เวลาผ่านไปหลายเดือนหลังนโยบายรัฐบาลกลางได้ประกาศใช้ ตอนนี้ ภายใต้โบสถ์ที่ได้รับการปรับเปลี่ยนภายใต้การนำของเบเนดิกต์ให้เป็ที่รับเลี้ยงเด็ก และ คนแก่ที่ไม่สามารถทำงานได้ในเมืองเพื่อลดภาระการจัดการของครอบครัวที่ต้องออกไปทำงานหนักภายใต้การจัดการของเทศมนตรีทำให้สถานที่นี้มีอาหารมากพอที่จะเลี้ยงดูผู้ที่อาศัย
ณ สถานเลี้ยงเด็กกำพร้า ที่มีเด็ก ๆกำลังเล่นกันในสถานที่นั้นอย่างไร้กังวล โดยเด็กที่ได้รับการเลี้ยงดูในโบสถ์แห่งนี้ที่อยู่กับเบเนดิกต์ คือ มิคาแอลอายุเขาจะถึง 10 ขวบให้ปลายปีนี้ —เบเนดิกต์ก้าวเดินไปหาเด็กชายมิคาแอล พลางเรียก “มิคาแอลน้อยพ่อมีอะไรอยากคุยด้วย” เบเนดิกต์กล่าวพลางนั่งลงไปข้าง ๆเด็กชายมิคาแอลที่กำลังนั่งอ่านพระคัมภีร์อยู่ที่ ม้านั่งข้างโบสถ์ “มิ-แอล เ้าจะ 10 ขวบแล้ว อยากทำอะไรต่อไปในอนาคต หรือ” เบเนดิตกล่าวพลางลูปหัวเด็กน้อย
เด็กน้อยยังไม่ยอมละสายตาจากหนังสือพระคัมภีร์“มิคาแอล อยากเป็แบบพ่อ เป็ท่านบาทหลวง—ช่วยทุกคน—แต่มิคาแอลยังไม่ได้เรียนรู้มากพอ” เสียงใสของเด็กน้อยตอบกลับเบเนดิกต์ จากนั้นมิคาแอลเงยหน้ามอง เบเนดิกต์ “คุณพ่อเป็ไปได้มั้ย จะส่งมิคาแอล ไปที่สันตะสำนัก”เด็กน้อยมองไปที่เบนาดิกต์
เบเนดิกต์หันมามองมิคาแอลพลางกล่าว “มิคาแอลเ้าอาจจะมองพ่อเป็ต้นแบบ แต่ชีวิตของพ่ออาจจะไม่ใช่ต้นแบบหรืออย่างที่เ้าอยากเป็ในอนาคต—พ่อจะไม่ห้ามเ้า ถ้าเ้าอยากเป็บาทหลวง—แต่พ่ออยากให้เ้าคิดเื่นี้หลังผ่านการมองดูโลกที่มากพอแล้ว—เอาละนอกจากเป็บาทหลวงเ้าอยากเรียนรู้อะไรพิเศษอีกหรือไม่”หลังกล่าวจบ พลางยิ้มตอบอย่างบาง ๆ แบบส่งกำลังใจช่วยเด็กน้อยครุ่นคิด
“มิคาแอล—มิคาแอลยังคิดไม่ออก” เด็กน้อยสอบมาอย่างไม่มั่นใจ คุณพ่อเบเนดิกต์ จับมือเด็กน้อยอย่างให้กำลังใจ “ไม่เป็ไร ๆ ค่อย ๆ คิด มิคาแอล ชอบอ่านหนังสือใช่ไหมลองอ่านเล่มอื่นในห้องทำงานพ่อดูสิ อาจจะมีเื่ที่เ้า สนใจก็ได้นะ” จากนั้นก็ลุกขึ้นยืนแล้วเดินผละจากไปเพื่อคุย กับเด็กคนอื่น ๆ ต่อไป
