บทที่7พลังที่แตกต่าง
อ๊าก โอ๊ย!เสียงร้องด้วยความเ็ปดังระงมภายในแอ่งกระทะ ขบวนขนส่งสินค้าของตระกูลอวิ๋นตอนนี้ได้ถูกกลุ่มคนร้ายลอบโจมตีอย่างมิทันได้ตั้งตัวห่าธนูจำนวนนับมิถ้วนถูกระดมยิงเข้าใส่เหล่าคนภายในแอ่งกระทะจนล้มตายระเนระนาด อวิ๋นจางหย่งเห็นภาพนองเืเบื้องล่างคนถึงขั้นฉี่ราดรดกางเกงร้องไห้ตัวสั่นงันงกด้วยความรักตัวกลัวตาย
เบื้องล่างตอนนี้ที่ยังพอสู้ได้เห็นทีจะมีแต่เหล่าคนจากสำนักคุ้มภัยรับจ้างจำนวนกว่าสิบคนพวกมันทั้งสิบล้วนเป็ผู้ฝึกเพลิงปราณทั้งสิ้น และยังเป็ยอดยุทธ์เพลิงปราณสีเหลืองอันขุ่นมัว
“โจรร้าย ช่างกล้านักที่มาดักปล้นขบวนสินค้าที่มีสำนักคุ้มภัยวายุเมฆาคุ้มครองอยู่”
เสียงกล่าวสิ้นสุดเพลิงปราณสีเหลืองอันขุ่นมัวก็สว่างไสวขึ้นกลางแอ่งกระทะเกลียวเพลิงสีเหลืองได้หมุนวนขึ้นอย่างบ้าคลั่ง แผดเผาห่าธนูที่ระดมยิงเข้ามาให้มอดไหม้สูญสลายไปสิ้น
ด้านอวิ๋นเซ่อคนนอนแผ่ราบหลบที่ข้างโขดหินและพุ่มไม้ชมดูคนของสำนักคุ้มภัยทั้งสิบใช้ออกด้วยเพลิงปราณอย่างใจจดใจจ่อ ชายหนุ่มพยายามจะจับจุดสังเกตุความแตกต่างระหว่างพลังธรรมชาติกับพลังปราณเพื่อคิดหวังนำมาประยุกต์ใช้แต่พอได้เห็นว่าเพลิงปราณคือการชักนำพลังปราณที่เกิดจากชีพจรลมปราณภายในร่างให้เป็เชื้อในการลุกติดไฟมิใช่ชักนำพลังธรรมชาติดั่งเช่นผู้ฝึกญาณ เช่นนั้นคนจึงอดรู้สึกหมดหวังที่จะฝึกเพลิงปราณขึ้นมามิได้ที่เป็เช่นนี้เพราะร่างกายของมันมีเส้นชีพจรลมปราณที่ใหญ่และหนา ทั้งยังตีบตันไม่มีพลังไหลเวียนแม้เพียงนิดชาตินี้ก็คงมิอาจจุดเพลิงปราณขึ้นมาได้ ขณะที่ชายหนุ่มกำลังครุ่นคิด อวิ๋นจางหย่งที่เห็นคนจากสำนักคุ้มภัยสามารถต้านทานห่าธนูไว้ได้มันก็รีบดีดร่างอันอ้วนท้วมขึ้นและวิ่งเข้าหาคนของสำนักคุ้มภัยทันที
“ช่วยข้าด้วย!”
