บทนำ ต้นกำเนิด
โลกของเราหมุนเปลี่ยนไปตามกาลเวลา แต่ภายใต้ความหมุนเปลี่ยน กลับมีบางสิ่งบางอย่างที่หยุดนิ่ง
โลกที่เต็มไปด้วยวิวัฒนาการ เทคโนโลยีอันล้ำสมัย จนทำให้มนุษย์หลงลืมบางสิ่งบางอย่าง นานวันเข้าสิ่งเ่าั้กลับเป็เพียงแค่เื่เล่าขานที่ถูกถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่น และไร้ซึ่งหลักฐานเพื่อยืนยันความมีตัวตน
“พ่อขา แวมไพร์คืออะไร”
“แวมไพร์คือราชันผู้ยิ่งใหญ่แห่งรัตติกาล” เสียงทุ้มเอ่ยตอบเด็กน้อยที่นั่งอยู่บนตัก เพื่อฟังเื่เล่าขานตำนานแวมไพร์จากบิดา ที่มักจะเล่าให้ฟังอยู่บ่อยๆ
“จำไว้นะลูก ว่าเราคือผู้พิทักษ์ หากวันใดท่าน้าความช่วยเหลือ เราต้องไป”
“อะไรคือผู้พิทักษ์คะ” คำถามอย่างไร้เดียงสาดังขึ้น
“ไว้โตขึ้น พ่อจะเล่าให้ลูกฟังทุกอย่าง ตกลงไหมคะ”
“ตกลงค่ะ” น้ำเสียงเจื้อยแจ้วของเด็กน้อยวัยสี่ขวบเอ่ยรับ ก่อนจะตั้งอกตั้งใจฟังเื่เล่าจากบิดาอย่างตั้งใจ โดยคิดว่านี่เป็เพียงนิทานก่อนนอนเื่หนึ่งเท่านั้น
กระทั่งวันเวลาผ่านไป เด็กน้อยเติบใหญ่เป็หญิงสาวหน้าตาน่ารัก เธอเติบโตในยุคที่เต็มไปด้วยเทคโนโลยีและเพราะคำๆ นี้ทำให้ผู้คนในยุคที่เรียกว่าไอที ไม่เคยนึกฝัน ว่าเื่ราวบางอย่างจากอดีต จะยังคงมีอยู่จริง อย่างเช่นเื่ของ ‘แวมไพร์’
แม้เื่ราวจะถูกนำมาถ่ายทอดให้ได้รับรู้ ให้ได้เห็นในรูปแบบของละคร ภาพยนตร์ แต่หลายๆ คนกลับคิดว่านั่นเป็แค่เื่เล่า โดยหารู้ไม่ว่านอกเหนือจาก ‘แวมไพร์’ แล้ว ยังมีกลุ่มคนบางกลุ่มที่มีหน้าที่พิทักษ์และคอยรับใช้เ้านายอย่าง ‘แวมไพร์’
คนกลุ่มนี้คืุ์ที่เกิด แก่ เจ็บ ตาย ไม่ได้เป็ะอย่างเหล่าแวมไพร์ ส่งต่อทายาทรุ่นต่อรุ่นให้สืบทอดหน้าที่มานานนับร้อยๆ ปี และหนึ่งในนั้นคือเธอ
“อ่านอะไรอยู่แก หน้าตานี่เครียดเชียว” เสียงคนที่นั่งอยู่ข้างๆ เอ่ยถาม ก่อนจะชะเง้อคอยาวมามองว่าเพื่อนสนิทกำลังอ่านอะไรอยู่
“อ้อ…พอดีเปิดฟีดข่าวในเฟสมาเจอเื่แวมไพร์เข้าน่ะ เลยอ่านฆ่าเวลา” มาศิตา กระกูลยศยิ่ง ละสายตาจากโทรศัพท์มือถือแล้วเงยหน้าขึ้นมองเพื่อนแล้วยิ้มให้
ั้แ่เล็กจนโต เื่เล่าของแวมไพร์เปรียบเหมือนนิทานที่พ่อมักจะเล่าให้มาศิตาฟังเสมอ แม้จะเรียกว่านิทานแต่นั่นล้วนแต่คือเื่จริงทั้งสิ้น ซึ่งเื่นี้มาศิตารับรู้มาตลอด ว่าเธอเกิดมาในครอบครัวที่แตกต่างจากคนอื่นๆ
