เด็กหญิงชุดกระโปรงชมพูผ้าชีฟองฟูฟ่องระบายลูกไม้เป็ชั้น ๆ วางนิ้วดีดเปียโน เสียงปรบมือเกรียวกราวรับ แขกผู้มีเกียรติพร้อมเอาใจบิดามารดาผู้กำลังรุ่งเรืองอำนาจวาสนาอยู่แล้ว
‘When I wasjust the little girl
I asked mymother what will I be ?’
ครั้นเสียงขับขานดังประสานดนตรี ผู้ฟังถูกสะกดด้วยน้ำเสียงกังวานใสราวแก้วคริสตัลของเด็กหญิงเฟื่องระย้ามนัสเนตร ปล่อยใจล่องลอยสู่โลกน้อย ๆในบทเพลงของเด็ก กระทั่งสองนิ้วเล็ก ๆ จรดลงคีย์สุดท้ายจบการบรรเลง
เ้าหญิงน้อยเกล้าผมเปียสวมมงกุฎกิ่งดาวลุกยืนข้างเปียโน ย่อขายอบตัวลงอย่างน่ารักครบถ้วนตามที่ซักซ้อม เสียงปรบมือกึกก้อง ข้างเวทีด้านล่างครูเปียโนเป่าลมออกปากเบา ๆ missioncomplete กว่าจะได้แบบนี้ขับเคี่ยวกันไม่น้อย ทีแรกเธอเลือกเพลงบรรเลงท่อนสั้นๆ ไม่ยาก คุณหนูเฟื่องตกลงใจจะฝึกแล้วทำได้ไม่เลวแต่ขั้นออกโชว์ครูก็นอนก่ายหน้าผาก
สายวันนั้นระหว่างยืนพิงข้างหน้าต่างฟังลูกศิษย์ซ้อมเพลง ลมชวยพัดกลิ่นหอมรวยรินของดอกไม้ในสวนงามสะพรั่ง
‘Que sera, sera whatever will be, will be
The future’s not ours to see Que sera, sera’
เสียงแม่ร้องเพลงเล่นเปียโนกับลูกน้อยบนตักแว่วในภวังค์...
ไม่ได้ด้วยมนต์เอาด้วยคาถา ! ครูหมุนขวับบอกลูกศิษย์ร้องเพลงให้ฟังทันที เหมือนสอยดาวงานกาชาดโป๊ะรางวัลใหญ่ ! เด็กหญิงเสียง์ร้องเพราะอย่างเหลือเชื่อ เธอปรับแผนและเปลี่ยนเพลง เสาร์ต่อมานำแผ่นเสียงที่แม่สะสมมาด้วย ให้คุณเฟื่องร้องเทียบกับแผ่นเสียงตรงตามโน้ตไม่ยากนัก เนื้อเพลงกับเสียงร้องช่วยดึงความสนใจผู้ฟัง และคิดไม่ผิด ผู้เป็มารดาอยากได้ ภาพ บุตรสาวท่านรัฐมนตรีกับคุณหญิงแสดงอวดบนเวทีมากกว่าดนตรี ตอนนี้ได้ภาพอย่างฝันแล้ว
“พาเ้าเฟื่องขึ้นรถแห่รอบเมืองได้ แม่ผมทำละ”
พี่ชายของเด็กหญิงมาอยู่ข้าง ๆ เมื่อไหร่ไม่รู้ตัว เธอมัวลุ้นลูกศิษย์ตาไม่กะพริบ เขายืนกอดอกมองมารดาปลื้มหน้าบานกับบิดากอดลูกสาวคนเล็กอยู่บนเวที ใบหน้าราวสลักเสลาพราวยิ้ม “ขอบคุณครูนะ”
รอยยิ้มคุณทัศน์วิบวับพอกับั์ตา น่าจะทำสาว ๆ หลงมาหลายต่อหลาย ครูเปียโนนึกขณะตั้งท่าลากลับ
