บทที่ ๙
ด้วยวิชาตัวเบาของหวังจวินสักพักเขาก็เข้ามาสู่เขตที่อยู่ในปกครองของพรรคกระยาจกแล้ว มันเป็เขตศาลเ้าเก่าร้างๆ มีพวกพรรคกระยาจกนั่งดื่มสุรากันเป็กลุ่มๆ บางกลุ่มพวกมันอาจจะมีการเล่นมวยปล้ำกันบ้างแต่ไม่ค่อยเยอะเท่าไหร่ หวังจวินตอนนี้หมอบอยู่บนหลังคาของยุ้งฉางเก็บข้าว เขาสาดส่องสายตาไปมาเห็นได้ชัดว่าพรรคกระยาจกนั้นลูกพรรคเยอะพอสมควร
‘เฮ้อ คนมันเยอะจริงๆ เห็นทีแบบนี้คงต้องหาวิธีลอบเข้าตอนกลางคืนเสียแล้วกระมัง เอ่ จริงสิ!!’ หวังจวินนึก และดูเหมือนว่าเขาจะพอนึกอะไรออกพลางล้วงป้ายพรรคยาจกขึ้น
‘ต้องขอบคุณพี่เปียวแล้ว’ เขานึกต่อ หลังจากนั้นหวังจวินก็หันซ้ายแลขวาเหมือนหาอะไรบางอย่าง เขาหยุดจ้องกองถ่านไม้กองหนึ่งที่อยู่หลังศาลาพักดอกไม้ของศาลเ้าข้าง ๆ ซึ่งปลอดคน เห็นดังนั้นหวังจวินก็ทะยานไปโดยเร็ว เขาจัดแจงคลุกถ่านไม้ทั่วตัวอีกทั้งยังกลับเสื้อผ้าใส่เผยให้เห็นถึงรอยตระเข็บ เขาฉีกเสื้อผ้าของตัวเองต่ออีกนิดหน่อยก่อนจะรินสุราที่ติดตัวอยู่ตลอดลงไปนิดๆ ให้พอมีกลิ่น
“เอาล่ะพร้อมแล้ว ดูดีๆ” เขาพึมพำเมื่อจัดแจงแต่งตัวเสร็จ หวังจวินก็เดินลัดเลาะออกไปทางด้านหน้ามุ่งไปยังกลุ่มยาจกกลุ่มหนึ่ง ที่กำลังปล้ำกันอย่างเมามันและเสียงกู่ร้องจากสมาชิกรอบๆ ดูแล้วอึกทึกยิ่งนัก
“พี่ท่าน ไม่ทราบว่าประลองกันอยู่นี้ ท่านใดกับท่านใดขอรับ” หวังจวินถามไปยังยาจกผู้หนึ่งซึ่งมันกำลังเขย่งปลายเท้าดูอย่างสุดชีวิต
“เ้านี่ไม่รู้ได้ไง นี้ท่านเล่ากับท่านปู้กำลังประลองกันเ้าเป็ใครไม่รู้จักชื่อเสียงเลืองนามได้” มันตอบพร้อมขมวดคิ้วอย่างไม่พอใจ และหันกับไปกู่ร้องต่อ
ทันใดนั้นเองไหล่ของชายหนุ่มก็พลันมีฝ่าหนึ่งตบ เขาหันไปก็เจอชายหนุ่มผู้หนึ่งท่าทางอายุมากกว่าเขาเจ็ดถึงเก้าปีกำลังยกเต้าสุราอย่างดูดดื่มกระหาย มันดื่มเสร็จก็เช็ดปากเบาๆ พร้อมเอ่ยว่า
“ดีน้องชาย แกเด็กใหม่หรือไงไม่รู้จักเ้าเล่ากับเ้าปู้” น้ำเสียงมันราบเรียบแต่แววตาจ้องเขม็งทีเดียว ทำเอาหวังจวินรู้สึกเสียววูบวาบ
“เอ่อ ขอรับ” หวังจวินตอบ แต่ดูเหมือนว่าคนผู้นี้จะไม่ได้สนใจคำตอบเขาเท่าไร ท่าทีทียังคงจดจ้องไม่เปลี่ยนไปสักนิด หวังจวินเองก็คิดแล้วว่าสถานการณ์เริ่มจะไม่ดีแล้วรีบโคจรพลังเบาๆ ไปทั่วจุดตันเทียนโดยเร็ว แต่แล้วรอยยิ้มของชายคนนี้ก็ปรากฏพร้อมทั้งหัวเราะร่า