“เ้าอ้วนน่าตาย… หากเ้ามิใช่น้องชายนาง ข้าจะปล่อยให้เ้าตายเสียตอนนี้”
อวิ๋นเซ่อสบถออกมาด้วยเสียงที่รอดผ่านไรฟันพร้อมทั้งดีดก้อนหินใส่ข้อพับขาซ้ายของอวิ๋นจางหย่งจนคนเสียหลักล้มลง และเป็จังหวะที่ร่างท้วมของมันหลบรอดจุดตายจากลูกธนูที่พุ่งมาพอดีแต่ลูกธนูยังคงปักเข้าใส่ไหล่ซ้ายของมันจนคนสติแตกและร้องเสียงหลงด้วยความเ็ปแลตื่นกลัว
“โอ๊ย ช่วยด้วย! ข้าจะตายแล้ว ท่านพ่อ ท่านพี่ช่วยข้าด้วย… พวกเ้าช่วยข้าด้วยข้าจะเพิ่มค่าจ้างให้สิบเท่า พาข้ากลับบ้าน”
เหล่าคนจากสำนักคุ้มภัยได้ยินข้อเสนอเช่นนั้นก็ต่างหูผึ่งหนึ่งในสิบคนจากกลุ่มของพวกมันจึงพุ่งร่างเข้าไปพยุงอวิ๋นจางหย่งขึ้น
“ท่านมิต้องกลัว โจรกระจอกพวกนี้ข้าเจอมาเยอะอีกเพียงชั่วอึดใจเื่ก็จบแล้ว”
พูดยังมิทันขาดคำ เพลิงปราณสีแดงอันขุ่นมัวที่ห่อหุ้มบนลูกธนูลูกหนึ่งพลันพุ่งแหวกฝ่าอากาศจนบังเกิดเสียงหวีดหวิวเข้ามาอย่างรวดเร็ว คลื่นความร้อนที่แผ่ออกมาจากเพลิงปราณดังกล่าวลุกไหม้บนอากาศจนปรากฏเป็เปลวไฟสีแดงลำหนึ่งทอดยาวพุ่งผ่านร่างของคนจากสำนักคุ้มภัยที่กำลังพยุงอวิ๋นจางหย่งจนร่างทะลุเป็รูโหว่ขนาดใหญ่
ตูม ทั้งธนูลูกนั้นยังพุ่งปะทะเข้าใส่เพลิงปราณสีเหลืองของคนทั้งเก้าจนสูญสลายเหลือเพียงธาตุอากาศและยังนำพาชีวิตของพวกมันลงสู่ปรโลกได้อีกครึ่ง!
“เหว๋อ” อวิ๋นจางหย่งครั้งนี้ตื่นตระหนกจนแทบเสียสติมันวิ่งเตลิดเข้าหาเหล่าคนจากสำนักคุ้มภัยที่เหลือเพียงไม่กี่คน
“พวกมันมิใช่โจรธรรมดาแล้ว พานายน้อยตระกูลอวิ๋นหนีคนอื่นช่างมัน”
ได้ยินเช่นนั้นคนจากสำนักคุ้มภัยก็กระชากร่างของอวิ๋นจางหย่งขึ้นบนหลังม้าแล้วพวกมันก็วาดมือกางม่านเพลิงสีเหลืองขึ้นรอบบริเวณ พร้อมกระตุกบังเหียนพุ่งหลบไปด้านทิศทางตรงข้ามกับลูกธนูเพลิงปราณสีแดงที่ยิงออกมา
“อย่าทิ้งพวกข้าไป พาพวกข้าไปด้วย!”
เสียงร้องด้วยความตื่นกลัวของเหล่าผู้ติดตามขบวนส่งสินค้าก็ตามมาติดๆแต่ชีวิตที่ไร้ค่าของพวกมันมีหรือที่จะได้รับความสนใจจากเหล่าผู้คุ้มภัยที่หวังเพียงเงินค่าจ้างคนพวกนี้ล้วนหลบหนีเอาชีวิตรอดพร้อมกับบุคคลที่จ่ายเงินให้แก่พวกมันได้เท่านั้น
ส่วนอวิ๋นเซ่อได้แต่นอนดูเหล่าธนูห่าสุดท้ายสังหารคนที่อยู่เบื้องล่างจนหมดสิ้นชายหนุ่มรู้สึกเ็ปหัวใจที่มิอาจช่วยเหลือผู้ใดได้ ลำพังให้ต่อสู้กับผู้ที่ลอบโจมตีก็ลำบากแล้วกลุ่มคนร้ายเ่าั้ยังมียอดยุทธ์เพลิงปราณสีแดงอยู่ด้วย มันยิ่งไม่มีโอกาสจะเอาชนะทั้งประการสำคัญมันจะตกตายตอนนี้ไม่ได้ ความแค้นในเื่ฆ่าล้างตระกูลก็ยังมิได้สะสางปณิธานหลายเื่ก็ยังกระทำมิสำเร็จ ตอนนี้มันจึงทำได้เพียงกัดฟันและอดทนต่อความอัปยศพร้อมจดบัญชีไว้เพื่อทวงถามความยุติธรรมในวันข้างหน้า!
