บทที่ 4 ข่าวแพร่กระจาย
ใบไม้ใบหญ้ากระพือตามกระแสลมที่พัดมาเบา ๆ ทำให้ใบตะแบกที่เขียวชะอุ่มหลุดจากกิ่งลอยล่อยเข้าไปยังหน้าต่างของห้องหนึ่งบนชั้นสาม ขณะนี้มีใครคนหนึ่งยืนกอดอกมองผ่านหน้าต่างไปยังด้านล่าง เห็นเด็กนักเรียนชายหญิงสามคนเดินคุยกันมาตามทางเดินที่เป็คอนกรีด ทั้งสามมุ่งหน้าตรงมายังอาคารที่ชายคนนี้ยืนมองอยู่ และแล้วก็มีใครอีกคนเดินเข้ามาใกล้พร้อมกับพูดมาด้วยว่า
"เ้าพวกนั้นก็ไม่ธรรมดาเหมือนกันนะว่ามั้ย...หัวหน้า"
เขาหันไปมองคนที่กำลังพูดอยู่ เห็นชายร่างหนาเถอะผมเกรียนยืนมองออกไปทางหน้าต่างข้าง ๆ เขา ที่อกขวามีเข็มกลัดติดอยู่ ซึ่งเป็สัญลักษณ์ของคณะกรรมการสภานักเรียนนั่นเอง
"เห็นว่าเอาชนะพวกเด็กช่างที่มีกำลังพลมากกว่าครึ่งได้นี่ถือว่าไม่เบาเลยนะ"
เขาหันไปมองนอกหน้าต่างอีกครั้ง เห็นเด็กทั้งสามคนเดินมาถึงตัวอาคารพอดี จากนั้นเขาก็เอ่ยออกมาแต่ตามองเหม่อตรงออกไป
"เอาชนะใครได้ไม่สำคัญ แต่ถ้าทำตัวเกเรให้โรงเรียนเสื่อมเสียฉันก็ไม่เอาไว้เหมือนกัน"
"นายนี่เ็าตลอดเลยนะ"
เขาไม่สนใจกับพูดของกรรมการนักเรียนคนนี้เลย กลับมองเหม่อออกไปนอกหน้าต่างเช่นเคย ลมพัดมาเบา ๆ เสยผมเรียบตรงสีดำเงาเปิดให้เห็นโครงหน้าอย่างชัดเจน คิ้วแหลมคมเฉียงขึ้นบนแล้วโก่งลงนิดนึง ดวงตาดำสนิทสะท้องเงาของบรรยากาศที่เขากำลังมองอยู่ จมูกเล็กปากกระจับสวยงามดูมีเสน่ห์น่าดึงดูด ลำตัวสมส่วนตามเกณฑ์ของเด็กอายุ 18 สูง 170 มีเสน่ห์ตามฉบับของเด็กวัยรุ่น
เสียงดังวุ่นวายผ่านออกมาจากห้องหนึ่ง ซึ่งเป็ห้องเรียนของนักเรียนชั้นปีที่ 5 ห้อง 2 ขณะนี้อาจารย์ยังไม่เข้าสอน เด็ก ๆ เลยเล่นกันอย่างสนุกสนาน ครูสาววัย 26 ปี กอดหนังสือเล่มหนาแขวนกระเป๋าแบรนด์เนมสีดำหรูหราไว้อีกข้างเดินมาตามทางเดิน แล้วเดินเข้าไปในห้องนี้ บัดนั้นก็ทำให้เธอถึงกับใยืนนิ่งสนิท เมื่อมีกระดาษม้วนเป็ก้อนพุ่งผ่านหน้าไป เธอกวาดสายตามองดูรอบ ๆ เห็นแต่เด็กผู้ชายที่ไม่ได้อยู่ที่โต๊ะตัวเอง บางคนขึ้นไปนั่งบนโต๊ะ บางคนยืนอยู่บนโต๊ะ บางคนรวมกลุ่มกันอยู่ที่โต๊ะเดียว เธอขมวดคิ้วอย่างโกรธาทำเอานักเรียนหน้าเหวอไปตาม ๆ กัน
"นักเรียนเล่นอะไรกันเนี่ย..!!"