“ฮ่าๆ ดีๆ มานี้เ้าเด็กใหม่ ข้าว่าเอ็งอย่าไปคบค้าสมาคมกับเ้าพวกนี้เลยมานั่ง ๆ” มันกล่าวพร้อมทั้งดึงคอหวังจวินมานั่งขอนไม้ใกล้ๆ
“ทำไมล่ะ” หวังจวินถามงุนงง แต่ก็โล่งใจที่ไม่ได้เกิดเื่ขึ้นอย่างที่ในหัวของเขาตอนนี้คิด
“ฮ่าๆ ๆ ถามดีๆ ก็ง่ายๆ ข้าเหม็นน้ำหน้ามัน” ชายยาจกตอบก่อนจะยกเหล้าเข้าปากอีกที หวังจวินได้ยินก็งุนงงคิดในใจว่าชายคนนี้แปลกจริงๆ
“ฮ่ะๆ เป็งั้นไปท่าน” หวังจวินหัวเราะแห้งๆ ตามน้ำไป
“อย่า อย่าเรียกข้าว่าท่านสิ ข้าเองก็มีชื่อนะโว้ย” เขากล่าวต่อพร้อมทั้งซดเหล้าอีกอึกหนึ่ง ดูช่างเป็นักดื่มที่เมามาย
“แล้วนามของพี่ชายมีชื่อว่าอันใดเล่า” หวังจวินถามต่อ เพราเห็นว่าเ้าตัวปูทางมาละ
“เอะๆ เ้านี้ก่อนถามชื่อคนอื่นเ้าเองก็ควรบอกชื่อของเ้าก่อนสิ เออเอ็งนี้มันแปลกจริงๆ ฮ่าๆ ๆ” ชายยาจกกล่าวพร้อมหัวเราะร่าอย่างถูกอกถูกใจก่อนจะจัดอีกหนึ่งอึก
‘ชายคนนี้แปลกเสียจริง บางทีก็กร้าว บางทีก็กวนบาทาข้าพเ้านัก หวังจวินนึกพร้อมทั้งตอบไป
“ขออภัยด้วยพี่ชาย ข้าพเ้า ‘หวังเจาจวิน’ ท่านเรียกหวังจวินก็ได้”
“หวังจวิน ฮ่าๆ ชื่อเ้านี้ตลกดีแท้เป็ชื่อผู้หญิงเสียงั้น ฮ่าๆ ๆ หวังเจาจวินเ้าเรียกข้าตั๊กโกว่ก็ได้ ฮ่าๆ ๆ หวังจวิน” เขากล่าวร่าพลางยกขึ้นอีก แต่ถึงอย่างนั้นยังไม่มีท่าทีว่าจะเมา
“ขอรับพี่โกว่ ว่าแต่ท่านฉะไหนท่านดื่มเหล้ามากมายั้แ่หัววันขนาดนี้ล่ะ” หวังจวินกล่าวต่อเพราะขนาดตัวเองชมชอบสุราก็ไม่อาจจะดื่มตลอดเวลาเช่นนี้ได้
“จริงๆ แล้วท่านตั๊กโกว่ไม่ใช่ยาจกชั้นธรรมดาเ้าหนุ่ม ท่านเป็ถึงศิษย์เอกเทพสุรา ‘ยาจกค้ำฟ้าบู้กงจี้’ กล่าวให้ถูกคือท่านราชันสุราตั๊กโกว่ม่อเถิงต่างหาก” เสียงหนึ่งตอบแต่ไม่ใช่เสียงของตั๊กโกว่เพราะมันดังมาจากทางซ้ายของเขา เมื่อหันไปเขาเองก็แปลกใจเพราะผู้ที่ตอบก็คือเ้าเล่ากับเ้าปู้ และพวกซึ่งจากที่ฟังมามันคือกลุ่มชายยาจกที่ตั๊กโกว่ไม่ชอบนั้นเอง แต่หวังจวินแปลกใจตรงที่ว่าคนพวกนี้แม้ตั๊กโกว่ไม่ชอบหน้าพวกเขาแต่กลับพูดให้เกรียตินัก
“ฮึ เ้าเองหรือ ไม่กัดกันต่อหรือไงเห็นว่ากำลังสนุกเชียว” ราชันสุราตอบสีหน้าเบื่อหน่าย หวังจวินตอนนี้เริ่มงง
