ตอนที่ 27 กลุ่มเรียนชั่วคราว
เพราะมีเวลาเพียงชั่วโมงเดียว เหล่านักเรียนใหม่อ่อนประสบการณ์จึงต่างตื่นตระหนกกันมาก หอประชุมใหญ่จุคนนับหมื่นที่เรียบร้อยเงียบสงบเมื่อครู่ยุ่งเหยิงในฉับพลัน
ถังอวี่ถูกคนกระแทกอย่างแรงจนเกือบล้มลงกับพื้น โชคดีที่เฉิงเวยตาไวมือไวช้อนเขาขึ้นมาจึงรอดพ้นจากการถูกเหยียบ
ถังอวี่หันหน้ามอง แต่ละคนที่อยู่ข้างหลังต่างมีสีหน้าตื่นตระหนก เร่งมือเร่งเท้าต้องการไปหากลุ่มเรียน ถังอวี่สงบสติอารมณ์ ไม่รู้เลยว่าเขาถูกชนโดยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจกันแน่
แต่คนเยอะขนาดนี้ หากถูกชนก็เข้าใจได้ มีบางคนเริ่มทะเลาะขึ้นเพราะมือเท้าชนกัน
โชคดีที่ไม่มีเหตุการณ์เหยียบกัน
นี่แสดงให้เห็นว่านักเรียนใหม่เหล่านี้ตระหนักรู้ในตนเอง หากมีเหตุการณ์เช่นนั้นเกิดขึ้นจริงคาดว่าไม่ต้องหากลุ่มเรียนหรอก หัวหน้าฝ่ายวิชาการคงเชิญพวกเขาออกจากประตูใหญ่โรงเรียนทหารอันดับหนึ่งในทันที
เฉิงเวยขมวดคิ้วเมื่อเห็นฉากชุลมุนตรงหน้า “พวกเราควรไปตรงไหนดี”
ถังอวี่ก็ขมวดคิ้วเช่นกัน นี่แหละคือปัญหา
ชนชั้นสูงของโรงเรียนทหารอันดับหนึ่งมีอยู่ไม่น้อย แต่คนธรรมดามีมากกว่าด้วยอัตราส่วนประมาณ 1:25 เมื่อเผชิญกับสถานการณ์เช่นนี้ เด็กชนชั้นสูงดูสงบนิ่งมาก เห็นเพียงชนชั้นสูงผมสีเขียวที่กำยำล่ำสันคนหนึ่งเดินไปยังจุดที่ค่อนข้างโล่ง ปีนขึ้นบนเก้าอี้ก่อนจะสองมือป้องปาก สูดหายใจเข้าลึกแล้วตะโกน “พวกเราเป็นชนชั้นสูงจากตระกูลผู้นำแห่งดาวเมืองหลวง คนที่ยินดีจะอยู่กลุ่มเดียวกับพวกเราเชิญมาหาฉัน!”
ข้างๆ ชนชั้นสูงผมเขียวมีชนชั้นสูงผมฟ้าที่ออร่าจับคนหนึ่ง รอบตัวเขาล้อมรอบด้วยคนจำนวนหนึ่ง เห็นได้ชัดว่าตกลงกันเรียบร้อยแล้ว
ชนชั้นสูงผมฟ้าคือตัวแทนที่พวกเขาเลือก
บางคนที่ไม่มีความเห็นเป็นของตัวเองหรือมีนิสัยอะไรก็ได้ต่างเริ่มเคลื่อนไปทางพวกเขา
พอชนชั้นสูงคนอื่นๆ เห็นก็เริ่มเลียนแบบ
ทันใดนั้นเหตุการณ์คล้ายคลึงกันอย่าง “ฉันคือชนชั้นสูงXXแห่งดาวXX...” ก็เริ่มดังก้องไปทั่วทั้งหอประชุมใหญ่ เมื่อมีทางเลือกมากขึ้นและรอบบริเวณก็เริ่มแออัด แม้ว่ามันจะแออัดมากอยู่แล้วก็ตาม
อย่างไรก็ดีไม่ใช่คนธรรมดาทุกคนจะเลือกชนชั้นสูง มีคนธรรมดาบางคนค่อนข้างเย่อหยิ่ง พวกรังเกียจที่จะเข้าใกล้ชนชั้นสูง ดังนั้นในหอประชุมใหญ่จึงมีคนที่พูดว่า “ฉันเป็นคนธรรมดาจากดาวXX...”
รอบบริเวณวุ่นวายยิ่งนัก ผู้อำนวยการลอว์เรนซ์แย้มยิ้มมองยังการจัดกลุ่มเรียนชั่วคราวที่บรรยากาศคึกคักด้วยด้านล่าง
“คนหนุ่มสาวควรจะเต็มไปด้วยพลังแบบนี้แหละ!” พูดจบยังใช้หางตาเหลือบมองป๋ายจิ่นที่สีหน้าไร้อารมณ์ด้วย
พวกถังอวี่ไม่ได้คิดอะไรมาก เพียงเลือกกลุ่มคนที่อยู่ใกล้กับพวกเขามากที่สุด
ทันใดนั้นจู่ๆ ก็มีเสียงประกาศดังขึ้น “กลุ่มเรียนหมายเลข 1! ตั้งเสร็จแล้ว!”