เธอเอาหนังสือกับกระเป๋าไปวางไว้บนโต๊ะ แล้วก้มลงหยิบกระดาษที่ม้วนเป็ก้อนข้างโต๊ะขึ้นมา "คิดถึงจังเลย ตอนเด็ก ๆ ครูก็เล่นกันแบบนี้...งั้นครูขอเล่นด้วย!" เธอปาก้อนกระดาษที่ถืออยู่ทันที ทำให้กริ้นท์กับมิ้นท์ที่นั่งคู่กันอยู่ตรงโต๊ะแถวกลางริมหน้าต่างต้องยิ้มหน้าเหยเกไม่เข้าใจในสิ่งที่ครูประจำชั้นกำลังคิดอยู่ ทั้งสองคิดว่าเธอน่าจะดุเพื่อนในห้องมากกว่า แต่กลับไม่ใช่...เธอดันขอเล่นด้วยอีกคน โดยเฉพาะกริ้นท์ เขาถึงกับกุมขมับในอาการประหลาดของครูประจำชั้น
ด้วยเหตุนี้ทำให้กระดาษที่ม้วนเป็ก้อนพุ่งกันไปพุ่งกันมาทั่วทั้งห้อง แม้กระทั่งแบงค์ก็เป็ไปด้วย เขาดึงกระดาษออกจากสมุดมาม้วนเป็ก้อนแล้วขว้างอย่างดุเดือนทั้งสองมือ และบัดนั้น..!!
ปังง!! โครมม!!
ก้อนกระดาษพุ่งเข้าหาหน้าผากของกริ้นท์เต็ม ๆ จนเขาหงายหลังล้มลงไป มิ้นท์ใม่านตาเปิดกว้างรีบก้มลงไปช่วยพยุงกริ้นท์ขึ้นมา
"อะไรกันเนี่ย..!" กริ้นท์บ่นออกมาพร้อมผลักตัวเองลุกขึ้นนั่ง มีมิ้นท์ช่วยพยุงขึ้นมา จากนั้นนักเรียนก็หันไปมองที่หน้ากระดานเป็ตาเดียวกันหมดทุกคน ตอนนี้ครูประจำห้องทิ้งก้อนกระดาษยกมือขึ้นมาประกบกัน
"ขอโทษ...ครูขอโทษ"
"ให้ตายสิ.." กริ้นท์ขมวดคิ้วบ่นพึมพำ
เสียงเจี๊ยวจ๊าวของห้องนั้นห้องนี้ดังมาถึงทางคอนกรีดจากประตูทางเข้าไปยังอาคารหลักสามชั้น ขณะนี้มีชายหญิงสองคนเดินคุยกันมา
"น่ารำคาญ..! พวกฝูงลิงน่ารังเกียจ"
เด็กหนุ่มที่เดินข้างเธอยิ้มหน้าเหยเกเดินตามเธอไปโดยไม่พูดอะไร เขาคนนี้ก็คือท็อป เพื่อนของกริ้นท์นั่นเอง
"นี่..นายไปต่อยตีมาอีกแล้วเหรอ" เธอหยุดเดินตามองดูแผลที่ติดพลาสเตอร์ตามตัวของท็อป พอทั้งคู่ยืนด้วยกันก็เห็นได้ชัดว่าเธอสูงกว่ามาก ผิวของเธอขาวราวปุยนุ่น ผมตรงยาวสีดำเงา คิ้วโก่งปลายแหลมคม ตาชั้นเดียวราวลูกครึ่งไทยจีน ท็อปมองไฝเหนือคิ้วซ้ายของเธอดี ๆ แล้ว ก็รู้สึกว่าเธอมีเสน่ห์ไม่น้อยเหมือนกัน ถึงขั้นทำให้เขารู้สึกวูบวาบขึ้นมาได้
"นี่..! ฉันถามนายไม่ได้ยินเหรอ"
"ป..ปะ...ป่าว เมื่อวานฉันเดินตกบันไดน่ะ" ท็อปตอบตะกุกตะกักทันทีที่ดึงสติกลับมาได้
"โกหก! ฉันรู้นะว่าเมื่อวานนายกับเพื่อนไปทำอะไรมา สภาพเ้าลิงพวกนั้นกับนายก็ไม่ต่างกันเลยหนิ"
"เอ่อ..."