‘สงสัยพี่ตั๊กโกว่คงมีเื่บาดหมางกับพวกเ้าปู้เป็แน่’ เขานึกต่อ
“ไม่หรอกท่านตั๊กโกว่ ข้าและน้องเล่ากำลังจะไปตลาดสักครู่” เ้าปู้ตอบ ดูจากสีหน้าแล้วไม่ได้โกรธเคืองคำเปรียบสุนัขเมื่อครู่เลย
“เชิญ!!” ราชันสุรากล่าวตัดพลางซดสุราต่อ
“งั้นข้าน้อยขอลา” เ้าปู้กล่าวพร้อมทั้งยกมือคารวะ ลูกสมุนมันเองก็เช่นกัน จากนั้นก็เดินกันไปตามขบวน
เมื่อเ้าปู้และพวกจากไปไกล หวังจวินจึงหันมากล่าวถามต่อตั๊กโกว่ เพราะเขาไม่นึกเลยว่า ตั๊กโกว่ผู้นี้จะเป็ศิษย์ของเทพสุรา ยาจกค้ำฟ้าบู้กงจี้ ผู้ซึ่งถูกกล่าวขานว่าไม่เป็รองยอดยุทธของยุทธภพเลย และที่แม้ไม่ได้มีรายชื่อเป็ยอดยุทธนั้นก็เพราะว่า เทพสุราเดินทางล่องลอยไม่ค่อยประฝีมือกับผู้ใดนั้นเอง
“ท่านพี่โกว่ ไม่นึกเลยว่าท่านจะเป็ศิษย์ของเทพสุราเช่นนี้ ได้พบเจอกันนับเป็วาสนานัก” ได้ยินดังนั้นตั๊กโกว่ก็ยังไม่หายทำหน้าไม่พอใจเขาซดเหล้าไปอีกอึกจึงเปลี่ยนสีหน้ากับมายิ้มแย้มอีกครั้ง
“ฮ่าๆ ๆ อย่ากล่าวเช่นนั้นเลยน้องจวิน เ้าสุนัขนั้นมันจะพูดอะไรช่างหัวมัน เอาล่ะๆ เห็นเ้ามีกลิ่นสุราเหมือนกันคงอดทนไว้นานมา ดื่มๆ”
ทั้งคู่สนทนากันไปนานเพราะถูกคอ จึงทราบว่าตั๊กโกว่พื้นเดิมเป็คนลั่วหยางแต่ออกมาร่อนเร่พเนจร ครั้นมีบุญวาสนาได้พบกับเทพสุราจึงได้กราบตัวขอเป็ศิษย์ ร่ำเรียนอยู่นานสองปีจึงมาเข้าสู่พรรคกระยาจก กล่าวได้ว่าฝีมือของเขาตอนนี้ก็คงติดทำเนียบ สิบยอดยุทธยุคใหม่เสียแล้ว เมื่อเห็นดังนั้นหวังจวินจึงเห็นสมควรว่าน่าจะวกกลับมาเื่เ้าปู้
“ท่านพี่ตั๊กโกว่ แล้วเหตุใดท่านถึงไม่ชอบเ้าปู้กับพวก”
“น้องจวิน เห็นว่าเ้านิสัยใจคอถูกใจข้าข้าจะบอกอะไรให้ฟังก็แล้วกัน เ้าปู้มันนั้นคิดคดทรยศ ฮึ ก่อนข้าก็ไม่เชื่อหรอกนะ แต่เมื่อครึ่งเดือนที่แล้วในวันหนึ่งข้าตื่นขึ้นมากลางดึก เห็นคนลับๆ ล่อๆ อยู่ในสุสานบรรพบุรุษหลังศาลเ้า ข้าเองชักแปลกใจจึงสะกดรอยตาม และแล้วข้าก็พบมัน เ้าปู้!!” ตั๊กโกว่หยุดพลันตบพื้นอย่างเดือดดาล
“เ้าลองเดาดูสิ เ้านั้นมันทำอะไร” ตั๊กโกว่เอ่ยต่อ
“ไม่ทราบได้ แต่หากให้ข้าเดาคงเป็เื่ราวเกี่ยวกับความเป็ความตาย” หวังจวินตอบเพราะเขาไม่รู้จริงๆ