‘ผู้พิทักษ์’ คำๆ นี้ฟังดูศักดิ์สิทธิ์และยิ่งใหญ่สำหรับมาศิตามาก ยิ่งโตขึ้นเธอยิ่งรับรู้เื่ราวของแวมไพร์มากขึ้นตามไปด้วย แม้ถึงตอนนี้จะยังไม่มีโอกาสได้เห็นแวมไพร์ตัวจริง เสียงจริง แต่เธอก็มั่นใจว่าบนโลกใบนี้มีแวมไพร์ปะปนอยู่กับมนุษย์ เพียงแค่เธอไม่รู้ว่าใครเป็หรือไม่เป็
“นี่มันสมัยไหนแล้วยะ แวมพงแวมไพร์ไม่มีอยู่จริงหรอก” โรซี่คนงามแย้งขึ้นมาทันที
“มันอาจมีจริง เพียงแค่เราไม่รู้ก็ได้มั้งแก คนที่เดินผ่านไปผ่านมา บางทีเขาอาจเป็แวมไพร์ก็ได้นะแก” มาศิตาแย้ง นั่นเพราะั้แ่เธอเกิดมา คำว่าแวมไพร์เหมือนจะอยู่ในหัวตลอด
คำๆ นี้ คนอื่นอาจหวาดกลัวจนตัวสั่น แต่สำหรับเธอกลับรู้สึกเฉยๆ อาจเพราะได้ยินบ่อยจนชินไปแล้วก็ได้
“แกอ่านข่าวจนเพ้อไปแล้วใช่มั้ย...หืม” โรซี่ส่ายหน้าให้มาศิตา นั่นเพราะเธอไม่เชื่อว่าบนโลกใบนี้มีแวมไพร์ จนกว่าจะได้เห็นกับตาตัวเอง
มาศิตาไม่รู้จะอธิบายให้โรซี่เข้าใจได้ยังไงถึงจะเข้าใจเหมือนกัน
“แวมไพร์มีหรือไม่มีอันนี้ฉันไม่รู้ แต่ที่รู้ว่ามีแน่ๆ คือนี่” เอ่ยจบ โรซี่คนงามก็ส่งโทรศัพท์มือถือมาให้ ทำเอาคนที่กำลังอ่านเื่แวมไพร์ถึงกับตาลุกวาว จ้องมองเรือนร่างที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามแน่นๆ ของชายหนุ่มที่อยู่ในคลิป
“โอ้ว…ซิกแพค” คำอุทานของคนข้างๆ ทำเอาโรซี่หัวเราะตามไปด้วย นั่นเพราะรู้ว่าเพื่อนสนิทแพ้ทางให้แก่ซิกแพคผู้ชายหล่อ ยิ่งเป็ลูกครึ่งด้วยแล้ว รายนี้แทบจะคลานเข่าเข้าไปหา
“นี่แหละหนุ่มหล่อแวมไพร์ยุคสองพัน ซิกแพคเป็ซิกแพค กล้ามเป็กล้าม น่าลากไหมล่ะ”
“นี่แวมไพร์เหรอ จริงอ่ะ” ฟังคำถามเพื่อนแล้ว โรซี่ก็ยิ้มกริ่ม ดูท่าแล้วคนข้างๆ จะเพิ่งเคยดูหนังเื่นี้เป็แน่ ไม่งั้นไม่ออกอาการแบบนี้แน่นอน
“หนังย่ะ ไม่ใช่แวมไพร์ตัวจริง นี่หล่อนอย่าบอกนะว่าไม่เคยดูหนังเื่นี้นะศิตา”
“ก็แค่ผ่านๆ ตาบ้าง แต่ยังไม่เคยดูจริงๆ จังๆ จนจบเื่สักที”
“ยัยหลังเขา” โรซี่แอบแขวะคนข้างๆ นั่นเพราะหนังเื่นี้โด่งดังมาก มากเสียจนเป็กระแสแวมไพร์ฟีเวอร์ไปทั่วบ้านทั่วเมือง เธอกรี๊ดและอยากได้ทั้งแวมไพร์และหมาป่ามาไว้ในมาก
“ย่ะ ก็ฉันเป็พวกไม่ค่อยชอบดูหนังนี่ จะได้ตามทันกูรูหนังแบบแก”
“เขาเรียกดูเพื่อเปิดโลกทัศน์หรอก แกนี่…หนังเขาออกจะดัง ไม่รู้จักซะงั้น”
“แต่ถ้าแวมไพร์จะหล่อ จะเท่ จะคูล จะน่าดึงดูดขนาดนี้นะ ฉันยอมถวายคอให้ดูดเืเลยเอา” มาศิตาเอ่ยแซวคนข้างๆ พร้อมๆ กับเชิดคอขึ้นแล้วยกมือมาลูบๆ คลำๆ คอตัวเองไปด้วย
“เหรอ…แต่ถ้าแวมไพร์มีจริง ฉันว่าคงแก่ หงำเหงือก ผมหงอก ใส่ฟันปลอมแล้วมั้ง ไม่หล่อดูดีน่าลากแบบในหนังนี่หรอก”