"ชั่งเถอะ...ยังไงนายก็ต้องตอบเหมือนเดิมอีก" เธอปัดออกไปโดยไม่ต้องรอคำตอบของท็อป และเธอกลับถามไปอีกอย่างแทน "เมื่อไหร่นายจะเลิกคบกับเ้าลิงแม่นพวกนั้นสักที ฉันไม่เห็นว่าเ้าพวกนั้นพานายไปทำสิ่งดี ๆ เลยสักครั้ง มีแต่พากันไปทะเลาะวิวาทอยู่อย่างเดียว"
"แต่พวกนั้นนิสัยดีนะ...ไม่มีใครพูดหยาบเลยสักคน โดยเฉพาะกริ้นท์ เขารักเพื่อนมากเลยนะ"
"หมอนั่นเนี่ยนะ" เธอย้ำคำ "จะว่าไปหมอนั่นก็ดูเฉิ่ม ๆ อยู่นะ ไม่น่าจะเป็นักเลงได้เลย แต่ยังไงก็เถอะ! เ้าลิงแม่นกับเพื่อนก็ไม่เคยพานายไปทำสิ่งดี ๆ เลยหนิ นายน่าจะเลิกคบไปได้แล้ว"
ท็อปยิ้มแหย ๆ ไม่อยากต่อล้อต่อเถียงกับเธอ เพราะเขารู้นิสัยของเธอดี หากพูดไม่เข้าหูเธอ เขาอาจต้องบินไปทันทีเลยก็ได้
จีน หรือ ปาริชาติ เรืองวัฒนะ อายุ 16 ปี เพื่อนร่วมห้องของท็อป เธอเป็คนโผงผางเหมือนชายในร่างหญิง ไม่ค่อยยอมใคร แม้แต่ผู้ชายเธอยังคว่ำมาแล้ว เพราะเหตุผลนี้ท็อปเลยกลัวเธอมาก ไม่กล้าหือกับเธอเลย แต่อีกมุมเธอก็ห่วงท็อปมาก เธอมักโกรธทุกครั้งที่กริ้นท์พาท็อปไปมีเื่ต่อยตี เรียกได้ว่าเธอไม่ค่อยถูกกับกริ้นท์เลยก็ว่าได้
ย่านตลาดสดบ้านหาดเลา เป็ตลาดเล็ก ๆ ที่ไม่ได้ใหญ่มาก แต่ผู้คนชุกชุมแน่นจนหาทางเดินแทบไม่ได้ ตลาดแห่งนี้มีอยู่สามบล็อก บล็อกแรกเป็ประเภทร้านขายอาหารสด บล็อกต่อไปเป็ร้านขายอาหารประเภทฟุ่มเฟือย เช่น น้ำ ขนม ของกินเล่น บล็อกสุดท้ายเป็ร้านขายชุดเสื้อผ้า กระเป๋า รองเท้า และอุปกรณ์นักเรียน ด้านหลังตลาดซึ่งติดกับบล็อกขายอาหารสดจะมีซอยเล็ก ๆ อยู่ซอยหนึ่ง ถึงแม้จะเป็ซอยเล็ก ๆ แต่ด้านในจะมีบ้านหลายหลัง นับได้ว่าเป็หมู่บ้านใหญ่ ๆ เลยก็ว่าได้ ในหมู่บ้านนี้จะมีเด็กวัยรุ่นกับคนชราเยอะ บรรยากาศก็อุดมสมบูรณ์ไม่แพ้กับที่อื่น ๆ ในเมืองปะเหลียนเลย มีทั้งป่าลึกทึบ สวนผักผลไม้ น้ำคลองก็ใสสะอาดบริสุทธิ์มากที่สุดที่หนึ่ง
รถมอเตอร์ไซค์แต่งซิ่งคันหนึ่งขับไปจอดหน้าบ้านสองชั้นหลังหนึ่งในหมู่บ้านแห่งนี้ หน้าบ้านมีต้นไม้ประดับสวยงามมากมายประดับไว้ ข้างบ้านฝั่งซ้ายไปจนถึงด้านหลังมีต้นเงาะ ต้นทุเรียน ต้นมังคุดปลูกไว้หลายต้น ส่วนฝั่งขวาจะมีโรงรถเล็ก ๆ กับห้องเก็บของอยู่ เด็กวัยรุ่นคนนี้จอดรถทิ้งไว้หน้าบ้านแล้วเดินเข้าไปเลย โดยที่ไม่สนว่ารถของเขาจอดขวางทางเข้าออกบ้านหลังนี้อยู่ ภายในบ้านดูดีมีระดับ เครื่องประดับแพง ๆ ตกแต่งไว้สวยงาม ทั้งของเก่าแก่ที่สะสมไว้ในตู้โชว์ โทรทัศน์จอใหญ่ 42 นิ้วอยู่ตรงหน้าโซฟาหรูหราสีเหลืองอร่าม
"เจมส์ ๆ ฮัลโหล...มีใครอยู่มั้ย ฮัลโหล..!" เขาะโเรียกเสียงดัง
เด็กหนุ่มคนหนึ่งเดินออกมาจากห้องครัวพร้อมขวดน้ำเย็นสีเขียวด้วยตัวที่ว่างเปล่ามีแต่บ๊อกเซอร์ตัวเดียว
"อืมม์...ได้ยินแล้ว จะเรียกอะไรกันนักหนา"
เขาวางขวดน้ำไว้บนโต๊ะของตู้โชว์ แล้วรวบผมหยักศกสีแดงที่ยาวถึงแผ่นหลังมามัดไว้ ผิวของเขาออกคล้ำ ๆ ไม่ถึงขั้นดำ ตัวสูงยาวราว 170 กว่า ปลายหางคิ้วขวาปิดพลาสเตอร์ไว้ ดวงตาสวมคอนเทคเลนส์สีเดียวกับเส้นผมมองตรงมาที่แขก
"มีอะไร..."