เนิ่นนานที่โขดหินและพุ่มไม้ทางทิศใต้และทิศตะวันออกจึงมีกลุ่มคนชุดดำจำนวนกว่าสามสิบก้าวเดินออกมากลุ่มคนเหล่านี้นำหน้ามาด้วยคนชุดดำปกปิดใบหน้าสองผู้ อวิ๋นเซ่อเห็นรูปร่างและกิริยาท่าทางของคนทั้งสองเป็ต้องขมวดคิ้วชายหนุ่มรู้สึกว่าเหมือนเคยพบเจอคนทั้งสองจากที่ไหนซักแห่ง แต่มันนึกเท่าไหร่ก็นึกไม่ออกเพียงชั่วอึดใจเสียงสนทนาของคนทั้งสองจึงดังขึ้น
“ทำเช่นนี้จะไม่เป็การตอแยเื่ยุ่งยากหรอกหรือ”
“เ้ากลัวอะไร ที่นี่ก็ไม่มีหลักฐานใดหลงเหลือจะจับมือใครดมได้ ทั้งโจรป่าเหล่านี้มันก็ไม่รู้จักตัวตนของพวกเราแม้เพียงนิด”
“แต่ข้าก็มิควรให้ท่านตอแยนางเลยจริงๆท่านก็ทราบว่าเื้ัของนางมิธรรมดา”
“ข้าแค่้าเอาคืนบ้างเท่านั้น ทั้งพวกที่ดักปล้นก็เป็โจรป่าทั้งสิ้นคนที่ผิดก็คือพวกโจรป่าเื้ัเ่าั้ เ้าอย่ากังวลไปเลย”
พออวิ๋นเซ่อได้ยินน้ำเสียงของคนทั้งสองที่ใช้สนทนากันชายหนุ่มก็ร้องอ๋อขึ้นในจิตใจทันที ที่แท้คนทั้งสองก็คือ บุรุษวัยกลางคนและนายน้อยจากวังบูรพาผู้นั้น!
ขณะที่อวิ๋นเซ่อคาดเดาตัวตนของคนทั้งสองได้เป็จังหวะที่ประกายตาของมันเปลี่ยนแปลงเป็เจิดจ้าชั่ววูบ ซึ่งการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยนี้มิอาจหลบรอดจากสายตาของยอดยุทธ์เพลิงปราณ์สีแดงไปได้
“ผู้ใด!”