“ไปถ่ายรูปครูกับนักเรียนเป็ที่ระลึกกันนะครับ ผมถ่ายให้”
“ดิฉันขอตัว ปีชงหมอดูห้ามถ่ายรูปค่ะ”
ปฏิเสธทันควันพร้อมรู้สึกว่าตัวเองชักโกหกเก่งเกินไปแล้ว เธอเพียงอยากได้งานพิเศษจบการว่าจ้างก็ไป มีรูปถ่ายไม่ดีแน่ คุณหญิงสดศรีอยู่วงสมาคมเดียวกับท่านย่าของคุณชายหมอก ขอเพียงเธอไม่เป็ใครอื่นนอกจากครูพิศที่บ้านมนัสเนตรก็จะไม่มีการหลอกลวง ที่เหลือไม่มีอันใดสลักสำคัญผ่านเลยลืมเลือนตามเวลา ตอนนี้เสร็จงานส่วนของเธอแล้วต้องรีบกลับมีขึ้นหอผู้ป่วยแต่เช้า จึงฝากลูกชายเ้าของบ้านช่วยเรียนคุณหญิงด้วยว่าเธอขอตัวก่อน
กล่าวจบเบี่ยงตัวผ่านคู่สนทนาสับเท้าเร่งไป ทัศน์หน้าตึงขึ้นมา เขารู้สึกขอบคุณครูพิศที่มีส่วนช่วยให้พ่อแม่ปลาบปลื้มและน้องได้พยายามแม้ว่าขัดใจ ชวนเชิญถ่ายรูปเป็ที่ระลึกแต่ครูพิศห้วนตัด เธอไม่เคยต่อบทสนทนาเมื่อคุยด้วยเลย สีหน้าเข้มขึ้นขณะล้วงมือกำกล่องในกระเป๋าเสื้อสูท เพื่อนเขาฝากมาให้แม่ครัวที่ทำขนมเล็บมือนาง แต่แล้วคลายมือปล่อยของลงตามเดิม ครูพิศจะมาบทบาทไหน...ไม่สนละ นักบินโจมตีต้องโจมตี !
ฮึดบุกแล้วสาวเท้าไปทางเดียวกับร่างปราดเปรียว
“มีคนจากวังอักขระกานต์ฝากของมาให้ครู”
ร่างนั้นชะงักหันมาหน้าตาตื่นงง เขาคืบไปตรงหน้า
“คือเพื่อนผมเป็หลานของท่านหญิงที่เล่นไพ่กับแม่ คุณชายเพื่อนผมฝากย่า...หรือต้องเรียกหม่อมย่า วานมอบของให้คนทำขนม เขาขอบใจมาก...ไม่ได้กินถูกปากเท่านี้นานแล้ว”
ดวงตาครูพิศเปล่งประกายยิ้มกระจ่างสดใส
“พอดีท่านหญิงไปพักตากอากาศ เพื่อนเลยฝากของกับผมแทน แม่หัวเราะแทบหงายท้องว่าแพ้แล้วพานหนีเที่ยว”
คนฟังหัวเราะคิก นึกภาพท่านหญิงกับคุณหญิงโต้คารมกันหน้าดำหน้าแดงในวงผ่อง คุณทัศน์คงทราบที่ท้าทายกันแล้ว ขำคำของเขาด้วย ไม่ว่าตอนใส่เครื่องแบบนายทหารเรียบกริบหรือสูทเนี้ยบในงานวันเกิดของท่านรัฐมนตรี เขาพูดจาภาษาง่าย ๆ เสมอ
ทัศน์เพิ่งเห็นครูพิศปล่อยตัวตามสบายกับเขาและเธอน่ามองมาก ทำยังไงจะได้แบบนี้อีก คิดพลางทำท่าล้วงกระเป๋าสูทตบตามกระเป๋ากางเกง
“เอ่อ...สงสัยผมจะลืมไว้ในรถ” เขาผายมือ “เชิญครับ”
