สายของวันที่ซูเยว่ตื่นขึ้นมา เปลือกตาเรียวเปิดขึ้นทันที เพราะจดจำเื่ราวเมื่อคืนได้เป็อย่างดี นางมองไปรอบห้องก็พบเพียงความว่างเปล่า และคราบเืบนที่นอน ซึ่งมันทำให้ใจดวงน้อยหดหู่ในการกระทำตนเองมิได้
“นี่เราทำอะไรลงไปเนี่ยะ มีอะไรกันกับคนแปลกหน้างั้นเหรอ ไม่ใช่เที่ยวผับบาร์นะซีซี จะได้มี one night stand กับคนที่ไม่รู้จักได้ นี่มันยุคโบราณ แล้วแกก็มีสามีแล้วด้วย แหง๊! ตายแน่เลยต้องรีบหายากิน ถ้าท้องขึ้นมาล่ะยุ่งแน่ พ่อของลูกเป็ใครก็ไม่รู้ ตายๆ”
เสียงก่นด่าตำหนิตัวเองดังขึ้น ก่อนที่ประตูจะเปิดออกพร้อมกับร่างของนางกำนัลทั้งสอง ซูเยว่รีบส่งยิ้มให้คนของตนทันที ก่อนจะเอ่ยขึ้นเสียงอ่อย
“เ้าสองคนช่วยเอาผ้าปูไปเผาทีนะข้าทำมันสกปรก”
“เอ๋! เกิดอะไรขึ้นเพคะ” หลินหยาถามขึ้นด้วยความสงสัย มิต่างจากเสี่ยวชิงที่ยืนขมวดคิ้มมอง ซูเยว่จึงได้เปิดผ้าห่มออก ก่อนจะปรากฏรอยเปื้อนเป็วงหลายแห่ง
“พระชายาพึ่งจะมีรอบเดือนไปมิใช่หรือเพคะ ไยถึง”
“มันคงเหลือตกค้างกระมัง มิเป็ไรหรอกข้าจะต้มยากินมันจะได้ขับออกมาให้หมด เ้าสองคนจัดการตรงนี้นะ” นางเอ่ยบอกก่อนจะลุกจากเตียง ซึ่งท่าเดินนั้นก็ดูแปลกออกไปจนคนสนิทกังวล
“ปวดท้องหรือเพคะ” หลินหยาเข้ามาประคองทันที
“อืม มิเป็ไรหรอก เ้าไปต้มยาให้ข้าทีนะ” ซูเยว่เอ่ยบอกคนของตน ก่อนจะลุกเดินไปแช่น้ำเพื่อชำระเนื้อตัว แม้ในยามนี้มิควรจะอาบน้ำก็เถอะ เพราะอากาศยังคงหนาวเย็นอยู่ แม้ฤดูจะเริ่มเปลี่ยนแล้วก็เถอะ แต่ตอนเช้าเช่นนี้มิมีผู้ใดอาบน้ำกันหรอก แม้แต่ตัวซูเยว่ที่ปกติทุกวันจะลงแช่น้ำในเฉพาะ่บ่ายหรือไม่ก็เย็น
“พระชายาคงป่วยอีกแน่ ใบหน้าซีดเชียว” หลินหยาเอ่ยอย่างเป็ห่วง ก่อนจะออกไปต้มยาตามคำสั่งของผู้เป็นาย แต่เพราะมิมีความรู้เื่สมุนไพรจึงมิสงสัยในตัวยาที่ซูเยว่เอ่ยสั่ง เสี่ยวชิงก็ค่อยดูแลข้างบ่อเมื่อจัดการกับที่นอนเรียบร้อยแล้ว
“พระชายาไยเนื้อตัวถึงมีร่องรอยจ้ำแดงเพคะ”
“ห๊ะ!” ซูเยว่ถึงกับร้องเสียงหลงเมื่อได้ยินเช่นนั้น นางก้มลงมองร่างกายตนเองก่อนจะถอนหายใจออกมาดังๆ