“เคยเจอแวมไพร์ตัวเป็ๆ หรือจ๊ะนาง ถึงพูดมั่นใจแบบนี้” ถามออกไปแล้วก็ชวนให้สงสัย นั่นเพราะเธอเองก็ไม่เคยเจอแวมไพร์ตัวเป็ๆ สักที เคยแต่ได้ยินเื่เล่าจากพ่อเท่านั้นเอง
“ไม่เคย แล้วก็ไม่อยากเจอด้วย แค่คิดก็เสียวคอจะแย่แล้ว...อึ๋ย” โรซี่ขนลุกเบาๆ
“เท่าที่รู้ แวมไพร์เขาเลือกเหยื่อเพศตรงข้ามย่ะ ถ้ารู้ว่าแกข้ามเพศมา เขาอาจช็อกที่ดูดเืจากเพศเดียวกันจนเพี้ยนไปเลยก็ได้นะ” คำพูดของคนข้างๆ ทำเอาโรซี่หันมาแยกเขี้ยวใส่ ก่อนจะงอนตุ๊บป่องเป็เด็กๆ
“ปากหรือนั่น เดี๋ยวเถอะ”
“ล้อเล่นน่ะ อย่างอนเลยนะโรซี่คนงาม แห่งทุ่งบางกะปิ”
“ให้อภัย เพราะแกว่าฉันงาม แต่จะโกรธก็แกต่อท้ายคำสร้อยว่าทุ่งกะปินี่แหละ ฟังดูโบร้านโบราณ” โรซี่หันมาแยกเขี้ยวใส่คนตั้งฉายาให้เธอ จะไม่ให้ได้ฉายานี้มาได้ยังไง ก็บ้านเธออยู่เขตบางกะปินี่นา
“ก็โบราณเหมาะกับหน้าแกดีออก โรซี่แห่งทุ่งบางกะปิ เก๋ไก๋จะตาย”
“งั้นแกก็เอาไปใช้สิ”
“เื่อะไร บ้านฉันไม่ได้อยู่แถวบางกะปินี่ยะ จะได้ให้ใช้คำต่อแบบนั้น” มาศิตาไหวไหล่เบาๆ
“งั้นของแกต้อง ศิตาแห่งทุ่งดอนเมือง เป็ง่ะ ชื่อดี”
“พอๆ เลิกเล่น”
“คุณมาศิตา กระกูลยศยิ่ง เชิญห้องตรวจภายในหมายเลขสองค่ะ” ชื่อที่ดังขึ้น ทำเอาบทสนทนาเถียงกันเื่ทุ่งของทั้งคู่เป็อันต้องหยุดลง ก่อนที่เ้าของชื่อจะควันออกหูเบาๆ ไม่ได้เคืองกับการถูกเรียกด้วยชื่อและนามสกุลเสียเต็มยศ แต่ที่ทำให้เคืองคือประโยคหลังมากกว่า
“จ้ะ…คุณพยาบาล แหม…เสียงดังขนาดนี้ เอาไมค์เลยไหม” มาศิตาบ่นกระปอดกระแปด นั่นทำให้โรซี่ที่วันนี้มาเป็เพื่อนหันมาเบ้ปากใส่
“บ่น”
“เอ้า! ก็จะไม่ให้บ่นได้ยังไง คนอื่นรู้กันทั้งโรงพยาบาลแล้วมั้งเนี่ย ว่าฉันมาทำอะไร” ขณะคุยกับโรซี่ มาศิตาก็ไม่ได้ลุกไปหาพยาบาล ที่ตอนนี้ชะเง้อชะแง้มองหาเธออยู่
“ตรวจจิ๊มิ”
“เดี๋ยวๆ แกจะโดนอีกคน” มาศิตาหมั่นไส้ จึงยกมือทำท่าจะตบปากคนพูด ส่วนโรซี่นั้นได้แต่หัวเราะกลบเกลื่อน นั่นเพราะอยู่ๆ วันนี้มาศิตาก็ให้เธอมาเป็เพื่อน เพราะจะตรวจร่างกายอย่างละเอียด
“รีบไป เดี๋ยวเขาก็เรียกแกอีกหรอก คราวนี้ดังกว่าเดิมแน่ๆ”
“เออๆ แกก็นั่งรอฉันตรงนี้ดีๆ อย่าใจลอยตามหมอหล่อๆ ไปเชียว” ก่อนไป มาศิตาก็ไม่วายกำชับ
“ไม่ เพราะฉันเล็งบุรุษพยาบาลสุดหล่อตรงนู้นไว้แล้วต่างหาก เห็นมะ…เค้าส่งสายตาหาฉันด้วย” โรซี่ยิ้มเขิน เมื่อหันไปสบตาเข้ากับบุรุษพยาบาลคนที่ว่า