ได้ผลเกินคาดแฮะ ครูพิศเดินตามต้อย ๆ ถึงโรงรถเขาเลือกคันที่เหมาะกว่าเชลบี ค็อบบรา อ้อมยังด้านคนขับเล็งมุมพ้นตาคนฟากตรงข้าม โน้มตัวแง้มช่องเก็บของตรงคอนโซลหยอดกล่องเล็กลงก่อนดึงฝาเปิดกว้างสุดให้อีกฝ่ายเห็นด้วย
“อ้า อยู่นี่เอง”
ร้องแล้วปิดฝาโดยไม่หยิบกล่องออกมา คำนวณทิศทางลมเขาใช้มันเป็ตัวประกันแลกเปลี่ยนได้ กับขี้ปะติ๋วอาสาส่งผู้หญิงกลับบ้านนายทัศน์ไม่เคยต้องใช้ลูกล่อลูกเล่น แต่กับคนนี้อยากรู้เหมือนกันว่าจะออกลูกเลี่ยงไหน เขาวนมาเปิดประตูฝั่งที่ครูพิศยืนรอรับของ
“สองทุ่มกว่าแล้ว ผมไปส่ง”
ตอนครูพิศขึ้นรถอย่างว่าง่าย คนเปิดประตูให้ตอนปิดยังงงเอง ผู้หญิงคนนี้...อะไรกัน ยังเสียงแข็งปฏิเสธอยู่หลัด ๆ แค่ถ่ายรูปคู่กับน้องสาวเขา บทจะโอนอ่อนก็ไม่มีวี่แววก่อนเลย พอเขาเข้าประจำที่คนขับเธอเปิดลิ้นชักฉกกล่องหมับ ดูอยากได้สิ่งเล็กน้อยนั้นจนออกนอกหน้า ข้างในเป็อะไรชักอยากรู้
“บ้านอยู่ไหนครับ”
ครูพิศกำลังยิ้มแก้มปริชูกล่องสีน้ำเงินชื่นชม
“ดิฉันลงเลยสี่แยกแรกไปหน่อยก็ได้ค่ะ”
ว่าแล้วนั่น ออกลูกเรรวนละไง เมื่อกี้ยังขึ้นรถโดยดี จะว่างกของกำนัลแต่ของขอบใจแม่ครัวจะเท่าไหร่เชียว ใครที่ไหนไม่รู้ชมว่าขนมถูกปากหน่อยยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ ที่ผ่านมาไม่เคยรู้จักนิสัยใจคอลึกซึ้งนอกเหนือจากพื้นเพทั่วไป เขาระวังไม่แสดงว่าอยากรู้หรือซอกแซกถามแม่เกินกว่าที่ครูพิศแจ้งวันสัมภาษณ์ แม่เขม่นขึ้นมาห่วงเธอวางตัวลำบาก แต่มีเื่หนึ่งต้องรู้เดี๋ยวนี้
“ผมตั้งใจจะส่งถึงบ้าน หรือครูเกรงใจสามีจะว่าเอาได้” เขาแย็บตรง ๆ
เ้าตัวตอบตาปริบ ๆ “ไม่มีใครว่า”
ไม่มีใครว่า...คือมีหรือไม่มีเ้าของ ตอบกำกวมเองงั้นเขาตีว่าโสด กุมพวงมาลัยมุ่งตรงผ่านสี่แยกไม่เข้าเลนชิดขอบทางให้เธอลง เขาเชื่อในเกียรติของตัวเองว่ามากพอจะไว้ใจไม่รังเกียจน้ำใจไม่ว่ากับหญิงสาวคนไหน วันนี้นายทัศน์ต้องส่งครูพิศถึงบ้านให้ได้
เขาขับรถไปเรื่อย ๆ ชำเลืองคนข้างกายจะว่าอย่างไร หน้าชักงอปากชักยื่น...ปากงอนเหมือนใครนะ
อยู่ๆ คุณทัศน์เหมือนนึกถึงบางอย่างขึ้นได้ ผู้โดยสารเบือนมองข้างหน้าต่าง เขาไม่มีทีท่าว่าจำเธอได้มาก่อน ตอนนั้นผอมกะหร่องหัวโตละเลงหน้าโปะซะตุ๊กตาผี
รถยังคงแล่นไปถูกทาง...