“เห้อ! คนชั่วย่ำยีกันยังไม่พอ มาฝากรอยทิ้งไว้ให้อับอายคนอีก ทำไมถึงโชคร้ายแบบนี้นะซีซี”
เสียงตัดพ้อในโชคชะตาดังขึ้น ยามนี้นางนั่งกอดเข่าใต้น้ำที่ยังคงความอบอุ่น เพราะมีคนสนิทคอยเติมให้อยู่ตลอด จนกระทั่งตั้งสติได้จึงลุกขึ้นมาเช็ดเนื้อตัวสวมใส่อาภรณ์ แล้วออกมาจากห้องอาบน้ำนี้ ก่อนจะใกับร่างสูงของสามีที่ยืนอยู่หน้าประตู
“ได้ยินว่าเ้ามิสบายหรือ เป็เช่นไรบ้าง” หรานจวิ้นเอ่ยถามด้วยความเป็ห่วงจากใจจริง แต่ซูเยว่มิได้คิดเช่นนั้นเลยสักนิด แต่ยามนี้นางรู้สึกละอายใจมากกว่า จึงได้แต่ยืนนิ่งเมื่ออีกฝ่ายเดินเข้ามา พร้อมกับยกมือขึ้นวางบนหน้าผากเนียนอย่างห่วงใย
“เ้าคงแช่น้ำนานเกินไป ถึงได้ตัวเย็นเยี่ยงนี้”
“หม่อมฉันมิเป็อันใดเพคะ ทรงมีเื่อันใดจะเอ่ยหรือไม่ หม่อมฉันจะแต่งตัว” เสียงเรียบเอ่ยบอกอีกฝ่าย
“ก็แต่งสิ ข้าเป็สามีเ้าอยู่ดูมิได้หรือ” หรานจวิ้นเอ่ยหน้าตาย ก่อนจะเดินไปนั่งพร้อมกับยิ้มส่งให้
“ออกไปนะ ที่นี่เป็เรือนหม่อมฉัน พระองค์มิมีสิทธิ์จะมาทำรุ่มล่าม หากยังทรงจำได้ว่าก่อนนี้ทรงทำเช่นไร ก็ช่วยทำเหมือนเดิมด้วยนะเพคะ เพราะหม่อมฉันชินที่พระองค์ทรงเป็เช่นนี้” ซูเยว่แห้วใส่เขาทันที เพราะยามนี้ร่างกายนางตกเป็ของผู้อื่นไปแล้ว
ทางใดที่จะทำให้ตนพ้นจากสถานะนี้ก็ควรรีบทำมันให้เร็วที่สุด มิเช่นนั้นอาจเกิดเื่มิงามเสื่อมเสียไปถึงราชวงศ์ของแคว้นเ้าของร่างได้ เพราะดูท่าคนตัวโตจะต่างออกไปจากแต่ก่อนมากขึ้นทุกที จนนางเกรงว่าเขาอาจจะเข้าหาในสักวัน เธอไม่ยอมเป็หญิงสองสามีแน่นอน
“ข้าก็พยายามทำดีกับเ้าอยู่นี่อย่างไรล่ะซูเยว่ ก่อนนี้ข้ามิใส่ใจเ้าทำให้เจ็บช้ำ ยามนี้ไยเ้าถึงผลักไสข้า”
“คงเป็เพราะตกน้ำครานั้นมันช่วยล้างความคิดหม่อมฉันกระมัง จึงทำให้ตระหนักได้ว่าควรจะยุติฐานะของตนเองที่มันมีมิค่าในสายตาท่านเสียที อยากได้สตรีอื่นมาครองตำแหน่งนี้มิใช่หรือเพคะ เช่นนั้นหม่อมฉันจะเขียนจดหมายหย่าให้ก็แล้วกัน” เสียงหนักแน่นของสตรีตัวน้อยดังขึ้น ก่อนจะเดินกอดชุดคลุมที่ใส่อยู่ตรงไปยังโต๊ะวาดเขียนมุมห้อง นางลงจรดปลายพู่กันลงบนแผ่นกระดาษ ก่อนจะลงตราประทับของแคว้นเพื่อยืนยันตัวตน