“มันมอบรายชื่อสายลับยังไงละ สายลับทั้งหมดที่พรรคกระยาจกเราส่งไปสอดแนมพวกพรรคมาร เ้าลองคิดดูน้องจวิน หากพรรคมารได้รายชื่อเ่าั้ไป พี่น้องเราจะจบชีวิตอนาถขนาดไหน” คราวนี้น้ำเสียงตั๊กโกว่เดือดดาลยิงนัก
“เอเป็เช่นนี้เอง แล้วเื่ใหญ่เช่นนี้ทำไมพี่ท่านไม่แจ้งต่อผู้าุโสำนักเล่า” และในหัวตอนนี้เริ่มประติดประต่อเื่ราวได้คร่าวๆ แล้ว
“ฮึ เ้าพวกตาแก่น่าโง่นั้นเหตุไหนจะฟังข้า ข้ามันไม่มีหลักฐานอีกทั้งไม่ได้ประจบสอพลอเหมือนเ้าสุนัขนั้น พูดให้ตายก็ไม่มีใครเชื่อ” ตั๊กโกว่กล่าวพลางยกซดอีกอึกใหญ่
‘เช่นนี้เอง แสดงว่ารายชื่อที่เ้าพวกขอทานนั้นกล่าวถึงก็คือรายชื่อสายลับสินะ แต่ทำไมกันพี่เปียวดูยังพี่ท่านก็ไม่น่าจะใช่พรรคมา’ หวังจวินนึกต่อ
“พี่ตั๊กโกว่ แล้วไม่ทราบว่าบุคคลที่มารับรายชื่อนั้นท่านพอจะจำได้หรือไม่ครับว่ามันเป็พวกใด” หวังจวินถามต่อน้ำเสียงแน่นิ่ง
“มันสวมชุดดำทั้งตัวใบหน้าปกปิด ข้าเองตอนนั้นก็เมาหนักเลยจดจำไม่ค่อยได้ แต่รู้สึกว่ามันจะมีรอยสักรูปกุหลาบดำที่ข้อมือ”
“รอยสักกุหลาบดำที่มือหรือครับ” หวังจวินถามโพล่งโดยเร็ว
“ใช่ ทำไมรึ” ได้ยินน้ำเสียงของหวังจวินโพล่งถามมาดังนั้นตั๊กโกว่ก็รู้สึกสนใจทันที
“ปล่าว ข้าแค่รู้สึกสนใจเท่านั้น” หวังจวินเอ่ยปัดแต่ในหัวตอนนี้เริ่มนึกอะไรได้เล็กน้อยแล้ว
‘อาจจะใช่ ไม่รู้สิหวังจวินเอ้ยหวังจวิน สงสัยแกเองต้องอยู่รอดูข้อพิสูจน์แล้วล่ะ ถ้าใช่มันน่าจะกลับมา’
ได้ยินดังนั้นตั๊กโกว่ก็ไม่ได้ใส่ใจอีกพลางยกเหล้าดื่มต่อ จากนั้นก็คุยสัพเพเหระเื่อื่นไป และหวังจวินเหมือนจะคุยตามน้ำไปได้ด้วยดี
สามวันต่อมา หวังจวินตอนนี้เริ่มรู้จักกับผู้คนในพรรคแล้ว และเขาเองก็ได้พูดปะกับหลายคนมาก ซึ่งดูเหมือนว่าทุกคนจะบอกเป็เสียงเดียวกันว่าอย่าไปยุ่งกับตั๊กโกว่เลย บอกว่าเขาเป็พวกลวงโลกบ้าง ขี้อิจฉาบ้าง แต่ถึงกระนั้นก็เถอะคนที่หวังจวินเลือกดื่มสุราด้วยก็ยังคงเป็ตั๊กโกว่อยู่ดี และแล้วคืนวันนั้นก็ผ่านไป