“คุณมาศิตา กระกูลยศยิ่ง เชิญ…”
“อยู่นี่ค่ะคุณพยาบาล” ก่อนที่พยาบาลจะเอ่ยประโยคหลังซ้ำอีก มาศิตาก็รีบเอ่ยขึ้นพร้อมกับยกมือบอกพิกัด ก่อนจะหันมาคุยกับโรซี่
“เดี๋ยวฉันมานะแก” เอ่ยจบก็เดินตามพยาบาลไปยังห้องตรวจหมายเลขสอง โชคดีที่เธอเจาะจงขอหมอที่เป็ผู้หญิง เพราะขืนหมอเป็ผู้ชายละก็ เธอไม่ยอมตรวจเด็ดขาด
แต่ก็ใช่ว่ามาศิตาจะไม่ประหม่า หลังจากเปลี่ยนชุดแล้วขึ้นนอนรอหมอบนเตียง พร้อมๆ กับท่าขาหยั่ง เธอนั้นทั้งอาย ทั้งกลัว ทั้งเกร็งและประหม่าจนขานี่สั่นพับๆ
หลับตาปี๋ยามที่หมอตรวจร่างกายให้ นี่ถ้าไม่ใช่คำสั่งพิฆาตของพ่อ เธอไม่ยอมทำแบบนี้แน่นอน ยังไงก็ไม่ยอมมมมม...ม่ายยยยย
เสียงร้องโหยหวนของเธอดังอยู่ในใจ กระทั่งได้ยินคำว่าเสร็จแล้วค่ะ เท่านั้นแหละ เธอถึงกับรีบหุบขาเข้าหากันแน่น พร้อมๆ กับเสียงถอนหายใจที่ดังออกมาเฮือกใหญ่ ก่อนจะรีบแต่งตัวแล้วออกไปคุยกับหมอสองสามประโยค จากนั้นก็กลับออกไป และค่อยมารับผลตรวจในวันพรุ่งนี้
ทันทีที่เห็นมาศิตา โรซี่ที่ยืนคุยกับบุรุษพยาบาลคนที่หมายตาอยู่ถึงกับจ้ำกลับมาหาเพื่อนแทบไม่ทัน
“หมอว่าไงบ้างแก”
“ไม่ว่าไง พรุ่งนี้ค่อยมารับผลตรวจ”
“แล้วนี่แกเป็ไงบ้าง เสียวๆ อะไร ตรงไหนเป็พิเศษมั้ย” โรซี่ถามไปยิ้มไป นั่นยิ่งทำให้มาศิตาเขิน รู้สึกวูบๆ วาบๆ ตรงนั้นอย่างบอกไม่ถูก จนต้องตวัดสายตาเคืองๆ มองคนถาม
“แกจะมาถามอะไรฉันเล่า กลับได้แล้ว ไป” เอ่ยจบก็จ้ำอ้าวไปยังลานจอดรถ โดยมีโรซี่เดินยิ้มตามมาติดๆ และพอเข้าไปนั่งในรถได้เท่านั้นแหละ มาศิตาก็ร่ายยาวทันที
“ฉันไม่เข้าใจพ่อจริงๆ ก็แค่งานสอนพิเศษธรรมดาๆ ทำไม๊...ทำไมต้องบังคับให้ฉันมาตรวจร่างกายอย่างละเอียดขนาดนี้ด้วย แถมยังกำชับต้องขอผลตรวจจากแผนกสูติอีก โอ๊ย! อยากจะบ้าตาย เขินก็เขิน อายก็อาย อยู่ดีไม่ว่าดี ต้องให้หมอมาจับๆ คลำๆ จิ๊มิเนี่ย” มาศิตาเอ่ยสรรพนามจุดซ่อนเร้นของร่างกายได้อย่างน่ารักอยู่ไม่น้อย แต่ต่อให้คำเรียกจะน่ารักขนาดไหน เธอก็ไม่ปลื้มที่ต้องมานอนอ้าซ่าให้คนมาตรวจ แม้คนๆ นั้นจะได้ชื่อว่าเป็หมอก็เถอะนั่น เพราะมั่นใจว่าเธอไม่ได้เป็อะไรสักหน่อย ไม่รู้ว่าคืนนี้เธอจะนอนหลับลงไหม...ฮือๆ
“เออ…พ่อแกทำยังกับจะส่งแกไปถวายตัวเป็นางในอย่างนั้นแหละ”
“หรือพ่อคิดจะทำอะไรกับฉันเปล่าวะ” ขณะขับรถอยู่นั้น มาศิตาก็หันมาถามโรซี่ด้วยสีหน้าจริงจัง หวังว่าพ่อคงไม่คิดจะจับเธอคลุมถุงชนแต่งงานกับใครจริงๆ หรอกนะ ไม่งั้นเธอได้ตกนรกทั้งเป็แน่นอน
