บทที่ 16 คำสัญญา
หลายวันที่ผ่านมาเขมจิราและลูกชายอาศัยอยู่ในคฤหาสน์ของเรวัช ทว่าตั้งแต่มาที่นี่กลับไม่เห็นเขาอีกเลย จะเห็นเพียงก็แต่เขตที่แวะเวียนมาหาต้นน้ำบ้างบางครั้ง ส่วนทางด้านของตระกูลเทวราชและพ่อของเขมจิรา เมื่อได้ทราบข่าวเรื่องการทะเลาะวิวาทของบัลลังก์ก็ได้สั่งเรียกตัวเธอและลูกชายกลับไปที่ตระกูลทันที
แต่ถึงอย่างไรพวกเขายังคงหาตัวเธอและบัลลังก์ไม่พบ หากตอนนี้ต้องกลับไปที่เทวราช เขมจิรามั่นใจว่าตนเองคงต้องถูกกักบริเวณและไม่สามารถดูแลบัลลังก์ได้อีกต่อไป ดังนั้นจึงต้องรอให้สถานการณ์นิ่งกว่านี้เสียก่อน
วันนี้เขมจิรามีเวลาว่าง หลังจากที่เด็กๆ อาการดีขึ้นแล้ว เธอจึงอาศัยจังหวะนี้แอบมาสำรวจคฤหาสน์ของเรวัชดูสักครั้ง
แม้จะอยู่ใจกลางเมืองแต่บริเวณโดยรอบกลับมีต้นไม้มากมาย แต่ภายในตัวคฤหาสน์กลับมีคนดูแลเพียงน้อยนิด อีกทั้งทางยังซับซ้อนเหมือนกับเจ้าของไม่มีผิด
เขมจิราสามารถเดินดูได้แค่เพียงชั้นหนึ่งและสองของที่นี่เท่านั้น ส่วนชั้นสามเป็นพื้นที่ของเรวัชทั้งหมด เธอเคยคิดจะแอบเข้าไปสำรวจแต่ไม่มีเวลา ครั้งนี้จึงเป็นเวลาที่เหมาะเจาะ
“ที่ชั้นสามต้องมีสิ่งสำคัญซ่อนอยู่แน่”
เขมจิราสังเกตโดยรอบ ไม่เห็นมีใครอยู่ที่นี่ จึงจะแอบเดินย่องเข้าไปด้านบน แต่ยังไม่ทันที่จะได้เหยียบขั้นบันได ในจังหวะนั้นเองกลับมีเสียงหนึ่งเอ่ยขึ้นที่ด้านหลัง
“คุณจะทำอะไร” เขตเอ่ยถามอย่างไม่ไว้ใจ
“ฉัน...” เธออึกอัก
“คุณจะแอบขึ้นไปด้านบนเหรอ”
เขมจิราถูกจับได้เสียแล้ว หากยังโกหกต่อไปคงถูกเฉดหัวออกจากที่นี่อย่างแน่นอน “ใช่ ฉันอยากจะลองขึ้นไปที่ชั้นสามดูสักหน่อย”
“ที่ชั้นสามคุณไม่มีสิทธิ์ขึ้นไป” เขตเอ่ยเตือนด้วยความไม่พอใจ
เมื่อครึ่งชั่วโมงก่อนเขาถูกพี่ชายตำหนิต่อหน้าคนของตระกูลเทวราช อีกทั้งในตอนนี้ยังมีคนของตระกูลนั้นเข้ามาพักที่บ้านของเขาอีก ยิ่งคิดก็ยิ่งโมโหเข้าไปใหญ่
ในเมื่อไม่มีที่ระบายความคับแค้นใจเหล่านั้น คนที่สมควรได้รับมันก็ควรจะเป็นคนตรงหน้า
“แต่ในเมื่อคุณอยากขึ้นไปด้านบน ผมก็จะพาคุณไปสักครั้ง”
“คุณทำแบบนั้นไปเพื่ออะไร”
“ก็คุณอยากรู้ไม่ใช่เหรอ อีกอย่างคุณก็ออกจากตระกูลนั้นแล้วนี่ หรือยังแอบคิดว่าตัวเองเป็นคนของตระกูลนั้นอยู่”
“ฉันไม่ใช่คนของใครทั้งนั้น”
“งั้นก็ตามผมมา”
เขตพาเขมจิราขึ้นมาที่ชั้นสามของคฤหาสน์ ทว่าเขากลับยืนอยู่ที่บันไดเท่านั้น ปล่อยให้เธอเดินไปรอบๆ ด้วยตัวเอง เมื่อมองไปโดยรอบไม่ได้รู้สึกแปลกอะไร ทุกการตกแต่งเหมือนกับชั้นอื่นๆ ไม่มีผิด
“ที่ชั้นสามมีแค่ห้องเดียวเท่านั้น” เขตเอ่ย ก่อนจะชี้ไปที่ประตูตรงหน้า “เป็นห้องของพี่เรวัชคนเดียว และเขาไม่อนุญาตให้ใครเข้าไป”