คืนนี้หวังจวินนอนอยู่ในศาลเ้าเช่นทุกครั้ง ส่วนตั๊กโกว่เองก็เมาหลับไปข้าง ๆ เช่นทุกวัน ศิษย์ยาจกผู้อื่นก็แยกย้ายกันไปทั่ว ทั้งในศาลา ข้างนอก แต่ก็ยังมีพวกเวรยามเฝ้าระวังอยู่ ในตอนนี้เวลาราวเที่ยงคืนเงาผู้หนึ่งก็ปรากฏล่องลอยจากตึกเก็บสุราไปยังศาลาเก่า วิชาตัวเบาของคนผู้นี้ล้ำลึกนัก พวกเวรยามไม่ทันรู้ตัวเลยเสียสักคน แต่ทว่าหวังจวินตอนนี้ได้กลิ่นแปลกๆ เขาลุกขึ้นเงี่ยหูฟังในทันทีเพื่อให้แน่ใจ เมื่อปรากฏเสียงเหยียบเท้าเบาๆ ปรากฏชายหนุ่มก็เร่งรีบออกมาทางหน้าต่างทันที เขามุ่งตรงไปยังต้นเสียงอย่างเงียบเชียบ เขาทิ้งระยะอยู่หน่อยเพราะกะจะตามรอยไป ซึ่งปรากฏว่าคนชุดดำผู้นี้มุ่งไปยังสุสานบรรพบุรุษจริงๆ เมื่อมันหยุดหวังจวินก็ตัดไปยังหลุมศพเก่าหลุมหนึ่งห่างไปราวสามสิบเมตร โคจรลมปราณตั้งสมาธิคอยฟังทันที
“มาช้าจริงๆ นะ” เสียงหนึ่งที่คุ้นเคย เขาจำได้ทันทีว่ามันคือเสียงเ้าปู้ ก่อนจะปรากฏตัวมันออกมาจากมุมมืดสุดของสุสาน
“ฮึ ข้าไม่มีเวลามากมายขนาดนั้นหรอก อยู่ไหนรายชื่อของข้า” เสียงบุคคลลึกลับกล่าว มันเป็เสียงหญิงสาว หวังจวินเองฟังแล้วยังรู้สึกััได้ว่าเป็เสียงที่ไพเราะมากนัก แต่ถึงกระนั้นก็กร้าวยิ่งยวด
“ฮ่าๆ ขอบคุณ์จริงๆ ที่ท่านโดนชิงรายชื่อไป ทำให้ข้าได้พบกับท่านอีกครั้ง” เ้าปู้เอ่ยแววตาหื่นกรามของมันจดจ้องไปยังเนินอกของหญิงลึกลับ เธอเองก็เหมือนจะไม่พอใจพลางขยับชักกระบี่จี้ทันที
“สามหาว หากเ้าไม่รีบส่งมาอย่าหาว่าข้าไม่เกรงใจ” เธอกร้าวชัดแต่เ้าปู้ก็หาได้กลัว
“ได้ๆ นี้เป็รายชื่ออีกชุดที่ข้าคัดลอกไว้ หวังว่าท่านจะไม่ทำให้มันหายไปอีก” เ้าปู้ตอบพร้อมทั้งนำซองเอกสารหนึ่งมาให้หญิงสาว เธอเองก็ใช้กระบี่นำมาสู่มือได้โดยง่ายบ่งบอกถึงพลังฝีมือที่มีพอควร
“เอาล่ะท่านเองก็ควรจะบอกมาว่าใครกันที่ชิงรายชื่อของท่านไป” เ้าปู้กล่าวต่ออีก
“มันคือเปียวจิงเทียน ข้าเดินทางไปได้ถึงหมู่บ้านหนึ่งทางใต้ก็ได้เข้าปะทะกับมัน ฝีมือของเปียวจิงเทียนผู้นี้ไม่ธรรมดา ข้าเองก็าเ็หนักก่อนจะถูกมันแย่งชิงรายชื่อไปได้ ข้าว่าท่านควรจะระวังคนผู้นี้ไว้ให้ดี” เธอกล่าวตอบพร้อมกับเก็บกระบี่เข้าฝัก
“ท่านแน่ใจรึ” เ้าปู้ถามอีกครั้งสีหน้าของมันเองบ่งบอกชัดว่าไม่เชื่อ
“ข้ามั่นใจ” หญิงสาวย้ำ
“แปลกจริงๆ เปียวจิงเทียนผู้นี้เป็เพียงศิษย์ส่งข่าวธรรมดาจากสาขาใหญ่ ไม่น่าจะมีฝีมือพอจะทำท่านาเ็ได้ ความจริงไม่น่าจะรับท่านได้เกินสิบกระบวนท่า” มันกล่าวมือลูบคางทบทวน