ชายวัยรุ่นนั่งลงบนโซฟาเหลืองอร่ามตามคำเชิญของเ้าของบ้าน "เป้าหมายของเราถูกปราบไปแล้วว่ะ"
"หา! มึงพูดจริงเหรอ"
"อืม..ใช่"
"พวกนั้นเป็ใครว่ะ" เด็กหนุ่มเ้าของบ้านถามต่อไปอย่างสงสัย
"กูได้ยินมาว่าเป็พวกแก๊งปะเหลียนเอสคอร์ท น่าจะเป็พวกรุ่นน้องของมึงนั่นแหละ"
"รุ่นน้องของกูเหรอ..." เขาขมวดคิ้วสงสัยเข้าไปใหญ่ จนแขกที่มาบ้านต้องย้ำไปอีกที
"ก็เป็นักเรียนจากโรงเรียนเก่ามึงนั่นแหละ"
ม่านตาของเขาเบิกกว้างขึ้นนิดหนึ่ง เนื่องจากใกับข่าวที่ได้ยิน หน้าขมวดคิ้วชนกันพยายามคิดอย่างหนัก
เด็กปะเหลียนมีคนเก่งขนาดนั้นด้วยเหรอ...ไม่น่าเชื่อแฮะ แต่ก็น่าจะมีอยู่คนหนึ่งที่เก่งไม่เบาเหมือนกัน แต่หมอนั่นจะมาสู้กับเด็กนอกเหรอ...ไม่น่าจะเป็ไปได้ นอกจากเ้าพวกนั้นไปยุ่งกับโรงเรียนของหมอนั่น
"มึงรู้มั้ยว่าเป็ใคร" เขาหันมาถามหลังจากที่คิดอยู่ระยะหนึ่ง
"ไม่รู้เหมือนกัน" แขกตอบกลับไปทันที แล้วเริ่มเล่าให้เ้าของบ้านฟังตามที่เขาได้ยินมา
เจมส์ หรือ อนุพงษ์ สถิตธรรม อายุ 19 ปี ศิษย์เก่าโรงเรียนปะเหลียนวิทยาคม และเป็หัวหน้าแก๊งหลังตลาด เป้าหมายสำคัญของเขาคือการได้เป็หนึ่งเดียวของจังหวัด เลยพยายามล้มแก๊งเล็กแก๊งน้อยรอบ ๆ เพื่อรวมเป็หนึ่งเดียวกับแก๊งของเขา ปกติเขาจะไม่ยุ่งกับแก๊งต่าง ๆ ที่มาจากโรงเรียนเก่าของเขาเลย เพราะเขาถือว่ายังเป็พี่น้องของเขาอยู่ และไม่คิดจะเข้าไปยุ่งเกี่ยวเลยด้วย
โรงเรียนร้างแห่งหนึ่งในเมืองปะเหลียน เดิมเคยเป็โรงเรียนที่รุ่งเรืองมาก ไม่ว่าใครก็อยากให้ลูกได้มาเรียนที่นี่กัน เนื่องจากอดีตเป็โรงเรียนที่มีมาตรฐานการสอนมากที่สุดในจังหวัดตรัง ครูบาอาจารย์ก็จบสูงกันทุกคน บางคนทางการได้ส่งมาสอนที่นี่โดยเฉพาะ อีกนัยหนึ่งเด็กที่เรียนจบจากโรงเรียนนี้ไปต่างมีงานมีการดี ๆ ทำกันทุกคน แต่เมื่อปี พ.ศ 2526 หรือเมื่อ 40 ปีก่อน โรงเรียนแห่งนี้มีนักเรียนนักเลงอยู่มากเหมือนกัน ทำให้ทุกวัน ๆ มีแต่เื่ทะเลาะวิวาทไม่หยุด อีกทั้งโรงเรียนอื่นรอบ ๆ ก็ยกโขยงกันมาทำศึกกับเด็กในโรงเรียนนี้กันทุกวัน ๆ จนผู้ปกครองก็ไม่อยากให้ลูก ๆ ต้องมาเสี่ยงอันตรายกับโรงเรียนนี้อีก เลยพากันย้ายออกไปหมด บางคนก็ไม่ส่งลูก ๆ หลาน ๆ มาเรียนที่นี้อีกเลย สุดท้ายก็เหลือเด็กที่เรียนอยู่แค่ไม่กี่คน เหล่าคณะกรรมการบริหารโรงเรียนจำเป็ต้องตัดสินใจปิดโรงเรียนนี้ไปนับแต่นั้นมา