มิคาแอลเป็เด็กที่ร่าเริงสดใสสมวัยของเด็ก ด้วยการที่ถูกเลี้ยงดูอย่างดีจากบาทหลวงผู้มีนิสัยสุขุมและคอยสั่งสอนอย่างใกล้ชิด ทำให้เขามีความสามารถที่ไม่เหมือนเด็กคนอื่นในเมืองหรือส่วนใหญ่ของประเทศที่เป็เด็กกำพร้า นั้นคือ ความสามารถอ่าน ออก เขียนได้และมีทักษะการคำนวณทางคณิตศาสตร์ แบบง่าย ๆ ตามวัยของเขา ชีวิตอันเรียบง่าย และสงบภายใต้ร่มเงาแห่งโบสถ์ ได้เปลี่ยนไปเมื่อเร็ว ๆ นี้ เมื่อเด็ก ๆ และ คนแก่จากในเมืองก้าวเข้ามาเป็ผู้อาศัยชั่วคราวของโบสถ์แห่งนี้ ณ ่เวลานี้ มิคาแอลต้องช่วยงานของคุณพ่อ เบเนดิกต์ ในการจัดการกับเด็กคนอื่นที่เข้ามา อย่างเล็ก ๆน้อย ๆ
“นี้ๆมิคาแอล เรามาเล่นกันเถอะ” เสียงเด็กสาวคนหนึ่งในกลุ่มเด็กประมาณ15 คนร้องเรียกออกมา
“อยากเล่นอะไรละ” มิคาแอลถามอย่างสงสัย “เราจะเล่น ซ้อนแอบ—ใช่ ๆ ซ่อนแอบ” เสียงเด็กผู้ชายคนหนึ่งดังขึ้น พร้อมกับเสียงขานรับของเด็กคนอื่น ๆ
มิคาแอลทำหน้าแปลกและมองรอบ ๆ โบสถ์ที่ไม่ใหญ่แห่งนี้ที่เต็มไปด้วยผู้คนมากมาย พลางส่ายหน้า “เราอย่าเล่นซ้อนแอบเลย ที่นี่คนเต็มไปหมด ถ้าใครเป็หาแค่ถามว่าคนซ้อนอยู่ไหน ก็โดนจับได้หมดแล้ว”มิคาแอลพูดพลางส่ายหัว “เอาแบบนี้ เราไปขอให้ มิส-โรสริน (MissRosrin) เล่านิทานดีกว่ามั้ย” มิคาแอลเสนอแนะ
เหล่าเด็กเมื่อได้ฟังแล้วมีบางส่วนที่อยากไปฟังนิทาน และบางส่วนที่ยังยืนยันจะเล่นซ้อนแอบโดยที่เด็กหญิงที่ชวนมิคาแอลในตอนแรกพร้อมเด็กอีก 5 คนได้มารวมตัวกับมิคาแอลเพื่อไปฟังนิทานของ มิสโรสริน
มิสโรสรินผู้ซึ่งกำลังนั่งอ่านหนังสืออยู่ในมุมหนึ่งในโบสถ์ วางหนังสือลงเมื่อเห็นกลุ่มเด็กๆ ที่กำลังเดินเข้ามาหา พร้อมยิ้มอย่างใจดี “อ่าวนี่พ่อบ้าน้อยของเรานี่นะ—มีอะไรหรือเปล่าเด็ก ๆ”มิสโรสรินกล่าวออกมาอย่างกันเองและเต็มไปด้วยความใจดี
“พวกเราอยากฟังนิทานของ มิสโรสริน--มิสโรสรินช่วยเล่าให้พวกเราฟังหน่อยครับ” มิคาแอล ยิ้มออกมาพลางนั่งลงไปใกล้ๆกับมิสโรสรินพร้อมทั้งนวดบริเวณขาของมิสโรสริน อย่างเอาใจ
มิสโรสรินยิ้มอย่างพอใจ“ได้สิ ๆ พ่อบ้านตัวน้อยอยากฟังอะไรดี–อืม ๆ เื่ ผู้วิเศษแห่งลูเมน มั้ย” มิสโรสริน พูดเชิงถามกับเด็ก ๆ แต่อย่างไรก็ตามนางไม่ได้รอเสียงตอบรับ นางก็เริ่มเล่าออกมา “ ณวันเวลาแห่งประวัติศาสตร์ ที่ถูกลืมเลือน เหล่าอัศวินแห่ง อิเมอร์ (Imer) ได้รับข่าวถึงจอกศักดิ์สิทธิ์ของพระแม่ที่สามารถเปลี่ยนน้ำเป็ยาวิเศษสามารถรักษาผู้คนให้พ้นจากทุกข์ภัยภายใต้การบัญชาของาาเฒ่า ได้ออกคำสั่งในอัศวินแห่งอิเมอร์ออกตามล่าของวิเศษนั้นมาให้พระองค์......