“แล้วจดหมายของข้าส่งถึงท่านประมุข เ้าได้ถูกชิงไปหรือไม่” เ้าปู้ถามต่อ
“ไม่ มีเพียงรายชื่อของสายลับเท่านั้น” นางตอบ อย่างไรเสียนางก็พูดต่อว่า “ข้าเห็นมีคนสวมรอยเป็พรรคยกระยกจกติดตามตัวเปียวจิงเทียนไป ไม่แน่อาจจะมีอีกกลุ่มที่้าทราบรายชื่อ อย่างไรเสียดูแล้วมันไม่ใช่คนของพรรคกระยาจกจริงๆ”
“เื่นี้อาจจะซับซ้อน ข้าคงไม่สามารถออกมาติดต่อกับสมาชิกกลุ่มได้อีกสักระยะ”
“อย่างนั้นเ้าก็ควรจะระวังไว้ หากโดนจับได้งานที่ตระเตรียมไว้หลายปีของท่านประมุขจะพลันสลายไป ขอลา” เธอพูดพร้อมทั้งถวินลอยจากไป ส่วนเ้าปู้ก็จ้องมองทรวดทรงนางจนลับตาก่อนจะเดินกลับเข้าไปด้านในอย่างใจเย็น
เมื่อหวังจวินเห็นว่าเ้าปู้ไปแล้วก็ทะยานตามหญิงลึกลับไปในทันที ทันใดนั้นก็พลันรู้สึกได้ว่ามีบุคคลอยู่ด้านหลังของเขาเสียแล้ว เมื่อหันขวับกลับมาก็ต้องตกตะลึงทีเดียว
“ว่าไงน้องจวิน” ตั๊กโกว่กล่าวพร้อมทะยานตามเขามาติดๆ
“ท่านโกว่ข้านึกว่าท่านหลับอยู่เสียอีก”
“ฮ่าๆ ราชันสุราอย่างข้า เ้าคิดว่าเหล้าสุราเพียงแค่นั้นจะมอมข้าได้ดูถูกข้าเกินไปนัก ฮ่า ว่าแต่ตอนนี้เ้าคงเชื่อข้าแล้วสินะ”
“ขอรับ ประเดี๋ยวค่อยคุยกันเรารีบเร่งกันเถอะ” หวังจวินตอบพร้อมตัดบทเพราะเกรงว่าหญิงสาวจะทิ้งห่างไปไกล
พวกเขาติดตามมาครู่ใหญ่ตอนนี้ก็พอจะเห็นร่องรอยหญิงสาวแล้วหวังจวินตรวจสอบก็เข้าใจว่าเป็คนเดียวกับที่ลักลอบเข้าไปยังห้องของตน จากนั้นก็ทะยานต่อ
“น้องจวิน วิชาตัวเบาของเ้าล้ำเลิศดีแท้ แต่ไม่ใช่ของพรรคยาจกเรา เ้าเป็ใครแน่” ตั๊กโกว่เอ่ยถามอีกครั้ง แต่คราวนี้ทะยานมาข้างๆ หวังจวินแล้ว เห็นชัดๆ ว่าวิชาตัวเบาเขาแกร่งกล้ากว่าหวังจวินมากนัก
“พี่โกว่ ความจริงข้าไม่ใช่คนพรรคท่านหรอก แต่รายระเอียดประเดี๋ยวจับนางได้แล้วข้าจะเล่าให้ท่านฟัง ข้าว่าเราเห็นเ้าหล่อนกันแล้วล่ะ” ชายหนุ่มตอบพลางยกมือชี้ไปด้านหน้า เห็นหญิงสาวตอนนี้ปลดผ้าคุมหน้า และผ่อนฝีเท้าลง แสดงชัดเจนว่าเธอไม่รู้ตัวเลยว่ามีคนสะกดรอย และขณะนี้แสงจันทร์กระทบโฉมอย่างชัดเจน สร้างความใแก่สองหนุ่มยิ่งนัก
“หวังจวิน ข้าว่าเ้าต้องพูดใหม่เสียแล้ว ว่าจะจับนางหรือให้นางเป็ฮูหยินดี” ราชันสุราพึมพำ