้กองทัพที่เซียงโจวเป็ลำดับแรก แล้วลองสืบดูด้วยละว่าที่นั่นมีแม่ทัพที่แซ่ ‘ลู่’ หรือเปล่า... ไม่สิ ตอนนี้เขาอาจจะเป็แค่ทหารเลวคนหนึ่งเท่านั้น…”
กู้หลานพูดไปพลางนึกถึงข้อมูลเบื้องต้นของคนผู้นั้น
ลุงหยางฟังแล้วมึนงง ไม่เข้าใจว่าเหตุใดจู่ ๆ คุณชายถึงอยากตามหาคนขึ้นมา
แต่ในเมื่อเป็คำสั่ง คุณชายสั่งอย่างไรเขาก็ทำอย่างนั้น จึงขานรับแล้วเดินออกจากบ้านไป
ในตอนนั้นเอง มู่อวี่เยียนที่นั่งอ่านวรรณกรรมอยู่ได้ยินประโยคสุดท้ายเข้าพอดี นางขมวดคิ้วเล็กน้อยแล้วเอ่ยถามขึ้น “ท่านพี่รู้จักคนทางตะวันตกด้วยหรือเ้าคะ?”
“ไม่เชิงว่ารู้จักหรอก เพียงแค่อยากจะ... ผูกมิตรไว้หน่อยน่ะ”
กู้หลานยิ้มบาง ๆ เขารู้ดีว่ากฎแห่งโชคชะตาในโลกแฟนตาซีนั้นน่าพิศวง
ว่ากันว่าหากได้ใกล้ชิดกับผู้มีโชคชะตาที่ยิ่งใหญ่ โชคชะตาของตัวเองก็จะดีขึ้นตามไปด้วย...
ทหารเลวแซ่ลู่ที่เขาตามหาคนนี้ ก็คือผู้ที่มีโชคชะตาอันยิ่งใหญ่คนหนึ่ง!
เพราะเขาคนนั้น คือยอดแม่ทัพระดับจักรพรรดิผู้ที่เกือบจะกอบกู้สถานการณ์ได้ในภายหลังนั่นเอง!
เมื่อได้ยินเช่นนั้น มู่อวี่เยียนยิ่งสนใจหนักเข้าไปใหญ่
‘คนแบบไหนกันที่ทำให้ท่านพี่ที่ยังไม่เคยพบหน้ามาก่อนอยากจะผูกมิตรด้วย?’
“ท่านพี่ คนผู้นั้นชื่ออะไรหรือเ้าคะ เมื่อหลายปีก่อนข้าเคยเดินทางท่องเที่ยว รู้จักผู้มีชื่อเสียงในเซียงโจวอยู่ไม่น้อย ไม่แน่อาจจะรู้จักก็ได้?"
มู่อวี่เยียนวางวรรณกรรมลงแล้วเดินเข้าห้องหนังสือ ดวงตาสวยพราวระยับ
“เขาไม่ใช่ยอดคนหรอก... เขาชื่อ ‘ลู่ฉิวเซียน’ เ้าเคยได้ยินชื่อนี้หรือไม่?”
เมื่อเห็นมู่อวี่เยียนส่ายหน้า กู้หลานจึงยิ้ม “เื่ราวของเขาน่ะ ต้องเริ่มเล่าั้แ่าระหว่างแคว้นจิ้งกับโลกปีศาจครั้งนี้นี่แหละ...”