(อุปสรรคแล้วอุปสรรคเล่าได้ผ่านไป).....เมื่อเบาะแสสุดท้ายแห่งจอกศักดิ์สิทธิ์ได้ชี้นำไปสู่ศาสนวิหารแห่งต้นไม้ขาวกองอัศวินแห่งอิเมอร์ควบม้ามุ่งสู่วิหารแห่งนั้น กองกำลังได้เข้าล้อมวิหารแห่งนั้นหัวหน้าอัศวินได้กล่าวออกมาเรียกร้องให้ผู้น้ำนักบวชแห่งวิหารมอบจอกศักดิ์สิทธิ์—ขอเรียกร้องนั้นได้ถูกเพิ่งเฉยจากวิหารเมื่อระยะเวลาทอดยาวผ่านไป กองอัศวินได้ทำการบุกจู่โจมวิหารแห่งนั้นด้วยการระดมยิงธนู และห้อตะบึงม้าเข้าไปในลานของวิหาร—เหล่านักบวชแห่งวิหารได้ประจำการอยู่ในส่วนต่างๆ ได้ระดมการยิ่งหน้าไม้ และ ลูกไฟ และ น้ำแข็ง ออกมา—”
“อะไรๆ มิสโรสริน ลูกไฟ มาได้ไง” เหล่าเด็ก ๆร้องออกมาเสียงดังขัดการเล่าของมิสโรสริน
มิสโรสรินพลางมองเด็ก ๆ เ่าั้อย่างใจเย็นพร้อมกล่าว แน่นอน นั้นคือเวทมนตร์เหล่านักบวชนั้นกล้าต่อต้านอัศวินที่แข็งแกร่งขนาดนั้นได้อย่างไรถ้าเขาเ่าั้ไม่ใช่คนใช้เวทมนต์ จากนั้น มิสโรสริน เล่านิทานของนางต่อไป “....ในที่สุด หัวหน้าอัศวิน อิเมอร์ได้บุกทะลวงเข้าไปในวิหารส่วนลึก เพื่อเผชิญหน้ากับหัวหน้านักบวช การต่อสู้ของเขาสองคนทำให้วิหารหลายส่วนพังทลายเวทมนตร์มากมายถูกปล่อย.........เอาละจบแล้ว”เหล่าเด็กก็โวยวายขึ้นมา เมื่อนิทานจบ ปรากฏว่าไม่ใช่เพียงแค่เด็กกลุ่มแรกที่มานั่งฟังมิสโรสรินในตอนนี้มิคาแอลสังเกตเห็นว่าเด็ก ๆ กลุ่มที่ไปเล่นซ่อนหาได้มารวมตัวกันฟังนิทานั้แ่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้แต่ดูเหมือนพวกเขาจะมาอยู่นานพอที่จะฟังเื่ราวได้อย่างเข้าใจ
“เอาละ เด็ก ๆ ตอนนี้บ่ายกว่าแล้ว ได้เวลาไปทำขนมปังมีใครจะไปช่วยมิสโรสรินคนนี้บ้าง” มิสโรสรินพูดพลางตบมือดัง เพื่อเรียกสติเด็ก ๆกิจกรรมของเด็ก และคนแก่ที่อยู่ที่โบสถ์คือการเตรียมขนมปังและซุปไปส่งยังเหมืองแร่และโรงงาน เพื่อไม่ให้ภาระการเตรียมอาหารต้องตกอยู่กับเหล่าแรงงานที่ต้องทำงานหนักซึ่งนี่คือหนึ่งในข้อตกลงระหว่างเบเนดิกต์ กับโจเซฟที่พยายามช่วยกันจัดสรรคกำลังคนและทรัพยากร