อวิ๋นเซ่อรู้ว่ามิได้การจึงดีดกายลุกขึ้นอย่างรวดเร็วคนทะยานร่างวิ่งมุ่งหน้าไปทางทิศตะวันตกขึ้นสู่เขาลูกใหญ่เบื้องหน้าตนอย่างรวดเร็ว
“ตามไปอย่าให้มันหนีรอดไปได้”
บุรุษวัยกลางคนที่อยู่ในชุดดำปกปิด เมื่อได้ยินคำสั่งมันก็พุ่งร่างใช้ออกด้วยวิชาตัวเบาไต่ก้อนหินสะกิดพุ่มไม้ ร่างเหินขึ้นลงกลางอากาศติดตามอวิ๋นเซ่อไปติดๆ จากนั้นก็เป็บุรุษหนุ่มผู้ออกคำสั่งเมื่อครู่พุ่งร่างใช้ออกด้วยวิชาตัวเบาติดตามไปด้วยเช่นกัน
อวิ๋นเซ่อวิ่งขึ้นสู่้าของูเาไปอย่างรวดเร็วชายหนุ่มคิดใช้หนทางที่มีแต่ต้นไม้ป่าใหญ่และโขดหินบนูเา กอปรกับความมืดในยามเฮ่ยอานช่วยอำพรางร่างกายของตนไว้เช่นนั้นมันจึงเลือกที่จะหลบหนีขึ้นสูู่เาลูกนี้ และโชคยังดีทีู่เาด้านนี้ไม่สูงชันนักทำให้ชายหนุ่มหลบหนีได้อย่างสะดวกทว่าบุรุษชุดดำทั้งสองก็สามารถติดตามมันได้อย่างสะดวกเช่นเดียวกัน
เสียงลมหวือที่ไล่หลังอวิ๋นเซ่อได้ใกล้เข้ามาเรื่อยๆวิชาตัวเบาของบุรุษชุดดำทั้งสองนับว่าไม่ธรรมดา เพียงร่างเหินขึ้นลงสามคราพวกมันก็บรรลุถึงแผ่นหลังของอวิ๋นเซ่อแล้ว
ฟุบ หมัดของบุรุษชุดดำชกเข้าใส่แผ่นหลังของอวิ๋นเซ่ออย่างรวดเร็วแต่ปฏิกิริยาของอวิ๋นเซ่อก็รวดเร็วไม่แพ้กัน ชายหนุ่มเตะขาซ้ายออกไปเบื้องหน้า เพื่อทำให้ร่างเอนย่อลงพร้อมอาศัยแรงเตะเมื่อครู่เป็การหมุนเหวี่ยงร่างให้คืนกลับหลัง แล้วคนก็ฟาดฝ่ามือซ้ายเข้าใส่แผ่นอกของบุรุษชุดดำอย่างรวดเร็วทว่าฝ่ามือซ้ายกลับเป็ท่าหลอก เพราะฝ่ามือขวาที่เหมือนคำพื้นพยุงร่างอยู่กลับกรีดวาดจากล่างขึ้นบนจนบุรุษชุดดำต้องผวาเอนศีรษะไปด้านหลัง
ฝ่ามือขวาของอวิ๋นเซ่อฟาดเข้าใส่ใบหน้าบุรุษชุดดำเพียงถากๆแต่นั่นก็ทำให้ผ้าคลุมหน้าของมันหลุดออก ส่งให้อวิ๋นเซ่อมองเห็นใบหน้าของคนผู้นั้นได้อย่างชัดตา
มันผู้นี้ก็คือซางเทียน นายน้อยแห่งวังบูรพาที่อวิ๋นเซ่อคาดเดาได้ก่อนหน้านั่นเอง!
“ที่แท้ก็เป็เ้าจริงๆ”
ซางเทียนเมื่อถูกบุรุษไร้หัวนอนปลายเท้าทั้งยังเป็เพียงขยะไร้พร์ เป็ผู้พิการด้านลมปราณผู้หนึ่ง แต่สามารถตบใบหน้าตนได้คนก็พลันบังเกิดโทสะอย่างยิ่งยวด มันจึงหันไปกล่าวกับบุรุษชุดดำอีกผู้
“เ้าไม่ต้องสอดมือเข้ามา สวะตนนี้ข้าจะทรมานมันเอง!”
บุรุษชุดดำผู้นั้นจ้องมองอวิ๋นเซ่ออย่างลึกล้ำก่อนกล่าว “นายน้อยระวังด้วย มันเป็กระบวนยุทธ์หกฝ่ามือเงามายามันอาจจะมีที่มาไม่ธรรมดา”
“ก็แค่ขยะที่พิการลมปราณ เป็ได้เพียงสวะเท่านั้นเ้าจะกลัวอะไร”
อวิ๋นเซ่ออาศัยจังหวะที่คนทั้งสองหันไปสนทนากันชายหนุ่มพลันดีดกายกลับหลัง หมุนตัววิ่งต่อไปในทันที มันรับทราบอย่างถ่องแท้แล้ว เมื่อครู่มันฟาดฝ่ามือออกอย่างเต็มกำลังผสานเข้ากับพลังธรรมชาติอันน้อยนิด แต่ก็ทำได้เพียงสร้างรอยแดงบนใบหน้าของนายน้อยแห่งวังบูรพาเท่านั้นหากไม่มีพลังธรรมชาติที่มากกว่านี้หรือไม่มีพลังลมปราณแฝงไปกับกระบวนท่ายุทธ์ด้วย มันก็มิอาจทำอันตรายยอดยุทธ์เพลิงปราณหรือแม้แต่ยอดยุทธ์พลังปราณธรรมดาๆ ได้
อวิ๋นเซ่อในตอนนี้แม้จะมีกำลังกายที่แข็งแรงแต่หากไร้ซึ่งพลังธรรมชาติหรือพลังปราณ มันก็เป็ได้เพียงบุรุษธรรมดาผู้หนึ่ง ที่มิอาจคิดฝันเอาชนะยอดยุทธ์เพลิงปราณอย่างซางเทียนได้เช่นนั้นหนทางเดียวที่ต้องกระทำในตอนนี้ก็คือ หนี!