“ทีแรกผมเอาของให้สาลี” เสียงทุ้มเอ่ยแทรกความเงียบ “แต่สาลีว่าให้ครูเหมาะกว่าแกแค่ช่วย แกว่าครูพิศเป็ลูกหลานข้าหลวงเก่าบ้านอยู่ท้ายซอยวังวิมุขมาศ”
เ้าของเื่สะดุ้งวาบ ไม่ได้บอกตอนไหนเลยว่าเป็ลูกหลานคนเก่าแก่ในวัง แม่บ้านตีขลุมทึกทักเอาเอง
“ตกลงไปส่งที่ซอยนั้นนะ ผมรู้จัก เคยขับผ่านมีคนชี้ว่าบ้านกำแพงใหญ่ ๆ นั่นเป็วัง”
ครูพิศหน้าเผือด...หรือเธออายบ้าน
“เมื่อก่อนบ้านผมยังเป็ห้องแถวในตลาดอยู่เลย เ้าเฟื่องเป็ลูกหลงเกิดมาบ้านเรามั่นคงแล้ว ดีอย่างแต่ก็ซวยอีกอย่าง สานฝันวัยเด็กของแม่ พอแม่เข้าสังคมคุณหญิงคุณนายยิ่งหนัก เ้าเฟื่องก็รับไป”
‘ลูกหลานข้าหลวงเก่า’ รับบทตามน้ำฟังคุณทัศน์เล่าว่าตอนท้องลูกคนเล็กแม่สั่งแชนเดอเลียร์จากยุโรป เห่อยกใหญ่ชื่นชมทั้งวัน ถ้าได้ผู้หญิงจะตั้งชื่อว่าอะไรให้เจิดจรัสสมกับช่อโคมไฟลอยเป็พุ่มเป็พวงอลังการบนเพดาน
“นั่นล่ะที่มาชื่อ ‘เฟื่องระย้า’ แล้วไงล่ะ ลูกสาวแม่ผมอย่างกับลิงกัง”
“เป็ตะเกียงคงได้ชื่อ เ้าพายุ”
คุณพี่ชายหัวเราะก๊าก “เ้าพายุ เหมาะ ๆ เ้าเฟื่องต้องเ้าพายุ”
เมื่อรถเลี้ยวเข้าปากทางก็ตรงสู่ท้ายซอย ขณะผ่านกำแพงวังวิมุขมาศคนขับชะลอรถชะโงกมอง
“แม่ผมชอบมาซื้อขนมวังนี้”
“ไม่ใช่หรอกค่ะ ไม่ได้ทำขายจากที่วัง ลูกสาวคนโตแต่งงานก็ย้ายไปทำขายที่บ้านสามี เป็สูตรขนมที่สืบทอดจากท่านทวดของเธอ ย้ายจากกำแพงวังไปทำในรั้วบ้าน ขลังน้อยหน่อยแต่อร่อยเหาะเหมือนเดิม”
ทัศน์ยิ้มมุมปาก ท่าจะจงรักภักดีเอ่ยถึงเ้านายละพูดเก่งขึ้นมาเชียว
“มิน่าล่ะ ครูทำขนมอร่อย” เขาลดความเร็วรถลงอีก อยากอยู่กับครูพิศนานอีกหน่อย “งั้นครูก็รู้จักหม่อมราชวงศ์วังนี้สินะ”
“คุณทัศน์รู้จักด้วยเหรอคะ” คำถามหยั่งเชิงปนระแวง
“เคยเจอในงานตอนเรียนจบหลายปีก่อน อ้อ ! คุณหญิงคนนั้นเป็คู่หมายหมั้นของเพื่อนผมด้วย คุณชายคนที่ฝากของขอบใจมาไง อ้าว...โยงไปโยงมาคนเคยเห็น ๆ กันหมดหรือนี่”
เื่ตีวงแคบเข้าใกล้ตัว คุณหญิงวิมุขมาศนั่งแข็งเป็หุ่น นี่ล่ะมั้งเขาว่าอย่าริโกหก สะกิดเกาทีลามไม่ผิดผดผื่น