“หรือพ่อแก คงคิดว่าแกไม่จิ้นแล้วมั้ง”
“ยัยพจน์” มาศิตาหันมาเอ่ยเรียกชื่อดั้งเดิมของโรซี่เสียงห้วน นั่นทำเอาเ้าของชื่อหน้ามุ่ย ยกมือขึ้นปิดหูทันที
“อย่ามาเรียกชื่อนี้ ฉันไม่ปลื้ม”
“เหรอจ๊ะ นายประพจน์” ชื่อพจน์ว่าไม่ปลื้มแล้ว เจอมาศิตาเรียกชื่อบนบัตรประชาชนเข้าแบบนี้ โรซี่ก็ยิ่งไม่ปลื้มไปกันใหญ่
“เรียกอีกเดี๋ยวแม่ตบปากเลย ฉันชื่อโรซี่...โรซี่ ยูโนว”
“โนว…นายประพจน์”
“แกนี่ ฉันบอกว่าชื่อโรซี่” เมื่อใช้คำขู่ไม่ได้ผล โรซี่ก็ชักดิ้นชักงอเป็เด็กๆ เพื่อให้มาศิตาเรียกตัวเองว่าโรซี่อย่างที่้า
ส่วนคนข้างๆ ได้แต่หัวเราะชอบใจกับท่าทางของเพื่อน ที่ตอนเด็กๆ นั้นมาศิตาคิดเสมอว่าเธอมีเพื่อนสนิทเป็ผู้ชายที่ชอบแต่งหญิง เล่นตุ๊กตาเท่านั้นเอง
แต่พอโตมาถึงตอนนี้ ฟ้าถึงกระจ่าง นั่นเพราะได้รู้แน่ชัดว่าเธอมีเพื่อนสาวต่างหาก กิริยาท่าทางของประพจน์หรือตอนนี้ใครต่อใครเรียกว่าโรซี่ เหมือนผู้หญิงไม่มีผิดเพี้ยน ยิ่งผ่านมีดหมอด้วยการผ่าตัดแปลงเพศ เสริมหน้าอก ทำหน้า โดยเฉพาะดั้งมาด้วยแล้วก็ยิ่งเหมือนคูณสอง เหมือนเสียจนผู้หญิงบางคนซึ่งหนึ่งในนั้นคือเธอนี่แหละยังต้องอาย เพราะสวยสู้ไม่ได้
“โรซี่ก็โรซี่อ่ะ เลิกหน้างอคอหักเป็ปลาทูแม่กลองได้แล้วย่ะ หิวข้าว แวะหาอะไรกินกันก่อนกลับได้มะ” คนหิวเอ่ยชวน
“งั้นก็เลี้ยวซ้ายแยกหน้า มีร้านอร่อยๆ อยู่ร้านนึง รับรองแซ่บ”
“พูดแบบนี้ ปลาร้าลอยมาเลย”
“แม่น มีไข่มดแดงด้วยนะแก สนไหม”
“หูย…งั้นรีบๆ ไป น้ำลายสอแล้วเนี่ย” ยิ่งพูดถึงเมนูโปรด มาศิตาก็ยิ่งหิว
“แกนี่สาวกความนัวจริงๆ บอกใคร ใครเขาจะเชื่อว่าหล่อนโตที่เมืองนอกเมืองนามา” โรซี่ส่ายหน้าให้มาศิตา นั่นเพราะเพื่อนคนนี้บินไปเรียนที่แคนาดาั้แ่จบประถม พอคว้าปริญญาตรีมาได้ ก็ยังบินไปเรียนปริญญาโทที่อังกฤษมาอีก จากนั้นก็กลับมาช่วยบริหารโรงเรียนอินเตอร์ระดับท็อปของประเทศ ซึ่งลูกศิษย์ของที่นี่มาจากตระกูลดีๆ ทั้งนั้น
เพราะเทคโนโลยีสุดล้ำสมัย ทำให้เธอกับมาศิตายังคงติดต่อกันอยู่เสมอๆ คำว่าเพื่อน แม้จะอยู่ไกลแต่มันก็เชื่อมต่อกันได้
“ไม่เชื่อก็ไม่ต้องเชื่อดิ ไม่ได้ว่าอะไรสักหน่อย” มาศิตาไหวไหล่เบาๆ อีกครั้ง
“ย่ะ” โรซี่เอ่ยรับอย่างหมั่นไส้ ก่อนที่ทั้งคู่จะหาอะไรอร่อยๆ กินกัน เพราะความหิว ทำให้มาศิตาสั่งอาหารแบบไม่ลืมหูลืมตา กินกันอยู่สองคนแต่กับข้าวบนโต๊ะมีเกือบสิบจาน ทีแรกก็คิดว่าคงกินกันไม่หมดแน่ๆ แต่กลับผิดคาด เพราะกินไปกินมา ทุกอย่างที่มีก็หมดเกลี้ยง