หรานจวิ้นมองตามการกระทำทุกอย่างนิ่ง มิคิดว่าคนตัวเล็กที่เคยตามตื๊อแอบเข้าห้องเพื่อหวังจะได้ร่วมเตียงกับเขา ยามนี้นางกลับเด็ดเดี่ยวและมุ่งมั่นที่จะหย่าขาดให้ได้ ทำให้เขาอดเอ่ยในสิ่งที่เคยสงสัยมิได้
“เ้าเป็ใครกันแน่ หากเป็ซูเยว่จริงจะไม่มีทางทำเื่เช่นนี้หรอก นางรักข้าจนยอมทุกอย่าง แต่เ้าต่างออกไปและถ้อยคำบางคราก็มิเหมือนผู้คนอื่น ซูเยว่สิ้นใจไปแล้วส่วนเ้าก็เข้ามาครองร่างนางใช่หรือไม่”
สิ้นเสียงทุ้มของอ๋องหรานจวิ้น ซูเยว่ก็ยืนนิ่งชะงักงัน มือขาวที่ยื่นกระดาษจดหมายหย่าหลุดลอยล่วงหล่นทันที เพราะไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะเดาได้ถูกขนาดนี้
“หรือว่าเขาไม่ได้เดา แต่รู้จริงๆ” เสียงในหัวดังขึ้น ก่อนจะเห็นว่าคนสนิทของตนเดินออกจากห้องไปเพราะคำสั่งของคนตัวโต ทำให้ตอนนี้เหลือเพียงนางและเขาที่ยืนประจันหน้ากันราวกับคนมิรู้จัก
“หึ! นิ่งเช่นนี้เป็จริงอย่างที่ข้าเอ่ยสินะ” เสียงหยันดังขึ้นเมื่อเห็นคนตัวเล็กยังคงมิขยับไปไหน หรานจวิ้นคอยสังเกตกิริยาของอีกฝ่ายอยู่ตลอด ั้แ่นางมีท่าทีต่อต้านและดูฉลาดเฉลียวเก่งกาจขึ้นกว่าแต่ก่อน
“ทะ ท่านอ๋องกล่าวมั่วแล้ว หม่อมฉันจะเป็คนอื่นไปได้เช่นไร มิใช่ิญญาเสียหน่อย”
“หึ! แน่ใจหรือ แล้วไยเ้าถึงมิดีใจที่ข้าเข้าใกล้เช่นนี้ล่ะ ก่อนนั้นเ้ามิได้เ็ากับข้าถึงเพียงนี้ จะบอกว่ามิคิดสิ่งใดกับข้าแล้วเช่นนั้นหรือ” หรานจวิ้นเอ่ยถามพร้อมกับเดินเข้ามาใกล้ ซึ่งร่างเล็กก็เดินถอยเลี่ยงออกเช่นกัน
ยิ้มร้ายผุดขึ้นเมื่อเห็นท่าทีตื่นกลัวของอีกฝ่าย มันยิ่งทำให้เขาอยากแกล้งนางขึ้นไปอีก ยามนี้เขารู้สึกต่างออกไปจากที่เคย แม้จะยังคงติดต่อกับมินจูอยู่ แต่ในเมื่อมีสตรีงามอยู่ตรงหน้าอีกคน ทั้งนางยังเป็ชายาเขาที่สามารถจัดการทำสิ่งใดก็ได้ ไหนเลยจะโง่ปล่อยไป
“พระองค์เองมิใช่หรือที่มิอยากให้หม่อมฉันเข้าใกล้ เอ่ยสิ่งใดไว้ก็จงจำให้มั่นเถอะอ๋องหรานจวิ้น หากท่านคิดว่าหม่อมฉันมิใช่คนเดิมแล้ว ก็จงออกห่างเสีย เพราะคนใหม่เช่นข้ามิมีทางยอมให้คนเช่นท่านข่มเหงอีก ออกไป!”