“แม้กระทั่งนายก็ด้วยเหรอ” เธอแปลกใจ คิดว่าทั้งสองคนนี้สนิทกันมากเสียอีก
“ใช่ รวมทั้งผมด้วย”
“ทำไมล่ะ” เขมจิราไม่เข้าใจ
“ทุกคนมีเรื่องส่วนตัวกันทั้งนั้น คุณไม่มีงั้นเหรอ”
หากเป็นเรื่องส่วนตัวอย่างที่เขาพูด แน่นอนว่าเขมจิราเองก็มีเช่นกัน มากมายเสียด้วย
“แล้วเวลาแม่บ้านมาทำความสะอาดล่ะ เขาเฝ้าดูอยู่ตลอดเวลาเหรอ”
“ไม่ พี่เขาทำความสะอาดเองทุกอย่าง”
เขมจิราถึงกับต้องเลิกคิ้วสูงด้วยความแปลกใจ ท่านประธานบริษัทแบบเขาต้องเสียสละเวลาอันมีค่ามาทำความสะอาดห้องเอง นั่นยิ่งทำให้เธอสงสัยเข้าไปใหญ่ว่าในห้องนั้นมีอะไรกันแน่
“ต้องแปลกใจถึงขนาดนั้นเลยเหรอ ลูกคนรวยแบบพวกคุณไม่เคยทำความสะอาดบ้านเองหรือไง” เขาเหน็บแนมไม่หยุด
“พวกคุณเองก็รวยเหมือนกันไม่ใช่เหรอ คนที่แปลกน่าจะเป็นพวกคุณมากกว่านะ”
สิ่งที่เขมจิราพูดนั้นไม่ผิด เพราะคนรวยส่วนใหญ่จะจ้างแม่บ้านมาทำความสะอาดและเอาเวลาเหล่านั้นไปหาเงินที่คุ้มค่ามากกว่า
ทว่าคำตอบของเธอกลับสร้างเสียงหัวเราะให้กับคนตรงหน้าไม่หยุด แผ่นหลังที่เคยตั้งตรงเริ่มงอตัว
บางทีเขตอาจจะได้รับผลกระทบความแปรปรวนอารมณ์จากพี่ชายมาอีกที ทั้งที่เมื่อครู่ยังหงุดหงิดแต่ตอนนี้กลับหัวเราะไม่หยุด
“คุณจะไปรู้อะไร กว่าพวกผมจะมาถึงจุดนี้ได้ พวกเราต้องพยายามกันถึงเท่าไหร่!” ประโยคสุดท้ายเขากลับตะคอกใส่เธอเสียงดัง ทิ้งสีหน้ามีความสุขแบบเมื่อครู่ไปจนหมด
“...” เขมจิรายังคงนิ่ง
“กว่าพวกเราจะมาถึงจุดนี้ ต้องถูกเหยียบย่ำ โดนดูถูก โดนเอาเปรียบมาตั้งเท่าไหร่ คนที่เกิดมาก็ใช้ชีวิตบนกองเงินกองทองแบบพวกคุณยังจะกล้าเอาความคิดแบบนั้นมาตัดสินอีกงั้นเหรอ”
“ฉันไม่ได้ตัดสินอะไรพวกนายทั้งนั้น” เธอปฏิเสธ
“โกหก! ตั้งแต่ที่คุณไปเอาตัวของต้นน้ำออกมาจากสลัมแห่งนั้น คุณก็ตัดสินไปแล้วว่าเด็กคนนี้น่าสงสารมากขนาดไหน ตัดสินไปแล้วว่าแม่ของเด็กคนนั้นเป็นอย่างไร”
เขมจิราสะอึก เพราะอีกฝ่ายพูดความจริงทุกอย่าง
“และตอนนี้คุณก็กำลังตัดสินพวกผมเหมือนกัน แต่ผมจะบอกอะไรให้นะว่าสิ่งเหล่านั้นเทียบกับที่พวกเราเจอไม่ได้เลยสักนิดเดียว”
“...”
“คุณพยายามจะหาความจริง หาเหตุผล พยายามจะปลอบโยนพวกเราเพื่อให้ตัวเองกลายเป็นแม่พระที่น่าชื่นชม คิดจะเอาความเห็นอดเห็นใจมาตัดสินว่าพวกเราควรทำหรือไม่ควรทำอะไร”
“...”
“ผมเองก็ไม่รู้หรอกนะว่าคุณรู้เรื่องการแก้แค้นของพวกเราได้อย่างไร แต่ถึงต่อให้คุณพยายามมากแค่ไหนก็หยุดพวกเราไม่ได้ เพราะสิ่งที่คนในตระกูลเทวราชทำกับพวกเรามันยิ่งกว่าสัตว์เดรัจฉาน”
“พวกเขาทำอะไรพวกคุณกันแน่ ทำไมถึงต้องแค้นมากขนาดนั้น”
“รู้ไปแล้วจะทำอะไรได้ เรื่องมันผ่านมานานมากจนกลับไปแก้ไขอะไรไม่ได้แล้ว ทุกคนตายกันหมดแล้ว!”