“ฮ่าฮ่าฮ่า ให้ข้าได้เห็นที ว่าสวะอย่างเ้าจะมีปัญญาหลบรอดไปถึงไหน”
อวิ๋นเซ่อพุ่งร่างไปซ้ายทีขวาทีหลบต้นไม้ก้อนหิน และสิ่งกีดขวางเบื้องหน้า ส่วนร่างของซางเทียนที่ใช้ออกด้วยวิชาตัวเบาไต่ทะยานไปตามกิ่งไม้และก้อนหินก็ไล่หลังมาติดๆดั่งเงาตามตัว หากมันจะสังหารอวิ๋นเซ่อ เพียงมันดีดนิ้วตอนนี้ก็สามารถสังหารบุรุษหนุ่มเบื้องหน้าได้แล้วแต่ที่มันยังไม่ทำเช่นนั้น เพราะมันกำลังคิดเล่นสนุก มันอยากให้เหยื่อของมันมีความหวังถึงขีดสุดจากนั้นค่อยทำลายความหวังนั้นลงอย่างช้าๆ ซึ่งวิธีการนี้เป็การทรมานคนที่สาสมใจยิ่ง
เพลิงปราณสีเหลืองบริสุทธิ์ถูกปลดปล่อยออกมาที่ฝ่ามือทั้งสองข้างของซางเทียนก่อนมันจะชูฝ่ามือซ้ายขึ้น เพลิงปราณสีเหลืองก็หมุนวนจนปรากฏเป็ลูกไฟสีเหลืองสามลูกแล้วมันก็ผลักฝ่ามือดังกล่าวออก ส่งลูกไฟทั้งสามจู่โจมเข้าหาอวิ๋นเซ่ออย่างนึกสนุก!
ตูม ตูม ตูม
อวิ๋นเซ่อต้องะโม้วนตัวไปด้านหน้าสามตลบพร้อมดีดกายหมุนกลิ้งออกด้านข้างค่อยหลบรอดจากลูกไฟทั้งสามได้ พร้อมกันนั้นแผ่นโลหะจำนวนมากที่มิรู้ปรากฏอยู่ในมือมันั้แ่เมื่อไหร่ได้ถูกซัดขว้างเข้าใส่ซางเทียนราวอาวุธลับชุดหนึ่ง!
เสียงขวับเคี่ยวกรีดลากกลางอากาศ ตัดเฉือนเข้าใส่ซางเทียนอย่างรวดเร็วส่งให้ซางเทียนต้องฟาดฝ่ามือขวาปลดปล่อยเพลิงปราณออกไปแผดเผาแผ่นโลหะเ่าั้จนหลอมละลายไปหมดสิ้น
“ฮ่าฮ่าฮ่า ดูซิสวะอย่างเ้าจะเล่นลวดลายใดได้อีก”
คำกล่าวยังมิทันสิ้นสุด ั์ตาของซางเทียนพลันเบิกโพลงเพราะร่างของอวิ๋นเซ่อที่หลบหนีไปเบื้องหน้าครั้งนี้กลับรวดเร็วยิ่ง รวดเร็วยิ่งกว่าเดิมถึงสามเท่า!