ฝาผนังทุก ๆ อาคารมีแต่รอยสีสเปรย์พ่นเป็ตัวอักษรเป็รูปภาพเต็มไปหมด ทั้งคำหยาบ ภาพลามกเต็มไปทั่วทุกที่
ณ ห้องหนึ่งที่อยู่ในอาคารเก่าสามชั้น เดิมทีเคยเป็ห้องโสตทัศนูปกรณ์ ตอนนี้ได้ถูกตกแต่งใหม่จนไม่เหลือใบไม้ใบหญ้าอีกแล้ว แต่บรรยากาศยังคงความมืดไว้อยู่ ตรงเวทีต่ำ ๆ มีโต๊ะเก่า ๆ เอามาต่อกันจนเหมือนกับเป็บัลลังก์ ตอนนี้มีใครคนหนึ่งนั่งอยู่ ด้านข้างซ้ายขวามีบอดี้การ์ดคอยยืนขนาบข้าง ส่วนด้านล่างเวทีมีชายวัยรุ่นหลายคนยืนเรียงเป็แถวทั้งสองข้างเท่า ๆ กัน โดยเว้นตรงกลางไว้เป็ที่ว่าง ไม่นานก็มีชายคนหนึ่งวิ่งเข้ามาผ่านหน้าของคนทั้งหมดที่ยืนเรียงกันทั้งสองฝั่งแล้วมาหยุดอยู่หน้าบัลลังก์ที่ทำด้วยโต๊ะเก่า ๆ
"หน่วยที่หนึ่งของเราถูกโค่นไปแล้วครับ...หัวหน้า" ชายที่เพิ่งมาถึงก้มศรีษะพูดหอบ ๆ
แต่ละคนที่ยืนเรียงกันทั้งสองแถวต่างใในสิ่งที่ได้ยิน จนมีเสียงกระซิบกระซาบดังขึ้นมาเรื่อย ๆ จากนั้นทุกคนก็เงียบแล้วหันไปฟังคนที่นั่งอยู่บนบัลลังก์พูด
"พวกนั้นมันเป็ใครวะ ถึงล้มหน่วยที่หนึ่งของเราได้"
"ได้ยินมาว่าเป็แก๊งปะเหลียนเอสคอร์ทครับ"
"ปะเหลียนเอสคอร์ทเหรอ...ชื่อนี้ไม่ควรมีสองแก๊ง มีเพียงแก๊งเราก็พอแล้ว!!" ทุกคนรีบก้มหน้าทันที่ที่ได้ยินเสียงคำรามของผู้เป็หัวหน้า
"ก็ไม่แปลกที่หน่วยที่หนึ่งถูกโค่นไปได้ ไอ้เ้าบ้านั้นมันเหลิงบ้าอำนาจอยู่แล้ว ถูกคนอื่นซัดเอาก็ไม่แปลก" จากนั้นชายผู้เป็หัวหน้าก็สั่งกับคนที่เพิ่งมาถึงไปอีกที "มึงไปพาไอ้เ้าบ้านั่นมาหากูเดี๋ยวนี้!!"
นับวันแก๊งพวกนี้ก็ใหญ่โตขึ้นเรื่อย ๆ เรียกได้ว่าแทบจะเป็มาเฟียอยู่แล้ว ทั้งทำสิ่งผิดกฎหมายทุกประเภท ตำรวจก็ไม่อาจจัดการเ้าพวกนี้ได้สักที ทำให้ประชาชนในเมืองนี้ได้รับความเดือดร้อนกันทั่วทุกหนแห่ง
••••• Gangster to mafia •••••