หอประชุมใหญ่เงียบไปสักพักก่อนที่ฝีเท้าของเหล่านักเรียนจะรีบร้อนขึ้นทันควัน
“เร็วเข้าๆๆ! จะไม่ทันแล้ว!”
“เร็วหน่อย! ดูเวลาสิว่ายังเหลืออีกเท่าไร!”
“ยังเหลืออีกยี่สิบนาที! พวกเธอรีบเดินสิ!”
คนที่เหลือรีบเข้ารวมกับกลุ่มคนที่อยู่ใกล้ตัวเองที่สุด ไม่นานเสียงประกาศก็ดังขึ้นต่อเนื่อง “กลุ่มเรียนหมายเลข 2... กลุ่มเรียนหมายเลข 3...”
กลุ่มเรียนที่พวกถังอวี่อยู่คือกลุ่มเรียนหมายเลข 7 ตัวแทนที่เลือกคือชนชั้นสูงผมสีเหลือง ส่วนใครจะเป็นตัวแทนถังอวี่รู้สึกว่ามันไม่ได้สำคัญ อย่างไรเสียต่างก็ช่วยทำธุระให้กับครูฝึก ตราบใดที่ไม่ใช่เขาก็พอแล้ว
กลุ่มเรียนสิบแปดกลุ่มถูกจัดตั้งเรียบร้อย เหลือเพียงสองกลุ่มที่ยังไม่แล้วเสร็จ นอกจากเรื่องกลุ่มเรียนสองกลุ่ม ยังมีอีกหลายกลุ่มที่มีคนประมาณสามสี่ร้อยคน
ปัญหาหนึ่งคือเรื่องของจำนวนคน อีกปัญหาหนึ่งคือเรื่องของตัวแทน
ในกลุ่มคนธรรมดามีคนที่หยิ่งผยองไม่น้อย พวกเขาล้วนต้องการเป็นตัวแทน ในสายตาของพวกเขาการเป็นตัวแทนถือว่ามีเกียรติ
ทว่าเวลาไม่รอพวกเขา
“เหลือเวลาอีกห้านาที” เสียงประกาศดังขึ้น
คนที่ตั้งกลุ่มเรียนยังไม่เสร็จเริ่มแตกตื่น อดไม่ได้ที่จะตะโกนด่าด้านหน้า “พวกนายรีบหน่อยสิ!”
“พวกเราไปกลุ่มอื่นดีกว่าไหม”
บางคนรู้ตัวว่าวิ่งเร็วจึงบึ่งไปยังกลุ่มเรียนชั่วคราวที่รวบรวมคนได้ครบแล้ว ซึ่งคนที่เป็นแบบนี้มีไม่น้อย คนอื่นเห็นสถานการณ์นี้ก็ไม่สนแล้วว่าตัวแทนของกลุ่มเรียนจะเป็นชนชั้นสูงหรือไม่ ถ้าถูกไล่ออกจากโรงเรียนขึ้นมาก็จบเห่แล้ว!
ทันใดนั้นทั่วบริเวณก็โกลาหลสุดขีด
“หมดเวลา!” คนที่จัดกลุ่มเรียนไม่สำเร็จเริ่มร้องไห้ หอประชุมใหญ่มันกว้างเกินไปจริงๆ หอประชุมใหญ่ที่จุคนได้นับหมื่นจะไม่กว้างได้ยังไงล่ะ
ทว่านี่คือโชค โชคก็เป็นส่วนหนึ่งของศักยภาพ
หัวหน้าฝ่ายหน้าเด็กเมินคนเหล่านั้นและประกาศว่า “ตั้งกลุ่มเรียนสำเร็จรวมทั้งสิ้นสิบเก้ากลุ่ม ตอนนี้ครูฝึกของพวกเราจะเริ่มเลือกกลุ่มเรียน”
เหล่าคนที่ไม่มีกลุ่มเห็นสถานการณ์นี้จึงรีบวิ่งไปยังกลุ่มที่ใกล้ตัวเองมากที่สุดทันที อย่างไรตอนนี้ก็ยังไม่ได้จดชื่อ เข้าไปใกล้ๆ ก่อนค่อยว่ากัน! และหัวหน้าฝ่ายหน้าเด็กก็ไม่ได้บอกว่าทำไม่ได้!
กฎเป็นของตาย คนคือสิ่งมีชีวิต!
คนที่คิดอย่างนี้มีไม่น้อย ต่างเริ่มขยับตัวเคลื่อนไหว หัวหน้าฝ่ายหน้าหน้าเด็กเพียงชำเลืองมองพวกเขาเล็กน้อยแต่ไม่ได้ว่าอะไร
จนกระทั่งครูฝึกสิบเก้าคนออกมา นอกจากคนจากสิบเก้ากลุ่มเรียนแล้ว เหลือเพียงร้อยกว่าคนที่ยืนกระจัดกระจายอยู่ตามจุดอื่น
“หัวขี้เลื่อย!” หัวหน้าฝ่ายหน้าเด็กพ่นออกมาหนึ่งคำ
เมื่อเห็นว่าคนรอบตัวน้อยลง คนเหล่านั้นจึงตระหนักได้ว่าตัวเองพลาดอะไรไป
แต่พวกเขาหมดโอกาสร้องขอความเมตตา เพราะยามรักษาการของโรงเรียนทหารอันดับหนึ่งเข้ามาเชิญพวกเขาออกไปแล้ว