เขมจิราถึงกับสะดุ้งตกใจกับท่าทางที่อันตรายของเขต เขาดูคล้ายจะควบคุมตัวเองไม่ได้ แววตาแดงก่ำจนน่าตกใจ ลมหายใจติดขัดไปหมด แต่ถึงอย่างไรเธอก็ต้องยืนหยัดเพื่อตัวเอง
“ฉันรู้ว่าคนของตระกูลเทวราชไม่ใช่คนดีอะไรทั้งนั้น และเสียใจด้วยกับสิ่งที่พวกนายพบเจอมา มันคงจะหนักหนาเกินกว่าที่คนทั่วไปจะรับไหว”
เธอไม่รู้ว่าพวกเขาผ่านเรื่องราวอะไรกันมา แต่จากท่าทางของอีกฝ่ายคงจะหนักหนามาก ถึงได้แค้นมากขนาดนี้
“แต่พวกคุณก็ไม่ได้เจอเรื่องเลวร้ายเหล่านั้นเพียงคนเดียว”
“พูดอะไรกันแน่ จะบอกเหรอว่าคนในตระกูลนั้นก็ทำร้ายคุณไม่ต่างกัน ลูกสะใภ้ที่แสนดีและเพียบพร้อมแบบคุณเนี่ยนะ ตลกสิ้นดี”
“ใช่ ตลกสิ้นดี”
เขมจิราเดินเข้าไปประจันหน้ากับเขตอีกครั้งหนึ่ง ในแววตาสีฟ้าน้ำทะเลคู่นั้นไร้ซึ่งความมีชีวิตชีวา ราวกับว่าผ่านโลกมามาก
“ในชีวิตนี้ฉันไม่เคยคิดจะห้ามสิ่งที่พวกคุณทำ”
“ไม่จริง” เขาไม่เชื่อ แล้วเธอมาที่นี่เพื่ออะไร
สองชีวิตที่ผ่านมาเธอเองก็มีข้อผิดพลาดมากมาย ไม่ว่าจะเลือกเส้นทางไหนก็มีแต่ความรู้สึกผิดเต็มไปหมด ชีวิตนี้จึงขอเปลี่ยนเป้าหมายดูอีกสักครั้ง
“ฉันยอมรับว่าตัวเองอยากรู้เหตุผลของพวกนาย เพราะกลัวว่าในอนาคตทั้งสองคนจะถลำลึกมากกว่านี้ จนควบคุมตัวเองไม่ได้”
“ไม่มีทาง พวกเราจะไม่มีทางเป็นแบบนั้นเด็ดขาด”
“จนกว่าจะถึงตอนนั้น นายรู้จักตัวเองและพี่ชายดีสักแค่ไหนกันเชียว” เธอแย้ง “ถึงตอนนั้นความเจ็บปวดในอดีตคงจะย้อนกลับเข้ามาเล่นงานพวกนายอีกครั้ง และมันคงจะทุกข์ทรมานจนแทบจะทนไม่ไหว”
ในชีวิตแรกพวกเขาต่างเข่นฆ่าคนมากมาย หลายครอบครัวต้องจบชีวิตลงเพียงเพราะความไม่เข้าใจอันน้อยนิด นั่นเป็นสาเหตุให้ในชีวิตที่สอง นอกจากจะช่วยลูกชายแล้ว เธอจำเป็นต้องช่วยคนอื่นๆ อีกด้วย
“ขอเพียงแค่อย่างเดียว แค่ไม่ต้องลากชีวิตที่บริสุทธิ์ของคนอื่นเข้าไปยุ่งเกี่ยวอีก ฉันไม่อยากเห็นใครต้องทุกข์ทรมานอีกต่อไปแล้ว”
โดยเฉพาะต้นน้ำ เธอแค่อยากจะให้เขามีชีวิตที่เรียบง่ายเหมือนเด็กทั่วไป
เขตดูเหมือนจะมีสติขึ้นมาบ้าง เขาเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าในอนาคตจะควบคุมความเจ็บปวดในอดีตไม่ให้ปะทุออกมาได้อย่างไร ยิ่งโดยเฉพาะพี่ชายของเขา
“มันเป็นเพราะคุณ” เขตเอ่ยเสียงราบเรียบ แววตาแฝงไปด้วยอารมณ์ความรู้สึกที่ยากจะอ่านได้
“คุณหมายถึงอะไร”
“ที่ทุกอย่างต้องยุ่งยากแบบนี้ก็เป็นเพราะคุณ รู้ไว้ซะ”