ที่เป็เช่นนี้นั้นเพราะ อวิ๋นเซ่อได้ปลดโลหะที่ผูกติดกับร่างกายทั้งหมดออกไปเมื่อครู่ทำให้ร่างของชายหนุ่มเบาหวิวราวขนนก เพียงคนวิ่งออกอย่างสุดกำลัง ร่างก็แทบจะลอยได้ก็ปาน
ด้วยความประมาทของซางเทียนก่อนหน้าทำให้ระยะห่างของคนทั้งสองไกลออกไปเรื่อยๆแม้มันจะทุ่มใช้วิชาตัวเบามากเพียงใด สุดท้ายก็ทำได้เพียงรักษาระยะห่างมิให้ไกลกว่าเดิมเพียงเท่านั้นตอนนี้ซางเทียนจึงมีโทสะถึงขีดสุด คนสบถเสียงดังลั่นออกมา
“ตัวบัดซบ หากข้าจับเ้าได้เมื่อไหร่ข้าจะฉีกร่างเ้าเป็ชิ้นๆ!”
การหลบหนีของอวิ๋นเซ่อ ชายหนุ่มมิได้เพียงแต่จะคิดหนีอย่างเดียวเท่านั้นั้แ่ที่มันพอจะคาดเดาตัวตนของซางเทียนได้ มันก็ได้คิดถึงแผนสำรองหากเกิดเหตุฉุกเฉินไว้แต่ต้นแล้วและเมื่อเหตุมิคาดฝันเกิดขึ้นจริงๆ ชายหนุ่มจึงได้อาศัยแผนนี้ ด้วยการที่มันได้รับทราบมาก่อนหน้าแล้วว่าซางเทียนมีอุปนิสัยเช่นไรดังนั้นอวิ๋นเซ่อจึงมุ่งเป้าคิดทำร้ายร่างกายของซางเทียนให้มันบังเกิดโทสะและความหยิ่งผยองด้วยนิสัยของซางเทียนมันต้องมิยอมให้ผู้อื่นสอดมือเข้ายุ่ง ซึ่งเื่ดังกล่าวก็เป็ไปตามที่อวิ๋นเซ่อคิดไว้พร้อมกันนี้ขณะหลบหนีอวิ๋นเซ่อก็คาดเดาจิตใจของซางเทียนได้ทันทีว่ามันจะไม่สังหารตนง่ายๆแต่มันคิดที่จะเล่นสนุกกับตนก่อน เช่นนั้นอวิ๋นเซ่อจึงยังไม่ปลดแผ่นโลหะที่ถ่วงร่างกายออกรอจนจังหวะที่ซางเทียนเบนสมาธิไปยังสิ่งอื่นทำให้สภาวะตัวเบาเชื่องช้าลง อวิ๋นเซ่อค่อยปลดโลหะทั้งหมดออกพร้อมใช้โลหะเ่าั้เป็ดั่งอาวุธลับซัดโจมตีเข้าใส่ซางเทียนการจู่โจมนี้มิใช่เพื่อหวังสังหาร เพราะอย่างไรก็คงมิอาจสังหารยอดยุทธ์เพลิงปราณได้แต่มันใช้ออกเพื่อถ่วงเวลา และทำให้ท่าร่างของซางเทียนชะงักเท่านั้น แล้วอวิ๋นเซ่อก็อาศัยจังหวะดังกล่าวพุ่งร่างที่เบาหวิวหลบหนีอย่างรวดเร็ว
แผนอันแยบคายทั้งหมดทั้งมวลที่อวิ๋นเซ่อคาดการณ์และวางไว้ล้วนอาศัยประสบการณ์จากความทรงจำในอีกโลกทั้งสิ้นตอนนี้แม้ชายหนุ่มจะเปรียบดั่งผู้พิการด้านพลังลมปราณ แต่สำหรับด้านภูมิปฏิภาณของมันนับว่าเป็หนึ่งในปฐียากหาผู้ใดเปรียบปานได้