“ผมยังไม่รู้เลยคุณหญิงคนนั้นชื่ออะไร ครูพิศต้องรู้จักแน่”
เ้าตัวเม้มปากแน่นก่อนมีเสียงลอดเบาๆ
“รัมภาเพียงพิศ”
“เด็กเป็ด...ชื่อเพราะพริ้งสมเป็คุณหญิง” ทัศน์พึมพำ
เด็กเป็ดหน้าง้ำ ผ่านมาตั้งนานเพื่อนคุณชายหมอกยังเรียกเธอแบบนั้น
“ผมชอบ...” ทัศน์หันมองคนข้าง ๆ “ชื่อง่าย ๆ งามสมตัว”
ครูพิศรีบชี้รั้วไม้ข้างหน้า เกือบลืมไปเลยคุณทัศน์ปากคอคารมใช่ย่อย เคยล้อเลียนคุณชายหมอกว่าถูกเป็ดงับต้องขับเครื่องบินเปิดหนี ไม่ต่อคำกับคุณทัศน์เป็ดีสุด ถึงจุดหมายคนขับเปิดกระจกหน้าต่าง หลังรั้วเป็เรือนชั้นเดียวร่มรื่นด้วยต้นไม้
“บ้านเงียบจัง”
“มีแต่คนอายุมาก เข้านอนกันแล้วล่ะค่ะ”
“ทำไมมีแต่คนแก่ล่ะ”
“สมัยพระองค์ชายสลักอักษรา ทรงสั่งปลูกเรือนตรงที่ดินท้ายซอย” คนเล่าเอาความจริงเคล้าผสมให้รู้สึกโกหกน้อยลง “สำหรับข้าหลวงที่รับใช้ท่านมานานอยู่ตอนชราค่ะ”
“ครูรู้เื่วังนี้ดีจริงนะ”
เธอมองคุณทัศน์แวบหนึ่ง นึกละอายโป้ปดไม่ใช่สนุกเลย แต่หากทำงานรับจ้างตามบ้านโดยเปิดเผยย่อมรู้ถึงท่านพ่อและจะทรงสั่งห้ามเด็ดขาด ไม่ทรงรับรู้การอับจนลงใด ๆ ในความจริงเพื่อประทังสภาพจึงเลือกพูดไม่จริงด้วย
ครูพิศก้มหน้าม่อยลงจากรถ ทัศน์ใจแป้วเปิดประตูออกไปส่งเธอเข้าบ้าน
“บ้านน่าสบายนะครับ อยู่ห้องแถวไม่มีที่ปลูกต้นไม้แบบนี้”
คนปดรู้สึกผิดหนักไปอีก ดูเหมือนคุณทัศน์จะพูดให้เธอผ่อนคลายรอยยิ้มของเขาด้วย แถมตั้งท่าจะรอส่งจนเข้าบ้านอีก
เข้ายังไง ไม่มีกุญแจ !
“คุณทัศน์กลับเถอะค่ะ ดิฉันลืมกุญแจ เดี๋ยวเรียกคนในบ้านมาเปิด”
“ไหนๆ ก็มาส่งแล้ว”
“คือ...เอ่อ พวกยาย ๆ จะซักมากความ”
คำตอบเข้าทางนายทัศน์ หนนี้ครูพิศกลับอ่อนเชิงเพลี่ยงพล้ำโดยง่าย
“อ้อ...อ ถ้างั้นขอตัวก่อนครับ”
เขาลากเสียงยาวหยอกเอิน ครูพิศกะพริบตาถี่ ั์ตาคุณทัศน์ระยิบพราวทำสุ้มเสียงประหลาด
เมื่อรถที่มาส่งเคลื่อนพ้นสายตาสนิท รัมภาเพียงพิศหยิบกล่องน้ำเงินจากกระเป๋าสะพายกำไปตลอดทางเดินกลับต้นซอย
-------------------------
Song: Que Sera, Sera
Songwriters:Jay Livingston, Ray Evans, Gualtiero Malgoni, Guiseppe Perotti