“ผลตรวจร่างกายลูกอยู่ไหน เอามาให้พ่อด้วย” นี่คือประโยคที่มาศิตาได้ยินจากผู้เป็พ่อ แทนที่จะถามสารทุกข์สุขดิบ นี่กลับถามหาผลตรวจร่างกาย
“นี่ค่ะ” มาศิตายื่นผลตรวจร่างกายที่เธอเพิ่งไปฟังและรับเอกสารมาจากโรงพยาบาลเมื่อสองชั่วโมงก่อนให้ ดร.อาทิตย์ กระกูลยศยิ่ง หรือพ่อของเธอนั่นเอง
อาทิตย์อ่านผลตรวจร่างกายของบุตรสาวคนเดียวอย่างละเอียดทุกบรรทัด ก่อนจะผ่อนคลายขึ้นมามากเมื่อรับรู้ว่ามาศิตานั้นสุขภาพแข็งแรงดี
“แค่ไปทำงานพิเศษ พ่อถึงกับให้ศิตาไปตรวจร่างกายซะละเอียดขนาดนี้ แน่ใจนะคะว่าไม่ได้จะเอาศิตาไปขายให้ใคร”
“แล้วใครเขาจะซื้อม้าดีดกะโหลกแบบลูกไปทำเมีย...หืม” คำพูดของพ่อ ทำเอาคนฟังหน้ายู่ ก่อนจะทำหน้าค้อนๆ ส่งมาให้พ่อ ที่เป็ทั้งพ่อและแม่ในคนๆ เดียวกัน เพราะแม่ของเธอเสียชีวิตไปั้แ่มาศิตาอายุได้สองขวบ ั้แ่วันนั้นมาพ่อก็คือทุกสิ่งทุกอย่าง คอยเลี้ยงดูเธอจนเติบโตมาเป็อย่างดี
“โธ่...พ่อ ว่าซะศิตาเสียหายหมด”
“หรือไม่จริง แต่ถ้ามีคนจะซื้อลูกจริงๆ พ่อไม่ขายเด็ดขาด”
“จริงเหรอคะพ่อ นี่พ่อรักศิตามากขนาดนั้นเลยเหรอ” มาศิตาฉีกยิ้มกว้าง ท่าทางงอนๆ เมื่อครู่หายไปไหนเสียก็ไม่รู้
“เปล่า…ที่ไม่ขายเพราะพ่อจะยกลูกให้เขาไปฟรีๆ แถมข้าวสาร อาหารแห้งให้อีกต่างหาก เขาจะได้ไม่อดตาย”
“นั่นไง นึกแล้วไม่มีผิด” ฟังแล้วมาศิตาก็คอตก แต่คนเป็พ่อกลับยิ้มขำที่ได้แซวลูกสาวคนนี้ นั่นเพราะหลังจากนี้ไม่รู้ว่าจะมีโอกาสได้พูดหยอกกันเล่นแบบนี้อีกหรือเปล่า
ดร.อาทิตย์ทอดสายตามองมาศิตาด้วยแววตาที่หลากหลาย ถ้าเป็ไปได้ เขาแทบไม่อยากส่งมาศิตาไปไหนไกลๆ อีก แค่ห่างกันตอนมาศิตาไปเรียนต่อที่ต่างประเทศก็น่าจะมากพอแล้ว
นั่นเพราะการไปสอนพิเศษครั้งนี้มีนัยแอบแฝง แต่คำว่าหน้าที่ซึ่งเปรียบเหมือนคำสาบานที่มีมานาน ว่าหากวันใดที่เ้านายใหญ่้าความช่วยเหลือ เขาจะยินดีช่วยโดยไม่มีข้อแม้ ถึงแม้ว่าสิ่งที่ขอจะเป็ดั่งแก้วตาดวงใจของเขาก็ตามที
“แล้วนี่จัดการเก็บกระเป๋าเสร็จหรือยัง” น้ำเสียงอบอุ่นเอ่ยถามขึ้น ทำเอามาศิตาเกิดอาการงงอีกครั้ง
“จัดกระเป๋า จัดทำไมคะ”
“ก็ลูกต้องย้ายไปอยู่ที่บ้านเ้านายใหญ่น่ะสิ”
“หา!…ต้องย้ายไปอยู่บ้านเ้านายใหญ่” มาศิตาเอ่ยเสียงสูง หน้าตาดูตื่นๆ อย่างเห็นได้ชัด นั่นเพราะเธอไม่รู้เื่นี้มาก่อน
“ใช่…ลูกจำได้ใช่ไหม ที่พ่อเคยเล่าให้ฟังบ่อยๆ ว่าทายาทของตระกูลเราที่เป็ผู้หญิงมีหน้าที่สำคัญอย่างหนึ่งที่ต้องทำ”