เสียงเ็าไร้เยื่อใยดังขึ้น ทำเอาอ๋องหนุ่มถึงกับหน้าชา เพราะทุกถ้อยคำที่อีกฝ่ายเอ่ยมามันจริงที่สุด แต่แปลกตรงใจเขามันแย่ตามไปด้วยนี่สิทั้งที่มันมิควรจะเป็เช่นนี้เลย เขามิเคยเสน่ห์หาในตัวซูเยว่แม้จะงดงามเพียงใด แต่ตอนนี้เล่าไฉนเลยอ๋องหนุ่มถึงได้รู้สึกผิดขึ้นทุกวัน เมื่อนึกถึงคำพูดและการกระทำของตนที่ผ่านมา
“ซูเยว่เมื่อก่อน ข้า เอ่อ ข้าอยากขอโทษที่ดูแลเ้ามิดี แต่ยามนี้เ้าอย่าได้เอ่ยถึงเื่นี้อีกเลยนะ ต่อไปข้าจะปกป้องเ้าในฐานะพระสวามีให้ดีที่สุด” เขาเอ่ยจากใจจริง แต่คนฟังนั่นเล่ากลับส่งยิ้มเยาะกลับมา เพราะมิได้ซึ้งในคำพูดของอีกฝ่ายเลยแม้แต่น้อย
“ออกไปเถอะอ๋องหรานจวิ้น ระหว่างข้ากับท่านมิมีทางมากันได้หรอก เพราะอย่างไรเสียข้าก็จะหย่า” ซูเยว่เอ่ยเสียงแข็งใส่อีกฝ่าย เพราะมิต้องสร้างสัมพันธ์เป็ทุนเดิมอยู่แล้ว เธอคือซีซีไม่ใช่ซูเยว่ จะไม่มีทางยอมให้เขาขมเหงเพียงเพราะอยู่ในตำแหน่งภรรยาแน่
“หึ! คิดจะหย่ากับข้าแล้วไปหาแม่ทัพฟานน่ะหรือ เ้ามิมีทางได้สมหวังหรอกซูเยว่ จากนี้ข้าจะขังเ้าไว้แต่ในจวน”
หรานจวิ้นเอ่ยเสียงหยัน คราแรกเขาคิดจะทำดีกับนางเพื่อหว่านล้อมมิให้นางคิดหย่า เพราะยามนี้อำนาจในมือเริ่มสั่นคลอน จำต้องขอแรงจากแคว้นหนานให้ช่วยหนุน แต่ในเมื่อคนตัวเล็กไม่คล้อยตามเขาก็จำต้องขังนางไว้ ั์ตาสวยมองตามร่างสูงจนพ้นห้อง ก่อนมันจะปิดลงและดูเหมือนเขาจะทำตามที่เอ่ย
เมื่อคนของนางเองก็มิได้เข้ามาอย่างที่ควรจะเป็ ร่างเล็กเดินกอดผ้าคลุมที่ยังปกปิดร่างกายอยู่ ตรงไปยืนแนบที่หน้าประตู จับใจความด้านนอกได้ว่าอ๋องหรานจวิ้นสั่งให้เอาคนของตนไปขังไว้อย่างที่เอ่ยบอกจริงๆ
“ทำกันขนาดนี้เลยเหรออีตาอ๋องชั่ว” เสียงหวานเอ่ยขึ้นเบาๆ ก่อนจะเดินถอยออกมาเพื่อแต่งตัวให้เรียบร้อย
ด้านจวนอ๋องไป่จวิน ยามนี้เขากำลังนั่งดื่มสุราอย่างมีความสุข จนคนสนิทอดสงสัยมิได้ เพราะเมื่อคืนผู้เป็นายกลับมาจนเกือบรุ่งสาง มิรู้ไปที่ใดมากันแน่