อวิ๋นเซ่อพุ่งไปด้านหน้าหลบหนีอย่างสุดชีวิตส่วนซางเทียนตอนนี้คนมีโทสะเทียมฟ้า เพียงขยะตนหนึ่งกลับบังอาจท้าทายมันถึงเพียงนี้เช่นนั้นเพลิงปราณสีเหลืองบริสุทธิ์จึงถูกปลดปล่อยอย่างบ้าคลั่ง เปลวไฟสว่างเจิดจ้าไปทั่วบริเวณส่งความร้อนอันแผดเผาแผ่ลามไปตามบรรยากาศจนอวิ๋นเซ่อยังรู้สึกได้
ลูกไฟสีเหลืองถูกส่งออกจากฝ่ามือซ้ายมุ่งเข้าใส่แผ่นหลังอวิ๋นเซ่อแต่ชายหนุ่มก็รวดเร็ว มันหมุนกายไปตามสภาวะแรงวิ่งพุ่งหลบหลังต้นไม้ใหญ่ ส่งให้ลูกไฟปะทะใส่ต้นไม้นั้นแทน
ตูมมม เสียงดังกระหึ่มกลางขุนเขา ไม้ใหญ่ต้นนั้นถูกเผาไหม้จนไร้เศษซากไปครึ่งต้นทำให้ส่วนบนล้มโค่นลงมาพร้อมๆ กับลูกไฟลูกที่สอง สาม สี่ และห้าจะถูกปลดปล่อยออกมาติดๆ
ตูม ตูม ตูม ตูม ตูม!
อวิ๋นเซ่อต้องะโหมุนตัวเคลื่อนหลบแทบเป็แทบตายเสื้อผ้าของชายหนุ่มตอนนี้มีบางส่วนที่ถูกเผาไหม้จนขาดแหว่ง แต่เพลิงปราณนั่นก็ยังมิอาจััถูกร่างของชายหนุ่มได้
อวิ๋นเซ่อทางหนึ่งก็วิ่งหนี อีกทางก็คิดหาวิธีหลบรอดจากสถานการณ์ที่เป็อยู่ชั่วขณะที่คนกำลังครุ่นคิด หนทางที่วิ่งมาก็บรรลุถึงยอดเขาพอดี แล้วเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันก็บังเกิดเขาลูกนี้ด้านหน้าเป็เนินลาดชัน แต่ด้านหลังกลับเป็เหวลึกที่มองไม่เห็นแม้แต่ก้น!
อวิ๋นเซ่อร่ำร้องภายในใจ คนคิดวกกลับแต่ซางเทียนก็ดักทางไว้แล้ว
“ฮ่าฮ่าฮ่า หมดทางให้สวะอย่างเ้าหนีแล้วเตรียมตัวตาย!”
โทสะของซางเทียนมีมากล้นจนมันมิอาจหักห้ามใจที่จะสังหารอวิ๋นเซ่อให้ตกตายโดยเร็วได้ก่อนหน้านั้นมันคิดทรมานชายหนุ่มซักเล็กน้อย แต่บุรุษนั่นกลับทำให้ตนเกิดโทสะจนอยากจะฆ่าให้ตายในบัดดล!
ซางเทียนสะบัดแขนทั้งสองข้างกางออก เพลิงปราณสีเหลืองบริสุทธิ์ก็ลุกโหมขึ้นก่อนมันจะะโหมุนเป็เกลียวคล้ายพายุเพลิงขนาดใหญ่จู่โจมเข้าหาอวิ๋นเซ่อ!