“จำได้ค่ะ” มาศิตาเอ่ยรับ แต่เธอไม่เคยรู้ว่ารายละเอียดของหน้าที่สำคัญนั้นมีอะไรบ้าง พ่อเพียงแค่บอกว่าถึงเวลาแล้วเธอจะรู้เอง
“ตระกูลเราเฝ้ารอที่จะทำหน้าที่ผู้พิทักษ์นี้ แต่ทว่าก็ไม่มีโอกาส เพราะไม่มีทายาทที่เป็ผู้หญิงเลย กระทั่งถึงรุ่นลูก”
“แวมไพร์้าผู้พิทักษ์ด้วยเหรอคะ” มาศิตาตั้งคำถาม แค่ได้ยินคำว่าแวมไพร์ เธอก็ชักจะเสียวคอแปลกๆ แต่ไม่ได้นึกกลัวอะไรนัก คงเพราะได้ยินเื่แวมไพร์มาั้แ่เด็กๆ แล้วก็เป็ได้
“้าสิ เพราะเ้านายคนนี้ของเรา ไม่ดื่มเื”
“มีด้วยเหรอ แวมไพร์ที่ไม่ดื่มเื แล้วเขาใช้ชีวิตอยู่ยังไง” คิ้วสวยๆ ผูกกันเป็โบทันที ได้แต่คิดสงสัย ว่าเ้านายใหญ่ของพ่อคนนี้ อาจจะยังเด็กมากแน่ๆ ถึงดื่มเืไม่เป็
“กินมังสวิรัติ”
“ยิ่งไม่น่าเชื่อไปกันใหญ่”
“ไม่แปลกที่ลูกจะไม่เชื่อ แต่ไปถึงที่นั่นลูกก็จะเห็นเอง จำไว้นะศิตา ตระกูลของเรามีหน้าที่พิทักษ์ ปกป้องชีวิตเ้านายใหญ่ ผู้ที่ให้ชีวิตแก่บรรพบุรุษของเรามาเช่นเดียวกัน ถ้าไม่มีเ้านายใหญ่เราก็ไม่มีวันนี้ ลูกคือความหวังของพ่อ”
“แต่ศิตาไม่มีพลังอำนาจ ถึงจะได้ไปพิทักษ์ใครเขาได้ แถมใครที่ว่านั่นเป็ถึงแวมไพร์เชียวนะ” มาศิตาออกตัว เพราะคิดเท่าไหร่ก็คิดไม่ตกว่า คนอย่างเธอจะไปคอยปกป้อง คอยพิทักษ์ผู้ที่เป็ถึงแวมไพร์ได้ยังไงกัน
“ถึงเวลาลูกก็จะรู้เอง จำไว้นะศิตา หากวันใดลูกพบกับเหตุการณ์ไม่คาดฝัน จงเชื่อในสัญชาตญาณของลูก” อาทิตย์สบตาลูกสาวเพียงคนเดียว แม้อยากรับหน้าที่นี้เอง แต่ก็ไม่อาจทำได้
“ค่ะ…ลูกจะจำคำของพ่อไว้ แล้วนี่บ้านเ้านายใหญ่ของพ่ออยู่ที่ไหนคะ”
“เชียงราย”
“เชียงรายเลยเหรอคะ ลูกชักอยากจะเห็นหน้าลูกศิษย์คนพิเศษของพ่อคนนี้ขึ้นมาเร็วๆ แล้วสิ ว่าจะน่าตีขนาดไหนกันนะ ถึงต้องให้ลูกไปสอนพิเศษให้ถึงที่แบบนี้” ภาพของลูกศิษย์ที่ปรากฏขึ้นในหัวของมาศิตาในเวลานี้คือ เด็กผู้ชายหรือผู้หญิงอายุไม่เกินสิบขวบ ที่อาจจะซนแสนซน ยึดตัวเองเป็ศูนย์รวมของจักรวาล เป็แวมไพร์น้อย ฟันน้ำนมที่อาจพูดจาไม่รู้เื่ จนเธอต้องไปสอนพิเศษหรืออีกนัยคือไปเป็ผู้พิทักษ์ให้ถึงที่บ้าน เฮ้อ...คิดแล้วก็ปวดหัวรอเลยทีเดียว
“ไปถึงแล้วลูกก็จะเห็นเอง เดินทางพรุ่งนี้เช้านะ”
“เดินทางพรุ่งนี้เช้าด้วย” มาศิตาอ้าปากค้างอีกหน นั่นเพราะยังไม่ได้เตรียมตัว เตรียมใจสักเท่าไหร่ อะไรมันจะปุบปับรับโชคสองชั้นขนาดนี้เนี่ย
“ใช่”