“ท่านอ๋องมีเื่ยินดีอันใดหรือพะย่ะค่ะ ไยหน้าตาถึงดูยิ้มแย้มแจ่มใสเพียงนี้” เผิงหยวนเอ่ยถามเมื่อเห็นว่าเป็โอกาสเหมาะ เพราะบางคราผู้เป็นายก็มักจะหงุดหงิดใส่
“หึ! ใจข้าได้ชำระแค้นลงบ้างแล้ว ก็ต้องมีความสุขเป็ธรรมดา อีกหน่อยหากเื่เป็ดั่งที่ข้าคิด คงจะสนุกกว่านี้เป็แน่ ข้าอยากให้ถึงวันนั้นโดยเร็วเหลือเกิน” ไป่จวินเอ่ยพร้อมกับนึกถึงวันที่จะได้ยินข่าวว่าพระชายาอนุชาตั้งครรภ์ เพียงเท่านั้นเขาก็หัวเราะชอบใจออกมา จนคนสนิทยิ่งงงเข้าไปใหญ่ เพราะมิรู้ว่ามันจะเป็เื่ที่น่ายินดีได้เช่นไร
“พระองค์จะทรงสังหารพระชายาเช่นที่อ๋องหรานจวิ้นทำกับพระสนมหรือพะย่ะค่ะ” เผิงหยวนเอ่ยด้วยความไม่รู้ทำให้ต้องเจอกับสายตาร้ายของผู้เป็นายทันที
“ห้ามผู้ใดแตะต้องซูเยว่เด็ดขาด คอยปกป้องนางให้ดี อย่าให้ใครทำร้ายได้แม้แต่เส้นผม” ไป่จวินเอ่ยเสียงแข็งใส่คนของตน ก่อนจะยกจอกสุราขึ้นดื่มอีกครั้ง
“ทะ ทำไมล่ะพะย่ะค่ะ ไยพระองค์ตรัสเช่นนี้” ความสงสัยมีมากพอจนเผิงหยวนอดมิได้ที่จะเอ่ยถาม
“ทำตามที่ข้าบอกก็พอ ยามนี้นางคือหมากของข้าตายมิได้เด็ดขาด สตรีเพียงคนเดียวอาจเป็ประโยชน์มากกว่ากองทัพนับหมื่นก็เป็ได้ หึหึ ฮ่าฮ่า”
เผิงหยวนได้แต่ก้มหัวรับคำสั่งไปตามนั้น แม้จะไม่รู้ต้นสายปลายเหตุของเื่
เมื่อผู้เป็นายเอ่ยแล้วก็ต้องมีเหตุผลเป็แน่ เขาจึงเดินเข้ามารินเหล้าให้อย่างเคย ซึ่งยามนี้อ๋องหนุ่มกำลังรอฟังข่าวจากคนของเขาที่แฝงตัวอยู่
เพราะอยากรู้ว่าสตรีตัวน้อยจะทำเช่นไรเมื่อตื่นมา นางจะร้องโวยวายหรือเก็บเื่นี้เงียบๆ เพราะซูเยว่เองก็ยังมิรับรู้ถึงฐานะเขาเลยสักนิด น่าแปลกที่มันเกิดเื่เมื่อคืนขึ้นมาได้ ทั้งที่เขามิได้ตั้งใจจะทำมันด้วยซ้ำ พอััแล้วก็ดันหยุดมิได้ ความคิดร้ายก็ผุดขึ้นมาในชั่วขณะนั้นพอดี
“ไยวันนี้คนของเราถึงได้ช้านัก” ไป่จวินเริ่มหงุดหงิดเมื่อพลบค่ำแล้วแต่สายของตนยังมิมารายงานอันใดอีก นั่นเป็เพราะมีคำสั่งของหรานจวิ้นมิให้ผู้ใดออกจากจวนนั่นเอง แม้กระทั่งนางกำนัลหรือคนสวน
“ได้ยินว่าอ๋องหรานจวิ้นสั่งมิให้ผู้ใดเข้าออกพะย่ะค่ะ”
“อะไรนะ!” น้ำเสียงกระแทกดังขึ้นอย่างมิพอใจ