ความร้อนที่ปลดปล่อยออกมาจากการโจมตี แผดเผาจนสรรพสิ่งรอบข้างลุกติดไฟขึ้นเองไม่เว้นแม้แต่ชุดคลุมอันเก่าโทรมของอวิ๋นเซ่อ
อวิ๋นเซ่อกัดฟันกรอด คนฝืนดึงพลังธรรมชาติจากบริเวณโดยรอบเพื่อหวังต้านรับมันไม่มีทางเลือกอื่น มันไม่รู้จักพลังปราณ ทั้งยังมีเส้นชีพจรลมปราณที่ตีบตัน ที่มันพอมีความทรงจำอยู่บ้างก็เห็นแต่จะมีเพียงวิธีการดึงรั้งแลรวบรวมพลังธรรมชาติเท่านั้นและก็ราวกับปาฏิหาริย์ ปกติโลกอันมืดมิดแห่งนี้จะมีพลังธรรมชาติเพียงน้อยนิด จนถึงขั้นที่เรียกว่าไม่มีก็ว่าได้ทว่าใต้หุบเหวลึกแห่งนี้กลับมีพลังธรรมชาติที่มากมายขุมหนึ่ง ตอบรับต่อการดึงรั้งและเรียกหาของชายหนุ่มจึงลอยละลิ่วขึ้นมาล้อมรอบที่ฝ่ามือของมัน และเป็จังหวะที่คนบังเกิดความ้ารักษาชีวิตถึงขีดสุดประกายไฟจากดวงตาที่ทอวาบออกมาเพียงชั่วขณะจึงลุกติดบนพลังธรรมชาติในฝ่ามือขึ้น!
ฟุบ!
“นี่มันอะไร!” ซางเทียนที่หมุนร่างโจมตีเข้ามาเป็ต้องขมวดคิ้วสิ่งที่มันเห็นบนฝ่ามือของเศษสวะเบื้องหน้าคือเปลวไฟ แต่เปลวไฟนั่นมิใช่เพลิงปราณแน่แท้แต่เป็เพลิงสีฟ้าที่ถูกจุดขึ้นมาจากสิ่งที่แปลกประหลาดและแตกต่างออกไป
ตูม! เพลิงสีฟ้าปะทะเข้ากับเพลิงปราณสีเหลือง บังเกิดเสียงดังกึกก้องกัมปนาท แรงจากการปะทะส่งให้เพลิงปราณสีเหลืองแตกดับซางเทียนกระเด็นล้มกลิ้งกลับหลัง ส่วนเพลิงสีฟ้าเมื่อพลังธรรมชาติเลือนหาย เปลวเพลิงก็มอดลงและร่างของอวิ๋นเซ่อก็ถอยกรูดกลับหลังแทบร่วงหล่นลงสู่ก้นเหว
ทันใดนั้นอวิ๋นเซ่อต้องขมวดคิ้ว คนรีบดึงรั้งพลังธรรมชาติอีกรอบเพื่อต้านรับกับบางสิ่งที่เคลื่อนเข้ามาอย่างรวดเร็ว แต่ทว่าครั้งนี้กลับไร้ซึ่งพลังธรรมชาติไม่เหมือนกับครั้งแรกที่มันรวมรั้ง
“บัดซบ นี่ข้ากำลังจะตายเหมือนกับอีกโลกเช่นนั้นหรือ์ท่านช่างโหดร้ายกับข้านัก!”
่ที่อวิ๋นเซ่อพึมพรำเกิดขึ้นเพียงชั่วประกายไฟแลบคนยังมิทันได้มีปฏิกิริยาอะไร ลูกธนูที่หุ้มมาด้วยเพลิงปราณสีแดงอันขุ่นมัวได้บรรลุถึงร่างของมันแล้ว
ฉึก!
ธนูเพลิงปราณเสียบทะลุหน้าอกซ้ายของชายหนุ่มทั้งแรงจากวิถีการพุ่งไปของลูกธนูก็ส่งให้ร่างของอวิ๋นเซ่อลอยละลิ่วตกสู่เหวลึกทันที!
ผู้ที่ยิงธนูก็คือบุรุษวัยกลางคนผู้ติดตามของซางเทียนนั่นเอง
“โจวเหว่ย ข้าสั่งเ้าแล้วมิใช่รึว่าห้ามสอดมือ”
บุรุษวัยกลางคนนามโจวเหว่ยมิได้ตอบคำ มันเพียงจ้องมองจุดเล็กๆที่ร่วงหล่นลงสู่หุบเหวด้วยหัวคิ้วที่ขมวดเป็ปม ก่อนกล่าว
“เพลิงสีฟ้านั่นมันอะไรกัน?”