“แล้วงานลูกล่ะคะ ใครจะรับผิดชอบ ที่รับปากพ่อว่าจะไปเป็อาจารย์สอนพิเศษให้ ก็คิดว่าใกล้ๆ แล้วก็ไปสอนแค่วันหยุดเท่านั้นเอง” น้ำเสียงอ้อมๆ แอ้มๆ เอ่ยบอก
“งานของลูกเดี๋ยวพ่อทำแทนให้เอง ส่วนเื่สถานที่พ่อก็บอกอยู่นี่ไง” อาทิตย์เอ่ยรวบรัดได้ห้วนเสียจนมาศิตาคอตก เพราะงานที่ว่าคืองานบริหารโรงเรียนนานาชาติ ที่มาศิตารั้งตำแหน่งผู้อำนวยการอยู่
แม้เธอจะอายุเข้าสู่วัยเบญจเพสในอีกไม่กี่วันข้างหน้า แต่เื่ประสบการณ์การทำงานนั้นถือว่ามีมากพอสมควร การศึกษาก็จบปริญญาโทจากเมืองนอก ซึ่งเน้นเื่การบริหารสถานศึกษาโดยเฉพาะ บางครั้งมาศิตาก็ยังรับหน้าที่สอนหนังสือให้เด็กๆ ด้วย
“ลูกไม่รู้จักใครที่นั่นสักคน เกิดลูกถูกเขาฆ่าหมกป่าขึ้นมาทำไง”
“ไม่ต้องห่วง เ้านายใหญ่คนนี้พ่อรู้จักเขาดี ดีพอๆ กับชีวิตของพ่อ เขาไม่มีวันทำร้ายลูกแน่นอน ที่สำคัญลูกพูดราวกับไม่เคยอยู่ที่ไกลๆ คนเดียว อย่าลืมว่าลูกไปโตที่เมืองนอก อยู่ไกลกว่ากรุงเทพฯ เชียงรายอีก”
“พ่อก็...มันไม่เหมือนกันนี่คะ”
“อย่าห่วงไปเลย ลูกไปอยู่ที่นั่นไม่นานก็ได้กลับบ้านแล้ว” อาทิตย์หวังให้เป็อย่างที่พูดจริงๆ หวังให้มาศิตากลับมาในไม่ช้า แม้จะกลับมาในรูปแบบไหนเขาก็ยินดี
“แล้วนี่ลูกต้องสอนวิชาอะไรให้เขาบ้างคะ จะได้เตรียมคู่มือการสอนไปด้วย”
“สิ่งเดียวที่ลูกต้องสอนคือทำยังไงก็ได้ ให้เ้านายคนนี้ของเราดื่มเืให้จงได้”
“หา! ให้ลูกไปสอนแวมไพร์ดื่มเื” มาศิตาอุทานเสียงหลง
“ใช่”
“เฮ้อ…จะทำได้ไหมล่ะเนี่ย” เสียงถอนหายใจดังมาจากมาศิตาหนักๆ รู้สึกหนักใจกับหน้าที่ครั้งนี้เหลือเกิน แต่รับปากพ่อไปแล้วเธอก็ต้องทำให้ได้สิ
“เชื่อมั่นในตัวเองไว้ศิตา”
“ศิตาจะพยายามค่ะพ่อ”
“นี่ก็ดึกมากแล้ว ลูกไปนอนพักซะ พรุ่งนี้ต้องออกเดินทางแต่เช้า”
“ค่ะ” มาศิตาเอ่ยรับอย่างปลงๆ เธอเดินเข้าไปสวมกอดพ่อแล้วหอมแก้มซ้ายขวาอย่างที่เคยทำก่อนเข้านอน จากนั้นก็กลับไปยังห้องนอนตัวเอง เพื่อจัดกระเป๋าอะไรให้เรียบร้อย
ขณะนั้นอาทิตย์ทำเพียงแค่นั่งมองรูปของมาศิตาอยู่เงียบๆ กระทั่งเสียงโทรศัพท์มือถือดังขึ้น แม้จะไม่ปรากฏชื่อแต่อาทิตย์ก็รู้ว่าใคร
เขากดรับสายและเอ่ยสนทนาด้วยความสุภาพ ซึ่งหัวข้อการสนทนาดูเหมือนจะมีแต่เื่ของมาศิตาเกือบทั้งหมดกระทั่งประโยคหนึ่งดังขึ้น
“ผมขอฝากศิตาด้วย เธอคือแก้วตาดวงใจของผม โปรดดูแลเธอให้ดี”

ฝากนิยาย Erotic 25+ จากนามปากกา Miss sexy ที่วางขายแบบ E-book ด้วยนะคะ
ตอนนี้มีด้วยกัน 4 เรื่อง ได้แก่